สมุนไพรเพื่อสุขภาพ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง / ขี้ตุ่น ขี้อ้น และขี้ครอก
สมุนไพรเพื่อสุขภาพ
โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org
ขี้ตุ่น ขี้อ้น และขี้ครอก (2)
เมื่อสัปดาห์ก่อนเล่าถึงประโยชน์ของต้นขี้ตุ่น สมุนไพรที่ฟังชื่อดูไม่น่าอภิรมย์ แต่เป็นสมุนไพรที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากในตำรับยาพื้นบ้านมีการนำต้นขี้ตุ่นมาเป็นส่วนประกอบของยาไม่น้อยกว่า 50 ตำรับ แม้ชื่อจะเหมือนมูลสัตว์แต่เป็นพืชที่มีดอกหอมและมีคุณค่าต่อสุขภาพ
ในฉบับนี้จะมากล่าวถึง ขี้อ้น ซึ่งไม่ใช่มูลของตัวอ้นเช่นกัน หากคือสมุนไพรที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Urena repanda Roxb. มีชื่อท้องถิ่น กอมก้อลอดขอน (สุรินทร์) ขอบจักรวาล ครอบจักรวาลแสงอาทิตย์ (จันทบุรี) คืนหน (ประจวบคีรีขันธ์) หัสคุณดอกแดง (สตูล) อ้นแดง หงอนไก่ หัวไก่โอก (อุบลราชธานี) แก้มอ้น
รู้จักต้นขี้อ้นสักนิด เป็นไม้พุ่ม ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ชูยอดตั้งขึ้น สูง 30-60 เซนติเมตร เปลือกต้นเหนียว สีน้ำตาลอ่อน กิ่งอ่อนและใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ลำต้นสีน้ำตาลแดงมีขนรูปดาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปโล่ ฐานใบรูปหัวใจ ปลายใบแหลมหรือมน ขอบใบจักฟันเลื่อย มีขนรูปดาวที่ผิวใบทั้งสองด้าน เส้นใบและก้านใบมีสีแดง
ดอกช่อกระจุกออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง กลีบดอกสีชมพูหรือสีชมพูอมแดง กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายมน โคนเรียว ส่วนโคนกลีบดอกเชื่อมกับฐานหลอดเกสรตัวผู้ กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก เชื่อมกันเป็นกลุ่มเดียว เกสรเพศเมีย มีก้านชูเกสรแยกเป็น 10 แฉก
ผล เป็นผลแห้งแตกได้ ผิวมีขนเป็นริ้วประดับรูปถ้วยปกคลุม เมล็ดรูปไต
ต้นขี้อ้นมีการกระจายอยู่ในประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ใครเดินป่าในช่วงนี้อาจเห็นดอกสวยเพราะจะออกดอกราวเดือนตุลาคมถึงมกราคม
ประโยชน์ด้านสมุนไพร ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านอีสานใช้ ราก ต้มน้ำให้สตรีระหว่างอยู่ไฟหลังคลอดดื่ม และบำรุงโลหิต ประเทศเพื่อนบ้านเช่นประเทศลาว ใช้รากรักษานิ่วในถุงน้ำดี ในประเทศอินเดียใช้รากและเปลือกรักษาโรคกลัวน้ำ และวงการเลี้ยงไก่ชนจะนิยมนำเอารากมาเป็นยาประคบบริเวณที่มีการฟกช้ำ
เมื่อพูดถึงขี้อ้นและขี้ตุ่นแล้ว จำเป็นต้องกล่าวถึงสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับต้นขี้ตุ่น คือ ต้นขี้ครอก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Urena lobata L. มีชื่อท้องถิ่น เช่น ชบาป่า (น่าน) ขี้หมู (นครราชสีมา) ขมงดง (สุโขทัย), ปอเส้ง (ปัตตานี) หญ้าผมยุ่ง หญ้าอียู ขี้คาก (ภาคเหนือภาคอีสาน) ขี้ครอก (ภาคกลาง) ปอเส็ง เส็ง เส้ง ปูลู (ภาคใต้) หญ้าหัวยุ่ง (ชาน-แม่ฮ่องสอน) บอเทอปะเทาะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ปูลุ (มลายู-นราธิวาส) ทอมทัก (ลั้วะ) ซัวโบ๋เท้า (จีน) ตี้เถาฮวา (จีนกลาง) เป็นต้น
ต้นขี้ครอก เป็นพืชที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างขี้อ้นและขี้ตุ่น จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 0.5-2 เมตร ลำต้นเป็นสีเขียวแกมเทา ตามลำต้นและกิ่งก้านมีขนลักษณะเป็นรูปดาวปกคลุมทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มักขึ้นตามป่าราบและที่ลุ่มรกร้างทั่วไป ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบที่อยู่บริเวณโคนต้นจะมีลักษณะค่อนข้างกลม โคนใบกลมหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ
ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ผิวใบด้านบนมีขนนุ่ม
ส่วนด้านล่างมีขนรูปดาวสีขาวอมเทา ท้องใบด้านล่างจะมีสีอ่อนกว่าหลังด้านบนใบ หูใบคล้ายเส้นด้าย หลุดร่วงได้ง่าย ออกดอกเดี่ยวรูปไข่กลมหรือออกเป็นกระจุกตามซอกใบประมาณ 2-3 ดอก ริ้วประดับติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 5 แฉก
ส่วนกลีบดอกเป็นสีชมพูมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับผล มีลักษณะกลมหรือรูปกลมแป้น มีขนรูปดาวขึ้นปกคลุมผิว
ผลมีหนามแข็งสั้นหัวลูกศรและมีน้ำเหนียวติด เมื่อผลแห้งจะแตกออกได้เป็นพู 5 พู แต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เมล็ด
เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไตสีน้ำตาล
ต้นขี้ครอกเป็นสมุนไพรที่มีการนำใช้ประโยชน์อย่างมาก
เช่น นำมากินเป็นอาหารได้ โดยเอาส่วนของ เมล็ด ปรุงในโจ๊กจะช่วยให้มีลักษณะเป็นเมือก และนำไปปรุงอาหารทั้งผัดหรือต้ม ด้านยาสมุนไพร
รากขี้ครอก เป็นสมุนไพรยาเย็น จึงช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ทั้งปวง
ราก ยังใช้เป็นยาพอกแก้โรคปวดข้อ
ต้น และ ใบ ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ หากนำมาใช้ทั้งต้นโดยนำมาตำพอกเป็นยาห้ามเลือด ช่วยสมานแผลสด แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ฝี และการอักเสบของเต้านมและหัวนมได้
สำหรับ ต้น ราก และ ใบ ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายเนื่องจากลมชื้นเข้าแทรก
ดอก นำมาต้มน้ำกินเป็นยาแก้ไอ
และใช้ ใบ ขี้ครอกเป็นยาทาผิวทำให้ผิวนุ่มนวลได้ด้วย
ขี้ตุ่น ขี้อ้น และขี้ครอก จัดเป็นสมุนไพรที่บางครั้งคนทั่วไปเห็นเป็นเพียงวัชพืช จึงมองข้ามคุณค่า ทั้งๆ ที่เป็นสมุนไพรที่พบได้ทั่วไปหยิบมาใช้ได้สะดวก สรรพคุณตามภูมิปัญญาก็มีมากและเริ่มมีงานศึกษาวิจัยสนับสนุนพอสมควร ในปัจจุบันมีการนำมาใช้ประโยชน์ทางยาไม่มากนัก
น่าจะมาช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนการใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น