โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CBG หนึ่งในหุ้น SET100 ที่ราคาปรับขึ้นสูงในปีนี้

Wealthy Thai

อัพเดต 07 ม.ค. 2563 เวลา 09.45 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2563 เวลา 09.45 น. • wealthythai

ปี 2562 นับเป็นปีที่หนักหนาสำหรับนักลงทุนพอสมควร เพราะตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับความกดดันรอบด้าน หุ้นไอพีโอที่เคยเป็นสีสันและความหวังก็ไม่เวิร์คอีกต่อไป การมีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงน่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ วันนี้ Wealthy Thai จึงขอหยิบหุ้น CBG หรือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มานำเสนออีกครั้ง เพราะแม้จะเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยมีข่าวคราวมากนัก แต่ราคาหุ้นนับจากต้นปีถึงวันที่ 24 ธ.ค. 2562 ปรับตัวขึ้นกว่า 170.73% ถือเป็นหนึ่งในหุ้น SET100 ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในปีนี้
CBG เป็นหุ้นเครื่องดื่มชูกำลังที่เราคุ้นเคยในชื่อ “คาราบาวแดง” โดยเป็นการนำชื่อของ วงคาราบาว ซึ่งมีนาย ยืนยง โอภากุล หรือที่เรารู้จักกันในนาม “แอ๊ด คาราบาว” ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 มาผสมผสานกับชื่อของ โรงเบียร์ เยอรมันตะวันแดง ภายใต้สโลแกน “คาราบาวแดง เชิดชูนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่”
ณ วันที่ 23 ธ.ค. 2562 CBG มีมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) อยู่ที่ 83,250.00 ล้านบาท

 

 

กำไร-ราคาหุ้นฟื้นตัวแข็งแกร่ง

หากย้อนดูผลประกอบการปี 61 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,158.57 ล้านบาท ลดลง 7% จากปี 60 โดยสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นใน Intercarabao Limited (ICUK) จากเดิม 51% เป็น 84% ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 61 ส่งผลให้เกิดการรับรู้ผลขาดทุนจากการดำเนินงานของ ICUK เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
เรื่องดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นของ CBG ร่วงลงทำจุดต่ำสุดที่ 30.75 บาท ในวันที่ 28 ธ.ค. 61 และ 3 ม.ค. 62 ซึ่งความเห็นของนักวิเคราะห์ในขณะนั้นมองว่า CBG จะกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งอีกครั้งในปี 62 จากการเติบโตในตลาดต่างประเทศ รวมถึงอัตรากำไรที่ขยายตัว
ซึ่ง CBG ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมีผลประกอบการเติบโตเกิน 100% ต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยไตรมาส 1/62 บริษัทมีกำไรสุทธิ 419.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ไตรมาส 2/62 มีกำไรสุทธิ 552.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163.00% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาส 3/62 มีกำไรสุทธิ 732.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิรวม 9 เดือน ของ CBG อยู่ที่ 1,703.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 163.83%
จากการเติบโตสูงต่อเนื่องทำให้ราคาหุ้นของ CBG ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ โดยวันที่ 24 ธ.ค. 2562 ราคาหุ้นอยู่ที่ 83.25 บาท หรือคิดเป็นการเปลี่ยนแปลงจากต้นปีกว่า 170.73%

 

 

แนวโน้มกำไรไตรมาส 4 ยังเติบโตดีต่อเนื่อง   

แม้ที่ผ่านมา CBG จะเติบโตในระดับสูงทุกไตรมาส แล้วไตรมาสสุดท้ายของปีละ ผลประกอบการจะออกมาเป็นอย่างไร เรื่องนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ความเห็นว่า ในระยะสั้นแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/62 ของบริษัทจะเติบโตต่อเนื่องและดีกว่าที่เคยคาด จากการใช้กำลังการผลิตโรงงานกระป๋องเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับลดลงทั้งอลูมิเนียม และวัสดุหีบห่อ ซึ่งจะหักล้างผลของการปรับขึ้นภาษีน้ำตาลตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นมา โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะขยับขึ้นเป็น 42.1% จาก 41.3% ในไตรมาส 3/62 และเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับ 33.3% ในไตรมาส 4/61 เบื้องต้นคาดกำไรไตรมาส 4/62 จะอยู่ที่ 780 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 6.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นเราจึงคาดกำไรสุทธิปี 2562 ไว้ที่ 2,484 ล้านบาท เติบโต 114.4% จากปีก่อน

 

 

พัฒนาการของอัตรากำไรขั้นต้นน่าประทับใจ           

จากตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 41.3% และยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องในไตรมาส 4/62 ตลอดจนปี 63 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งการขายในประเทศและการส่งออก และบริษัทได้ตั้งเป้าในปี 63 เพิ่มขึ้นเป็น 43% - 44% สาเหตุหลักมาจาก 1. อัตราการใช้กำลังการผลิตโรงงานกระป๋องสูงขึ้นจาก 86% ในไตรมาส 3/62 คาดเพิ่มเป็น 90% ในไตรมาส 4/62 และจะเพิ่มขึ้นถึง 95% - 100% ในปี 2563 โดยคาดจะผลิตได้เต็มกำลังที่ 1,000 ล้านกระป๋องต่อปี จากปีนี้ผลิตได้ 700 ล้านกระป๋องต่อปี ส่วนเกินอีกราว 100 - 200 ล้านกระป๋อง จะซื้อจากผู้ผลิตภายนอก           
2.ต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉพาะอลูมิเนียมที่เพิ่งปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งน่าจะรับรู้ผลบวกส่วนนี้ได้เต็มปีในปี 63 รวมถึงต้นทุนวัสดุหีบห่อที่ลดลงด้วย และ 3.สำหรับโรงงานแก้วที่ปีนี้มีอัตราการใช้กำลังการผลิตราว 77% อยู่ที่ 1,000 ล้านขวดต่อปี ยังมีส่วนเพิ่มอีกราว 300 ล้านขวด ซึ่งล่าสุดบริษัทได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าภายนอก (OEM) ให้ผลิตขวดเบียร์ให้ น่าจะช่วยเพิ่มการใช้กำลังการผลิตได้เต็มที่ทีในปี 63 และจากต้นทุนคงที่ของโรงงานขวดแก้วที่ค่อนข้างสูง จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของบริษัทลดลง หรือได้ประโยชน์จาก Economies of Scale มากขึ้น ทั้งนี้ เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นในปีหน้าจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 42% จาก 39.2% ในปี 62

 

 

ค่าใช้จ่าย ICUK จะลดลงต่อในปีหน้า           *  *

ภายหลังบริษัทได้ลดการทำการตลาดใน UK ลงอย่างหนัก ล่าสุดการเป็นสปอนเซอร์สโมสรฟุตบอลเชลซี บริษัทคงเหลือสัญญาการเป็น Global Partner อีก 2 ฤดูกาลปี 2562/63 - 2563/64 โดยเครื่องหมายการค้าของ CBG จะปรากฎบนป้าย LED รอบสนามลดลงเหลือเป็นเวลา 5 นาที และยังสามารถใช้เครื่องหมายและนักเตะสโมสรฟุตบอลเชลซีบนผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทได้ทั่วโลก ทั้งนี้ จะมีค่าใช้จ่ายการเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมเชลซีในปี 63 – 64 ลดลงเหลือ 3 ล้านปอนด์ และ 1.5 ล้านปอนด์ ตามลำดับ ลดลงจากที่จ่าย 7.7 ล้านปอนด์ในปี 61 และ 5.2 ล้านปอนด์ในปี 62
ส่วนการเป็นสปอนเซอร์ให้กับการแข่งฟุตบอล EFL สัญญาเดิมครอบคลุมเวลา 3 ปี ซึ่งจะครบกำหนดใน พ.ค. 63 และมีค่าใช้จ่ายในช่วง 3 ปี (มิ.ย. 60 - พ.ค. 63) ที่ผ่านมาอยู่ที่ 5, 6 และ 7 ล้านปอนด์ ตามลำดับ ทั้งนี้ บริษัทได้มีการต่ออายุสัญญาออกไปอีก 2 ปี เป็นครบกำหนด พ.ค. 65 โดยมีค่าใช้เฉลี่ยคงที่ปีละ 6 ล้านปอนด์ ใกล้เคียงเดิม สำหรับสิ่งที่ได้รับคือ เปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น Carabao Cup และเครื่องหมายการค้า CBG จะปรากฎบนเสื้อนักเตะและสื่อต่างๆในสนามการแข่งขันตลอดอายุสัญญา            
สำหรับเป้าหมายลดผลขาดทุน ICUK ลงเหลือไม่เกิน 12 ล้านปอนด์ ลดลงจากปี 62 ราว 2 ล้านปอนด์หรือราว 80 ล้านบาท คาดว่าจะนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางการตลาดในประเทศ ซึ่งเชื่อว่าต้องมีการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น หรือหากมีการออกสินค้าวหม่ ก็จำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อโปรโมทสินค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังตั้งเป้าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ใกล้เคียงปี 62

 

 

คาดกำไรปี 63 โดดเด่นสุดในกลุ่มเครื่องดื่ม *            *

จากสมมติฐานข้างต้น คาดรายได้รวมโต 8% และคาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 42% เมื่อเทียบกับปี 62 ถือว่า Conservative กว่าเป้าหมายของบริษัท จึงคาดกำไรสุทธิปี 63 จะยังเติบโตได้ราว 23.4% จากปีนี้ เป็น 3,066 ล้านบาท ทำจุดสูงสุดใหม่ ในส่วนของกำไรปกติเราคาดโตใกล้เคียงกันที่ 23% (ไม่รวมตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงาน) ถือเป็นอัตราการเติบโตสุงสุดในกลุ่มเครื่องดื่มที่เราคาดโตเฉลี่ย 19.8% ในปีหน้า โดยให้ราคาเป้าหมาย CBG ปี 63 เท่ากับ 107 บาท อิง PE 35 เท่า เท่ากับ PE เฉลี่ยของกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับโลก ซึ่งเป็น PE ที่สูงกว่า PE เฉลี่ยของกลุ่มเครื่องดื่ม (ไม่แยกประเภท) 5 ปีย้อนหลังที่ 33.9 เท่า เล็กน้อย               
อย่างไรก็ตาม เราต้องมาลุ้นกันว่าผลประกอบการไตรมาส 4 และปี 63 จะดีอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...