โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนไทยขี้เหงา ทะลุ 26.75 ล้านคน ดันเทรนด์โลนลี่มาร์เก็ตมาแรง

BLT BANGKOK

อัพเดต 31 พ.ค. 2562 เวลา 06.28 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. 2562 เวลา 06.26 น.

ผลสำรวจตัวเลขคนเหงาในไทยมีกว่า 26.75 ล้านคน วัยทำงานครองแชมป์คนขี้เหงาสูงสุด ขณะที่ Gen Z ถือเป็นกลุ่มที่ต้องจับตามองจากไลฟ์สไตล์และการจับจ่าย ก่อให้เกิดธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์โลนลี่มาร์เก็ตที่กำลังมาแรงในปีนี้ 
คนไทย 1 ใน 3 ประสบภาวะความเหงา 
หากเลื่อนหน้าฟีดในเฟซบุ๊ก ก็มักจะพบว่ามีผู้คนโพสต์ระบายถึงความเหงาอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้มีข้อมูลงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะความเหงาที่ได้เกิดเทรนด์ใหม่เรียกว่าโลนลี่มาร์เก็ตติ้งขึ้น จากข้อมูลงานวิจัยการตลาดคนเหงา โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่าปัจจุบันตัวเลขตลาดคนเหงาในประเทศไทย มีจำนวนกว่า 26.75 ล้านคน หรือคิดเป็น 40.4% โดยยังพบว่าช่วงอายุที่มีแนวโน้มความเหงาสูงสุดคือ กลุ่มวัยทำงาน อายุ 23-40 ปี มีจำนวนถึง 49.3% รองลงมา เยาวชน วัยเรียน อายุ 18-22 ปี อยู่ที่ 41.8% และ วัยผู้ใหญ่ อายุ 41-60 ปี มีอยู่ 33.6% ในขณะที่กลุ่มผู้สูงวัย อายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งถูกมองว่าเป็นช่วงวัยที่น่าจะเกิดภาวะความเหงา กลับมีเพียง 24.5% เนื่องจากมีความพร้อมด้านการจัดการอารมณ์และรายได้เพื่อใช้ในการประกอบกิจกรรมแก้เหงา
ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่หย่าร้าง เป็นสถานภาพที่ประสบภาวะความเหงาสูงสุดถึง 50% โดยมีความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ทำใจยอมรับกับความเจ็บปวดไม่ไหว ส่วนกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท เกิดความเหงามากที่สุด 46.3% ซึ่งปัจจัยด้านการเงินและภาระค่าใช้จ่ายมีผลต่อทางเลือกในกิจกรรมคลายเหงา สำหรับพฤติกรรมในจัดการความเหงาที่ผู้คนมักใช้ ได้แก่ 1. เข้าถึงโซเชียล มีเดีย เป็นวิธีที่เข้าถึงง่าย สามารถสร้างความรู้สึกร่วมกับสังคมบนออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ยังเป็นวิธีการแก้เหงาที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด 2. รับประทานอาหารในร้านหรือคาเฟ่ ซึ่งช่วยลดทอนความรู้สึกโดดเดี่ยว และ 3. การชอปปิง ช่วยตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ได้เช่นเดียวกับการไปร้านอาหารหรือคาเฟ่

เผย 5 ธุรกิจรับอานิสงส์เทรนด์คนเหงา
เทรนด์ตลาดคนเหงา (Lonely Market) ถือว่ากำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดย ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่า ในต่างประเทศเริ่มปรับใช้การตลาดกลุ่มคนเหงาเข้ากับธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ อย่าง แอปฯ​ นัดออกกำลังกาย อพาร์ตเมนต์ที่มีส่วนกลางให้ผู้อาศัยทำกิจกรรมร่วมกันในสหรัฐฯ, ธุรกิจเช่าครอบครัวหรือเพื่อนเสมือนในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงธุรกิจคาเฟ่สัตว์เลี้ยงในไทย เป็นต้น
โดยคาดว่าการขยายตัวของตลาดคนเหงาในไทย จะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจที่รองรับความต้องการคนเหงาเติบโตเพิ่มขึ้น ได้แก่ 1. ธุรกิจคอมมิวนิตี้ เช่น ร้านอาหาร, คาเฟ่, บอร์ดเกม เป็นต้น 2. ธุรกิจอสังหาฯ และ โค-สเปซ 3. ธุรกิจดิจิทัล เช่น แอปฯ, ออนไลน์แพลตฟอร์ม, เทคโนโลยีสารสนเทศ 4. ธุรกิจสัตว์เลี้ยง และ 5. ธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นตลาดที่ตอบโจทย์ความต้องการและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนเหงาปัจจุบันได้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน มีผลสำรวจภาวะความเหงาของประชากรในสหรัฐฯ โดย ม.แคลิฟอร์เนีย พบว่ากลุ่ม Gen Z (อายุ 18-22 ปี) เป็นกลุ่มที่ประสบภาวะเหงาสูงสุด เมื่อย้อนมาดูแนวโน้มในไทย คุณเจษฎาภรณ์ สารพัฒน์ หัวหน้าทีมวิจัยการตลาดกลุ่มเจนเนอเรชั่นซี (Gen Z Marketing) วิทยาลัยการจัดการ ม.มหิดล กล่าวว่า Gen Z กำลังเปลี่ยนผ่านสถานะทางสังคม จากนักเรียนนักศึกษาก้าวสู่วัยเริ่มต้นทำงาน พบว่ากว่า 70% มีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินมากกว่าการเก็บออม และมักใช้ไปกับกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมการจ่ายสูงสุด ได้แก่ กิจกรรมที่ได้พบปะสังสรรค์ตามสถานที่ต่างๆ, การชอปปิง และการเสพความบันเทิง โดยเลือกใช้โซเชียลมีเดียผ่านสมาร์ทโฟนสูงถึง 94% และมักเลือกบริโภคคอนเทนท์เพื่อผ่อนคลายความกดดันจากการทำงาน ซึ่งมีความสอดคล้องกับพฤติกรรมกลุ่มคนเหงา

แนะ 4 กลยุทธ์เจาะตลาดคนเหงา
ขณะที่การทำการตลาดเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนเหงากำลังจะกลายเป็นที่นิยมในอนาคตอันใกล้ วิทยาลัยการจัดการ ม.มหิดลจึงเผยถึงกลยุทธ์ C M M U ที่จะเป็นแนวทางการออกแบบกลยุทธ์และวิธีการสื่อสารกับผู้บริโภค ประกอบด้วย C (Circumstance) สร้างบรรยากาศรอบตัว กลุ่มคนเหงาไม่อยากรู้สึกว่าอยู่เดียวดาย ฉะนั้นธุรกิจร้านค้า ร้านอาหาร ต้องใช้ข้อได้เปรียบด้านพื้นที่ หรือธุรกิจท่องเที่ยว ต้องบริการตอบโจทย์กลุ่มคนเหงา, M (Companion) สื่อสารเหมือนเพื่อน จากสถิติพบว่า 44.3% ของกลุ่มความเหงาจะติดการใช้โซเชียลมีเดียตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ต้องสื่อสารอย่างเป็นมิตร เสมือนเพื่อนให้คำปรึกษา และไขข้อสงสัยผลิตภัณฑ์และบริการได้ตลอดเวลา, M (Forget Me not) ไม่ลืมกลุ่มคนเหงา เช่น โปรโมชั่นพิเศษช่วงเทศกาล เป็นต้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่ถูกทอดทิ้ง และเป็นหนึ่งเดียวกันกับแบรนด์สินค้าในทุกโอกาส และ U (Community) ส่งเสริมกิจกรรมร่วม สร้างสรรค์คอนเทนท์ ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกิจกรรมที่แตกต่าง โดยเน้นให้ผู้บริโภคเกิดการปฏิสัมพันธ์และจับกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดเป็นชุมชนพิเศษ นำไปสู่การบอกต่อในวงสังคมในระยะยาว
แม้ว่าความเหงาจะเป็นภาวะทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน หรือจากสถานการณ์บางขณะ หากแต่หยิบความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอวิธีการคลายเหงา ก็สามารถเป็นโอกาสในการสร้างช่องทางใหม่ๆ ของธุรกิจ ซึ่งแง่หนึ่งยังช่วยให้คนไทยลดภาวะความเหงา เพิ่มเป็นความสุขได้ เทรนด์ตลาดคนเหงาจึงจะเป็นกระแสที่ต้องจับตาในปีนี้ว่าจะมีการเติบโตมากน้อยเพียงไร 
 

ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร - หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล
“แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้แก่ความเหงา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยด้านอารมณ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ในหลายด้าน รวมถึงการรับสารและพฤติกรรมการบริโภค การตลาดคนเหงา ได้รับการจัดอันดับเทรนด์มาร์เก็ตติ้งในปี 2562 จากสื่อทั่วโลกชั้นนำ อย่าง ยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor) และ มินเทล (Mintel) สะท้อนให้เห็นว่าในด้านตลาดผู้บริโภคเอง ยังมีช่องว่างอีกมากที่สามารถนำมาต่อยอดธุรกิจตลาดคนเหงา”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...