กรีนเมโทรแตกไลน์ธุรกิจ "บ้านผู้สูงอายุหลังเกษียณ" วางญี่ปุ่นต้นแบบ
“กลุ่มกรีน เมโทร” เตรียมแตกไลน์สร้าง “บ้านผู้สูงอายุหลังเกษียณ” วางญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ ผนึกนักลงทุนท้องถิ่นอุดรฯ-หนองคาย ตั้ง “บจ.โคโคโระ เอลเดอร์ แคร์” เดินเครื่องเปิดบริษัทฝึกอบรมบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ พร้อมส่งไป 2 เมืองญี่ปุ่น “โอซากา-โอกินาวา” หาประสบการณ์ก่อนกลับมาดูแลผู้สูงอายุไทย ด้าน “โครงการบ้านล้านหลัง”ทุ่ม 100 ล้านบาท ผุดโรงงานพรีแคสต์ เผยผลสำรวจบ้านราคาถูก 7 จังหวัด ความต้องการล้นกว่า 6,000 ยูนิต ทั้งพิษณุโลก นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ร้อยเอ็ด สกลนคร หนองคาย
นายวิชัย ประเสริฐสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท กรีน เมโทร จำกัด ผู้พัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรรโครงการดิ เอ็นทรีโอจังหวัดอุดรธานี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในอนาคตตนเองมีแผนจะสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุหลังเกษียณ ไม่ใช่บ้านพักคนชรา จะเริ่มอีก 2 ปีข้างหน้าหรือปี 2565
ซึ่งในช่วงแรกนี้อยู่ระหว่างการเตรียมบุคลากรจึงได้ร่วมกับนักธุรกิจท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานีและหนองคาย เปิดบริษัทใหม่ในชื่อบริษัท โคโคโระ เอลเดอร์ แคร์ จำกัด ซึ่งแปลว่า ด้วยรัก ห่วงใย เพื่อประกอบกิจการให้บริการฝึกอบรมบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ และส่งไปทำงานดูแลผู้สูงอายุทั้งในประเทศไทยและในประเทศญี่ปุ่นก่อน
ซึ่งบริษัทมีความร่วมมือกับบริษัทที่ตั้งอยู่ในเมืองโอซากาและเมืองโอกินาวา โดยเชื่อว่า ญี่ปุ่นมีนโยบายดูแลผู้สูงอายุเป็นอันดับ 1 ของโลก คนไทยที่ไปทำงานดูแลผู้สูงอายุ ในญี่ปุ่นหลังจากกลับมาจะมีประสบการณ์ เมื่อสร้างบ้านสำหรับผู้สูงอายุเสร็จจะเชื่อมโยงกัน
ตอนนี้อยู่ระหว่างคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้ารับการอบรมเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ โดยผู้ได้รับคัดเลือกต้องไม่มีโรคประจำตัวและไม่มีรอยสัก ส่วนใหญ่เป็นเด็กจบใหม่และมีผู้ปกครองมาฟังด้วย
โดยมีเวลาอบรมเป็นเวลา 8 เดือน โดยระหว่างเรียนจะมีเบี้ยเลี้ยงให้ ผู้ที่ผ่านการอบรมสามารถเลือกที่จะไปทำงานดูแลผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเกษียณอายุ 65 ปี หรือดูแลคนไทยโดยบุคลากรที่ผ่านการอบรมเหล่านี้จะมีรายได้เฉลี่ยคนละ 40,000 บาทต่อเดือน
“ถ้างานนี้สำเร็จตามแผนงานที่วางไว้ ต่อไปผู้สูงอายุไทยจะได้มีคนมาดูแลอย่างถูกต้อง คนแก่ที่ทำประโยชน์ให้ประเทศต้องไม่อยู่โดดเดี่ยว มีบ้านหลังเกษียณ”
นายวิชัยกล่าวต่อไปว่า ส่วนโครงการบ้านล้านหลังซึ่งเป็นคู่สัญญากับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จำนวน 1,200 หลังนั้น ขณะนี้ลงทุนประมาณ 100 ล้านบาทในการก่อสร้างโรงงานพรีแคสต์ ตั้งอยู่ห่างจากโครงการดิ เอ็นทรีโอ อุดรธานี เฟสแรกประมาณ 1 กิโลเมตร
โดยเปิดดำเนินงานในชื่อบริษัท เอเซเว่น พรีแคสท์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 12 ล้านบาท เพื่อทำการผลิตผนังพื้น คาน คอนกรีตสำเร็จรูป เพื่อรองรับการสร้างบ้าน 40 หลังต่อเดือน
ทั้งนี้ การลงทุนสร้างโรงงานพรีแคสต์เอง ต้นทุนถูกกว่า ได้คุณภาพ และควบคุมเวลาการสร้างบ้านได้ดีรวดเร็วกว่า โดยบ้าน 1 หลังใช้เวลาสร้างประมาณ 3 เดือน หากไปซื้อวัสดุจากโรงงานพรีแคสต์อื่นราคาจะแพงกว่า 20% หากมีผู้รับเหมามาสั่งบริษัทสามารถออกแบบผลิตและติดตั้ง เพื่อให้บ้านมีคุณภาพดีขึ้นในราคาที่ถูกลง ประหยัดเวลาในการสร้างบ้านอย่างมาก
“เราเปลี่ยนระบบการสร้างบ้านโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ คือ เทคโนโลยีพรีแคสต์ผลิตผนังพื้นคานคอนกรีตสำเร็จรูปจากโรงงาน แล้วยกไปประกอบ มีคุณภาพเร็วและง่ายมากขึ้น เพื่อรองรับคนอยากมีบ้านในจังหวัดอุดรธานีในอนาคต
และหากเทียบกับการสร้างบ้านรูปแบบเดิม กว่าจะทำผนังต้องก่ออิฐฉาบปูนเทพื้นชั้น 2 ต้องเข้าแบบวุ่นวาย แต่ระบบใหม่หล่อที่โรงงานทั้งหมด ไม่มีอิฐ ทุกอย่างจะเป็นเหล็กกับปูน”
นายวิชัยกล่าวต่อไปว่า ขณะนี้เฟสแรกทยอยส่งมอบโอนใกล้หมดแล้ว กำลังจะขึ้นเฟส 2 ซึ่งอยู่ห่างจากเฟสแรกประมาณ 600 เมตร มีจำนวน 182 ยูนิต คาดว่าจะส่งมอบได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เป็นทาวน์โฮม
คาดว่าจะสิ้นสุดโครงการในเดือนธันวาคม 2565 ในราคาเดิม ถึงแม้ ธอส.จะขยายเพดานให้ถึง 1.2 ล้านบาทก็ตาม
ส่วนจังหวัดขอนแก่น โครงการใช้ชื่อว่า ดิ เอ็นทรีโอ เช่นกัน มีจำนวน 531 ยูนิต แบ่งเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรก เป็นทาวน์โฮม 186 ยูนิต กำลังอยู่ระหว่างถมดิน มีโลเกชั่นอยู่บนถนนเหล่านาดี เยื้องศาลปกครอง จะเริ่มก่อสร้างในเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้
โดยจะมีคลับเฮาส์สระว่ายน้ำและสวนสาธารณะรวม 5 ไร่ โดยจะมีร้านสะดวกซื้อในโครงการด้วย และในจำนวนนี้ยังมีบ้านแฝด ชื่อโครงการเมโทร ปาร์ค จำนวน 140 ยูนิตด้วย คาดว่าจะส่งมอบบ้านได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 โดยมีลูกค้าเริ่มจองบ้านแล้ว 30 กว่าราย
ซึ่งจะมีงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2563 สำหรับโครงการที่โคราชประมาณ 300 กว่ายูนิต แบ่งเป็น 2 เฟส มีโลเกชั่นตั้งอยู่ถนนจอหอออกไปโนนไทย เริ่มก่อสร้างในเดือนมกราคม 2564
“ตอนนี้ฝ่ายการตลาดของบริษัทได้ออกสำรวจความต้องการบ้านของประชาชนแต่ละจังหวัดแล้ว ซึ่งมีความต้องการไม่น้อยกว่า 6,000 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาท เช่น พิษณุโลก นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ร้อยเอ็ด สกลนคร หนองคาย
ดังนั้น ที่มีบางคนบอกว่าอสังหาฯในช่วงนี้ไม่ดี ยืนยันถ้าทำบ้านดี ๆ เป็นความต้องการของตลาดได้อยู่ และได้รับการสนับสนุนจากธนาคารให้ความร่วมมือ ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน”
อนึ่ง บริษัท กรีน เมโทร จำกัด ผู้พัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรร ได้ลงนามในสัญญาธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการรับสร้าง “โครงการบ้านล้านหลัง” จำนวน 1,200 หลัง มูลค่าเฉียด 2,000 ล้านบาท ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคอีสานประกอบด้วย อุดรธานี, นครราชสีมา, ขอนแก่น, หนองคาย, สกลนคร และร้อยเอ็ด
เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มคนวัยทำงาน หรือผู้ที่กำลังเริ่มต้นสร้างครอบครัว รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุได้มีที่อยู่อาศัย ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท
โดยมีกรอบวงเงินโครงการรวม 60,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับลูกค้ารายย่อย (post finance) วงเงิน 50,000 ล้านบาท และสินเชื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (prefinance) วงเงิน 10,000 ล้านบาท
โดยในส่วนของสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายย่อยซึ่งแบ่งเป็นกรณีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาท/คน/เดือน อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-5 คงที่ 3.00% ต่อปี พร้อมฟรีค่าธรรมเนียม (4 ฟรี)
ได้แก่ 1.ฟรีค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ 2.ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกัน 3.ฟรีค่าจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และ 4.ฟรีค่าจดทะเบียนนิติกรรมจำนองหรือกรณีรายได้เกิน 25,000 บาท/คน/เดือน อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 คงที่ 3.00% ต่อปี กำหนดยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2564