โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

บทวิเคราะห์ “การทูตประมุข” เปิดบทใหม่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

China Media Group

อัพเดต 23 เม.ย. 2568 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 06.59 น.

บทวิเคราะห์ “การทูตประมุข” เปิดบทใหม่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ระหว่างวันที่ 14 -18 เมษายนที่ผ่านมา นายสี จิ้นผิง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน ได้เดินทางเยือนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ภายใต้บริบทโลกที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากลัทธิเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว (Unilateralism) และการเมืองที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ “การทูตประมุข” ครั้งนี้เน้นการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน มุ่งเสริมสร้างมิตรไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมความร่วมมือที่อำนวยประโยชน์แก่กัน ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และถูกมองว่าเป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง และได้เปิดบทใหม่ให้กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งสามประเทศให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการมาเยือนของประมุขจีนครั้งนี้ ต่างต้อนรับด้วยพิธีการทูตระดับสูงสุดและกำหนดการที่อบอุ่นและยิ่งใหญ่ที่สุด แสดงถึงมิตรภาพจากหัวใจพร้อมส่งสัญญาณชัดเจนถึงการให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์กับจีน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เลือกเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางแรกของการเยือนต่างประเทศในปีนี้ ขณะที่นายโต เลิมก็ได้เลือกเยือนจีนเป็นประเทศแรกหลังเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเมื่อปีที่แล้ว การเยือนซึ่งกันและกันระหว่างเลขาธิการของทั้งสองพรรคเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงหนึ่งปีนั้นสะท้อนให้เห็นถึงระดับของยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ที่สูงยิ่งอย่างเต็มที่ ในการเยือนครั้งนี้ จีนและเวียดนามออกแถลงการณ์ร่วมและได้ลงนามเอกสารความร่วมมือ 45 ฉบับ ซึ่งจะส่งเสริมการเร่งเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์การพัฒนาระหว่างทั้งสองประเทศอย่างทรงพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะขยายและยกระดับความร่วมมือด้านรถไฟ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร่วมกัน ผู้นำทั้งสองได้ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดกลไกความร่วมมือด้านรถไฟจีน-เวียดนาม ซึ่งกลไกนี้จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อของทางรถไฟมาตรฐานเดียวกันอย่างเต็มรูปแบบ ยกระดับขีดความสามารถด้านการขนส่งข้ามพรมแดนอย่างมาก ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และย่อมจะกลายเป็นโครงการสำคัญเชิงสัญลักษณ์ในการร่วมสร้าง “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ระหว่างจีนกับเวียดนามอย่างมีคุณภาพสูง

ระหว่างการเยือนมาเลเซียสองครั้งทั้งเมื่อปี 2013 และ ปี 2025 นี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงต่างก็ได้ยกสุภาษิตมาเลเซียที่ว่า “สายน้ำตัดไม่ขาด” เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ครั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีอิบราฮิมแห่งมาเลเซียมีพระราชดำรัสว่า การเยือนครั้งนี้ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในระดับที่สูง นายกรัฐมนตรีอันวาร์ได้เดินทางไปต้อนรับและส่งประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่สนามบินด้วยตนเอง และร่วมในทุกกิจกรรมตลอดการเยือน ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการเยือนครั้งนี้คือ ผู้นำทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์จีน-มาเลเซียขึ้นสู่ระดับใหม่ โดยประกาศที่จะสร้าง “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง” ซึ่งถือเป็นการยกขึ้นสู่ระดับใหม่หลังจากที่ทั้งสองประเทศประกาศสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเมื่อปี 2023 ตลอดสองปีที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างสองประเทศมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เมื่อปีที่แล้วมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเกิน 210,000 ล้านดอลลาร์ และมีการเดินทางระหว่างกันของประชาชนเกือบ 6 ล้านคน การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันบรรลุผลสำเร็จอย่างเด่นชัด ทำให้การยกระดับความสัมพันธ์ครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ระหว่างการเยือนครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามเอกสารความร่วมมือ 26 ฉบับ ซึ่งถือเป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และทำลายสถิติ

เพื่อต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชาทรงจัดพิธีการทูตที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามบินและจัดพิธีต้อนรับที่สนามบิน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีนับตั้งทรงขึ้นครองราชย์ ช่วงเวลาที่โดดเด่นอีกช่วงหนึ่งของการเยือนครั้งนี้ คือการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้ร่วมกันประกาศยกระดับความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาเป็น “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันที่ครอบคลุมทุกมิติในยุคใหม่” นี่เป็นครั้งแรกที่จีนยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ระดับสูงที่ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งถือเป็น “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันที่ครอบคลุมทุกมิติในยุคใหม” รายแรกที่ก่อตั้งขึ้นในระดับทวิภาคี ระหว่างการเยือนครั้งนี้ทั้งสองประเทศได้ลงนามเอกสารความร่วมมือ 37 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ปัญญาประดิษฐ์ และการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา ฯลฯ ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมสร้างศักยภาพการพัฒนาโดยพึ่งพาตนเองของกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างกว้างขวางอีกด้วย สื่อกัมพูชาให้ความเห็นว่าการเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงคุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเป็นการหักล้างที่ทรงพลังต่อกระแสข่าวลือที่ว่า “ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาตกต่ำลง” จีนยืนหยัดใช้ความร่วมมือแทนการแทรกแซง ใช้ความช่วยเหลือแทนการครอบงำ ทำให้เป็นที่นับถือและไว้วางใจอย่างกว้างขวาง

มาเลเซียเป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนและเป็นประเทศผู้ประสานความสัมพันธ์จีน-อาเซียนประจำปีนี้ คำกล่าวต่อไปนี้ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงที่กล่าวกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์มีความหมายสำคัญเกินกว่าระดับทวิภาคี

“จีนสนับสนุนมาเลเซียในการปฏิบัติหน้าที่ประธานหมุนเวียนอาเซียน และยินดีร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคเพื่อเร่งให้มีการลงนามในพิธีสารการยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนโดยเร็ว ต่อต้าน‘การแยกตัวทางเศรษฐกิจ’ ‘สนามเล็กแต่รั้วสูง (small yard with high fences)’ และการเก็บภาษีศุลากรตามอำเภอใจด้วยการเปิดกว้าง การยอมรับความหลากหลาย ความสามัคคีและความร่วมมือ ตอบโต้แนวคิด‘ผู้แข็งแกร่งกินผู้อ่อนแอ’ซึ่งเป็น‘กฎแห่งป่า’ด้วยคุณค่าแห่งเอเชียที่ยึดมั่นสันติภาพ ความร่วมมือ การเปิดกว้าง และการยอมรับความหลากหลาย รวมถึงรับมือกับความไร้เสถียรภาพและความไม่แน่นอนของโลกด้วยความมั่นคงและความแน่นอนของเอเชีย”

นายโต เลิมกล่าวว่า การเยือนของนายสี จิ้นผิงได้ช่วยเสริมความมั่นใจของเวียดนามในการเอาชนะความเสี่ยงและความท้าทาย รวมถึงเดินหน้าภารกิจสังคมนิยม เวียดนามยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานงานกับจีนเพื่อปกป้องกฎระเบียบการค้าโลก

นายอันวาร์ระบุว่า สิ่งที่จีนนำมานั้นไม่เพียงแต่เป็นความมั่นคง แต่ยิ่งเป็นความหวังที่ยั่งยืน อาเซียนไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ตั้งกำแพงภาษีฝ่ายเดียว และจะร่วมมือกันเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นายฮุน มาเนต กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่ลัทธิเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวก่อให้เกิดความปั่นป่วนทั่วโลก และระบบการค้าเสรีพหุภาคีกำลังถูกท้าทายนั้น จีนได้แสดงบทบาทผู้นำ และมอบความแน่นอนอันมีค่าให้กับโลก

บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า “การทูตประมุข” ครั้งนี้ สะท้อนถึงความปรารถนาอันจริงใจของจีนในการร่วมมือและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประเทศเพื่อนบ้าน และผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันกับประเทศรอบข้าง ขณะเดียวกันยังส่งสัญญาณชัดเจนถึงการยืนหยัดของจีนในการปกป้องพหุภาคีนิยมและกฎระเบียบการค้าโลก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงและวุ่นวาย จีนได้แสดงบทบาทในฐานะประเทศใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ ได้เสริมสร้างความมั่นใจและเป็นกำลังใจให้กับการรวมพลังและความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

เขียนโดย ภาคภาษาไทย ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CMG)

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...