โรคกลัวความเจริญ โรคธรรมดา แต่น่ากลัว หากเกิดกับผู้มีอำนาจ
มองกันแบบผิวเผินแล้ว Fear of Prosperity หรืออาการกลัวความเจริญ ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ถ้าความกลัวนี้ไปตกอยู่กับผู้บริหารระดับประเทศ ก็คงจะดูไม่จืดแน่นอน เพราะพวกเขาอาจจะออกโยบายที่มีพื้นฐานมาจากความกลัว ซึ่งส่งผลเสียกับต่อประเทศมหาศาลนั้นอย่างแน่นอนบทความจาก Foundation for Economic Education มูลนิธิเพื่อการศึกษาทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้เขียนเหตุผลถึงคนที่เป็น ‘โรคกลัวความเจริญ’ ไว้น่าสนใจ โดยกล่าวว่า มีผู้คนบางกลุ่มพยายามปกป้องความหยุดนิ่ง เพราะกลัวว่าความเจริญจะนำมาสู่ความวุ่นวาย
กลัวว่าการค้าเสรีที่เปิดกว้างจะทำให้คู่แข่งทางการค้าเพิ่มมากขึ้น และความกลัวต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาทำให้คนตกงาน ความกลัวดังกล่าวหยั่งรากลึก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงในความเป็นจริง ถ้ามองกันแบบชัด ๆ ความกลัวดังกล่าวมีความทับซ้อนกัน โดยกล่าวได้ว่า (กลัวว่าความเปลี่ยนแปลงจะทำคนบางกลุ่มเสียผลประโยชน์) โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ถือครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันนั่นเองสิ่งที่ควรจะเป็น พื้นฐานเศรษฐกิจที่ผู้คนต้องการ ไม่ใช่การมีงานทำเพื่ออยู่รอดไปวัน ๆ แต่เป็นการทำงานแล้วได้ค่าตอบแทนที่เป็นกำไร ไม่ใช่ทำงานเยอะแต่ได้เงินแค่พอกิน และเมื่อพูดถึงเรื่องของทรัพยากรณ์ที่มีมากขึ้นหลังความเจริญ เจ้าของทรัพยากรนั้นย่อมได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง เพราะเมื่อมีการค้าเสรีมากขึ้น ก็มักจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการใช้จ่ายของผู้บริโภค ที่มักจะลดความต้องการทรัพยากรที่จะใช้ในรูปแบบเฉพาะ
นโยบายของรัฐบาลที่ผู้นำมีอาการของโรคกลัวความเจริญ จะคอยบั่นทอนความสามารถของผู้ประกอบการในการจ้างแรงงานที่ว่างงานหรือไม่มีงานทำในปัจจุบัน เพราะเมื่อโดนรัฐบาลบีบเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ บริษัทจึงต้องการคนที่สามารถทำงานได้หลายตำแหน่งเพื่อลดภาระค่าจ้าง ให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ส่งผลให้มีคนตกงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆความเชื่อที่ว่า ‘มนุษยชาติใกล้จะถึงความอุดมสมบูรณ์แล้ว’ เป็นความเชื่อของคนที่เป็น ‘โรคกลัวความเจริญ’ อย่างแท้จริง เมื่อใดที่การบริหารหยุดพัฒนา จะส่งผลเสียทำให้ประชากรในประเทศตามใครไม่ทัน มุ่งสู่ความนิ่งเงียบและขาดแคลนทรัพยากรณ์ตามมาในอนาคต