โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ปราสาทเปือยน้อย” ปราสาทขอมแห่งเมืองหมอแคน ลัทธิบูชาพระนารายณ์ อายุร่วม 1,000 ปี!

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ก.ย 2567 เวลา 06.12 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2567 เวลา 06.08 น.
“ปราสาทเปือยน้อย” จ.ขอนแก่น (ภาพจาก www.matichonacademy.com)

“ปราสาทเปือยน้อย” ปราสาทหินแห่งเมืองหมอแคน ร่องรอยวัฒนธรรมขอมบริเวณตอนกลางของภาคอีสาน

ปราสาทเปือยน้อย เรียกตามชื่อที่ตั้ง คือ อำเภอเปือยน้อย อำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น พื้นที่ปราสาทอยู่ติดกับวัดธาตุกู่ทอง ด้านหน้าปราสาทหันไปทิศตะวันออก มีสระน้ำโบราณสระหนึ่งมีชื่อว่า “สระวงษ์” เป็นกลุ่มโบราณสถานสร้างด้วยศิลาแลง ศิลาทราย และอิฐ จำนวน 4 หลัง

มีกำแพงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าประกอบด้วยศิลาทรายและศิลาแลงขนาดกว้าง 28 เมตร ยาว 31.8 เมตร ล้อมรอบ มีสระน้ำขุดล้อมรอบชั้นนอกของกำแพงอีกชั้น แต่เว้นที่ว่างทิศตะวันออกและทิศตะวันตก สำหรับเป็นทางเข้าไปยังตัวปราสาท

อาคารทั้ง 4 หลังแบ่งเป็นปรางค์ประธาน 3 หลัง เรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่บนฐานศิลาแลง หันหน้าไปทิศตะวันออก มีประตูเข้าเพียง 1 ประตู ส่วนอีก 3 ทิศก่อเป็นประตูหลอก ปรางค์องค์กลางใหญ่กว่าปรางค์บริวารด้านทิศเหนือ-ใต้เล็กน้อย

ปรางค์ประธานมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมทั้ง 4 ด้าน มีขนาดกว้างและยาว 7.5 เมตร ผนังทั้งสี่ด้านก่อด้วยอิฐโดยใช้ยางไม้สอมีความหนาประมาณ 1 เมตร กรอบประตู เสาประดับผนัง เสาแปดเหลี่ยมประดับกรอบประตู ทับหลังและหน้าบันสลักด้วยศิลาทราย

ปรางค์บริวารที่ขนาบข้างปรางค์ประธานทั้งสองหลังนั้น มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมเช่นเดียวกัน แต่มีขนาดย่อมกว่า กว้าง-ยาว ด้านละ 6 เมตร ผนังทั้งสี่ด้านก่อด้วยอิฐไม่สอปูน กรอบประตูเสาประดับผนัง เสาแปดเหลี่ยมประดับกรอบประตู ทับหลัง หน้าบันสลักด้วยศิลาทรายเช่นกัน

ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ทั้งสามองค์ มีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งมักเรียกกันว่า “หอสมุด” หรือบรรณาลัย อยู่หนึ่งหลัง ก่อด้วยศิลาแลง หันหน้าไปทางทิศตะวันตก (หันเข้าหาปรางค์ทั้งสามองค์)บรรณาลัยนี้กว้าง 5 เมตร ยาว 11 เมตร ด้านหน้าทิศตะวันตกมีมุขยื่นยาวออกมา 2.5 เมตร

กรมศิลปากรเห็นความสำคัญของปราสาท จึงทำการบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2537 ด้วยวิธี“Anastylosis”คือขุดค้นหาหินเก่าแล้วรื้อปราสาทลง ก่อนประกอบขึ้นใหม่ดังเดิม ใช้งบประมาณเป็นจำนวนทั้งสิ้น 14,467,000 บาท

โบราณวัตถุแห่ง “ปราสาทเปือยน้อย”

มีการค้นพบโบราณวัตถุและศิลปวัตถุสำคัญคือ “ทับหลัง”และ “หน้าบัน” ซึ่งมีภาพสลักจำนวนหนึ่ง ทั้งมีส่วนช่วยกำหนดอายุได้ว่าปราสาทเปือยน้อยสร้างขึ้นในยุคสมัยใด ดังนี้

1) ทับหลังรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ อยู่เหนือกรอบประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกของปรางค์ประธาน ทำด้วยศิลาทรายสีแดง พระนารายณ์ประทับบนพระยาอนันตนาคราช มีดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี (สะดือ) บนดอกบัวมีพระพรหมประทับนั่ง ปลายพระบาททั้งสองข้างของพระนารายณ์มีพระลักษมีชายานั่งคุกเข่า เหนือพระลักษมีสลักเป็นรูปเทวดากำลังเหาะ

ทับหลังชิ้นนี้เป็นข้อสังเกตสำคัญ เพราะโบราณสถานขอมในไทยส่วนใหญ่สร้างในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย (นับถือพระอิศวรเป็นใหญ่) ทั้งสิ้น ทับหลังของปรางค์องค์ประธานมักสลักเป็นเทวรูป “พระศิวนาฏราช” หรือพระอิศวรกำลังฟ้อนรำ ในกรณีของปราสาทเปือยน้อยจึงเป็นไปได้ว่าสร้างขึ้นใน ลัทธิไวษณพนิกายซึ่งนับถือพระนารายณ์เป็นใหญ่

ลัทธิไวษณพนิกายนั้นเริ่มแพร่หลายเป็นศาสนาสำคัญที่สุดของอาณาจักรขอมอยู่ระยะหนึ่ง ในสมัย “ศิลปะขอมแบบบาปวน”ลงมาตั้งแต่ พ.ศ. 1550 ดังจะเห็นว่า ปราสาทนครวัด ปราสาทขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดในกัมพูชาก็สร้างขึ้นในลัทธิไวษณพนิกาย โดยศิลปะขอมแบบนครวัดมีอายุระหว่าง พ.ศ. 1650-1700

2) ทับหลังรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ อยู่เหนือกรอบประตูด้านทิศตะวันออกของปรางค์บริวารองค์ด้านเหนือ มี “หน้ากาล” สลักอยู่ติดขอบด้านล่างของทับหลัง หน้ากาลหรือเกียรติมุข (หน้าราหู) เป็นรูปหน้าสัตว์แต่ไม่มีริมฝีปากล่าง ถือกันว่าเป็นผู้เฝ้าเทวาลัย เพราะ “กาล” คือเวลา และเวลากลืนกินทุกสิ่ง หน้ากาลจึงมีแต่หน้าเพราะกลืนกินตัวเองไปด้วย

3) ทับหลังภาพเทวดา (หรือบุคคล) นั่งชันเข่าเหนือหน้ากาล รูปแบบนี้จัดเป็นศิลปะขอมแบบบาปวน (พ.ศ. 1550-1650) และพบทับหลังลักษณะดังกล่าวหลายแผ่นที่นี่ เช่น เหนือกรอบประตูปลอมทิศเหนือของปรางค์บริวารองค์ด้านเหนือ ทิศตะวันตกและทิศเหนือของปรางค์บริวารองค์ด้านใต้ ด้านทิศตะวันออกของซุ้มโคปุระด้านหลังของปราสาท ด้านทิศตะวันตกของซุ้มโคปุระด้านหน้าของตัวปราสาท และบนผนังด้านหลังบรรณาลัย

4) ทับหลังรูปคชลักษมีเหนือหน้ากาลอยู่เหนือกรอบประตูปลอมด้านทิศตะวันตกของปรางค์บริวารองค์ด้านเหนือ“คชลักษมี” คือพระลักษมีชายาพระนารายณ์ประทับนั่ง หัตถ์ 2 ข้างถือดอกบัวตูม มีช้าง 2 เชือกยืนชูงวงเข้าหากันอยู่แต่ละข้าง ความหมายคือผู้ใดเดินลอดเข้าไปก็จะประสบแต่ความสุข ความอุดมสมบูรณ์ แต่น่าประหลาดที่มาอยู่เหนือประตูหลอก

5) ทับหลังรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ 3 เศียรเหนือหน้ากาลอยู่เหนือกรอบประตูทางเข้าทิศตะวันออกของปราสาท หรือปรางค์บริวารองค์ด้านใต้ โดยพระอินทร์ทรงเป็นผู้รักษาทิศตะวันออก

6) ทับหลังรูปพระกฤษณะประลองกำลังกับม้าเหนือหน้ากาลตั้งอยู่เหนือกรอบประตูปลอมด้านตะวันออกของมุขด้านทิศเหนือของซุมโคปุระด้านหน้า พระกฤษณะเป็นปางอวตารปางลำดับที่ 8 ของพระนารายณ์ ซึ่งทับหลังที่สลักภาพเกี่ยวกับพระกฤษณะมักพบในเทวาลัยที่สร้างในลัทธิไวษณพนิกาย

7) ทับหลังรูปพญาครุฑนั่งชันเข่ากางปีกอยู่เหนือหน้ากาลตั้งอยู่เหนือกรอบประตูทางเข้าหอสมุดหรือบรรณาลัยคือทางทิศตะวันตก จุดสังเกตคือเป็นพญาครุฑแบบมีปีกแต่ไม่มีแขน ซึ่งเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบบาปวนอีกเช่นกัน

8) ทับหลังรูปพญาหงส์ 2 ตัวกางปีกชูคอเข้าหากันอยู่เหนือหน้ากาลตั้งอยู่เหนือกรอบประตูทางเข้าชั้นในของบรรณาลัย หงส์เป็นพาหนะของพระหรหมและพระวรุณ เทพเจ้าแห่งทิศตะวันตก ตามตำแหน่งทับหลังที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก

9) หน้าบันหรือหน้าจั่วศิลาสลักลวดลาย 17 แผ่นส่วนใหญ่สลักเป็นภาพหน้ากาล มีรูปเทวดาภายในซุ้มเหนือหน้ากาล แต่เป็นหน้ากาลมีริมฝีปากล่าง (ปกติไม่มี) อยู่ปลายกรอบของหน้าบันและคายนาค 5 เศียรออกมา ทั้งมีแขนมาประกอบ ลักษณะดังกล่าวคือ “ศิลปะขอมแบบคลัง”(ราว พ.ศ. 1500-1550)

เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทเปือยน้อยสร้างขึ้นในศิลปะขอมแบบบาปวนตอนต้น ราว พ.ศ. 1550-1600 ในรัชกาลของ “พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1” แห่งอาณาจักรขอม ผู้ทรงแผ่อำนาจเข้ามายังพื้นที่ที่ปัจจุบันคือภาคกลางรวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

10) หน้าบันรูปพระอิศวรทรงโคนนทิเหนือกรอบประตูปลอมอยู่ทิศตะวันตกด้านหลังบรรณาลัย เป็นรูปพระอิศวรและนางบริวาร ด้านซ้ายเป็นรูปนางบริวารอีกคนถวายของแด่พระอุมาชายาพระอิศวร

น่าประหลาดที่รูปพระอิศวรทรงโคควรเป็นหน้าบันที่สำคัญของปราสาท แต่กลับมาอยู่ด้านหลังคือทิศตะวันออกของบรรณาลัยเสียอย่างนั้น และเคยเป็นข้อกังขาเกี่ยวกับการบูรณะปราสาทด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อพิสูจน์จากรอยต่อของหินที่ประกอบเป็นหน้าบันก็จะพบว่าเข้ากันได้พอดีจริง ๆ

11) แท่งหินสลักรูปเทวดา 9 องค์เชื่อว่าเป็นเทพนพเคราะห์ 4 องค์ เทพผู้รักษาทิศ 5 องค์ เทพนพเคราะห์ ได้แก่ พระอาทิตย์ทรงรถม้า พระจันทร์ประทับบนแท่น พระราหูครึ่งองค์ และพระเกตุทรงสิงห์ ส่วนเทพผู้รักษาทิศ 5 องค์ มีพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ตรงกลาง ส่วนอีก 4 องค์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ต้องสังเกตจากพาหนะเป็นสำคัญ

จารึกบนกรอบประตูของปราสาทประธานองค์กลางของปราสาทยังพบการสลักเป็นอักษรขอม ภาษาสันสกฤต มีอยู่ 4 บรรทัด กล่าวถึงชื่อ พระมุนีสุวันตยะและ พระฤษีไวศัมปายนะ

กล่าวโดยสรุป ปราสาทเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น เป็นเทวาลัยที่รับอิทธิพลจากศิลปะขอมหรือเขมรโบราณแบบบาปวน ก่อสร้าวขึ้นราวระหว่าง พ.ศ.1550-1650 และสร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย (หากการบูรณะถูกต้อง)

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้เก็บความจาก“ของดีในจังหวัดขอนแก่น” เขียนโดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ในศิลปวัฒนธรรมฉบับตุลาคม 2540

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 กันยายน 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ปราสาทเปือยน้อย” ปราสาทขอมแห่งเมืองหมอแคน ลัทธิบูชาพระนารายณ์ อายุร่วม 1,000 ปี!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...