โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แผนปี68 ‘ธนจิรา กรุ๊ป’ บาลานซ์แบรนด์พอร์ตสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ รับมือกำลังซื้อเปลี่ยนเร็ว

The Better

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 08.49 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 16.49 น. • THE BETTER
ธนจิรา กรุ๊ป สู่ปีที่ 15 จากธุรกิจเครื่องประดับแบรนด์แรก ‘แพนโดร่า’ ถึงปัจจุบันมีสินค้าหลากหลายแบรนด์ใน 4 พอร์ตธุรกิจ โดยแผนปี68 ขอปรับสมดุลแบรนด์สินค้าใหม่ รับมือลูกค้าแฟชั่นที่พร้อมสวิทช์แบรนด์

ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สะท้อนมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2567 ที่ผ่านมาได้ส่งแรงกระเพื่อมถึงในปี 2568 นี้จากบรรยากาศและกำลังซื้อภาพรวมในประเทศชะลอตัว ส่งผลต่อการจับจ่ายสินค้ากลุ่มแฟชั่นในบางตลาด โดยบริษัทฯ ได้วาง 3 แนวทางการทำธุรกิจ ดังนี้

  • มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารแบรนดิงในพอร์ตธุรกิจไปยังกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคในตลาด
  • การปรับตัวธุรกิจเพื่อบริหารความเสี่ยงและกระจายการลงทุน
  • การทำงานเชิงรุกเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ต่างๆของผู้บริโภค

ล่าสุดบริษัทฯ รับสิทธิ์นำเข้าแบรนด์แฟชั่น MM6 Maison Margiela จากฝรั่งเศสเพื่อขยายตลาดแฟชั่นในผู้บริโภคชาวไทยกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ” ธนพงษ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า “การเข้ามาของแบรนด์เอ็มเอ็มซิกซ์ฯ จะทำให้กลุ่มแฟชั่นของบริษัททำตลาดในตอนนี้รวม 4 แบรนด์ คือ Marimekko, GANNI, UNITED ARROWS และล่าสุด MM6 Maison Margiela

สำหรับแบรนด์ MM6 Maison Margiela จะเป็นแบรนด์สินค้าเชิงกลยุทธ์ที่นำเข้ามาทำตลาดเพื่อเสริมศักยภาพกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น โดยแนวทางการทำตลาดจะเลือก ‘ทำเล’ เปิดร้านสาขาแบรนด์ MM6 ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายจริง โดยได้เปิดสาขาแรกภายใต้แนวคิด ลักซูรี่ สโตร์ แห่งแรกในศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ บนพื้นที่ 130 ตร.ม.

“MM6 จับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ชื่นชอบแฟชั่นการแต่งตัวมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และพร้อมใช้จ่ายให้กับเสื้อทีเชิ้ตในระดับราคาหมื่นบาท หรือหากเป็นเสื้อแจ็คเก็ตมีราคาอยู่ที่สองถึงสามหมื่นบาท โดยแบรนด์นี้จะมีสินค้ากลุ่มเรดดี้ทูแวร์สัดส่วน 60% และแอคเซสซอรี่ 40%” ธนพงษ์ กล่าวย้ำพร้อมเสริมว่า “แบรนด์ MM6 ยังเตรียมใช้กลยุทธ์การทำตลาดร่วม Collaboration กับแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ อย่าง Dr.Martens ในเร็วๆนี้ด้วย”

ธนพงษ์ บอกว่า “การนำแบรนด์ใหม่ดังกล่าวมาเสริมในกลุ่มธุรกิจแฟชั่นใช้เวลาวางแผนราว 1 ปีก่อนหน้าเพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อกลุ่มใหม่ในระดับบนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา” พร้อมเสริมว่า “ด้วยกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ที่มีความชัดเจนด้านกำลังซื้อ บริษัทจะใช้กลยุทธ์ทำเลที่เหมาะสมเพื่อขยายสาขาให้ตรงกลุ่มมากกว่าการขยายสาขาจำนวนมากๆ”

ธนพงษ์ กล่าวต่อถึงแบรนด์มารีเมกโกะ โดยบริษัทเป็นผู้รับสิทธิ์ดูแลการทำตลาดในไทยมาราว 10 ปี ซึ่งถือเป็นแบรนด์ที่ยังมีศักยภาพสูงต่อเนื่องในตลาด โดยบริษัทฯ วางแผนขยายสาขาเพิ่ม 1 แห่งต่อปี จากปัจจุบันมีทั้งหมด 15 สาขาในทำเลศักยภาพเช่นกัน ด้วยเป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพและเติบโตสูงสุดในกลุ่มแฟชั่นของบริษัทฯ

บาลานซ์แบรนด์พอร์ตไลฟ์สไตล์

ธนพงษ์ กล่าวว่า บริษัทยังเตรียมแผนนำสินค้าแบรนด์ใหม่กลุ่มสปอร์ตแวร์ แอคทีฟ แวร์ จากประเทศบราซิล คาดเปิดตัวในเดือนสิงหาคม นี้ ด้วยเป็นหนึ่งในสตราติจิก แบรนด์ ที่เข้ามาปรับสมดุล บาลานซ์พอร์ตกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อเพิ่มรายได้และลดการขาดทุน หลังจากบริษัทฯ ได้วางแผนทบทวนไม่ต่อสัญญาเช่าพื้นที่ใน 5-6 สาขาของแบรนด์ แคท คิดสตัน (Cath Kidston) ที่ในปัจจุบันมีราว 30 สาขาในไทย

“การลดทอนสาขาที่ไม่เพอร์ฟอร์มของแคท คิดสตัน ในไทย จะช่วยให้กิจการมีไฟแนนเชียลดีขึ้นจากในปี 2567 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทฯ ต้องรับสภาวะการขาดทุนของแบรนด์แคทฯ ที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2563 จากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาด้านค้าส่งบริษัทแม่อังกฤษ ไม่สามารถส่งสินค้ามาได้จำนวนมากพอกับความต้องการของหน้าร้าน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้กลุ่มลูกค้าหายไปและหันไปหาสินค้าแบรนด์อื่น ทำให้ยอดขายหน้าร้านไม่มากพอกับค่าใช้จ่ายของต้นทุนเช่าพื้นที่”

ธนพงษ์ กล่าวต่อสำหรับแบรนด์เครื่องประดับแพนโดร่า (Pandora) ปัจจุบันมีแนวโน้มดีต่อเนื่องราว ราว 43-45% แต่ในปีที่ผ่านมาขยายตัวขึ้น 1% จากในช่วงเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว เป็นผลมาจากการปรับราคาที่สินค้าราวปลายปี และมีผลต่อยอดขายในไตรมาส4 ที่ผ่านมาด้วยเป็นการปรับราคาในช่วงที่ไม่เหมาะสมกับหน้าเฟสทีฟ ที่ผู้บริโภคมองหาซื้อสินค้า

“แต่ภาพรวมแบรนด์แพนโดร่ายังมีกระแสดีอยู่ด้วยเป็นแบรนด์หลีดในกลุ่มแอคเซสซอรี่ ในหมวดกำไล สร้อยคอ สวมใส่ในชีวิตประจำวันที่มักนึกถึงแพนโดร่าก่อน ปัจจุบันแบรนด์เริ่มเข้าไปในกลุ่มเด็กลง จากกลุ่มเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 18-35 ปี ซึ่งแบรนด์วางแผนขยายสาขาต่อเนื่อง 2-3 แห่งในปี2568 นี้ พร้อมวางแผนออกสินค้าใหม่ราว 6 คอลเล็กชั่นจากก่อนหน้ามี 7 คอลเล็กชั่น ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์ให้ลูกค้าสนใจในตัวแบรนด์มากกว่าตัวสินค้า”

เปิดสาขาใหม่ HARNN เมืองหางโจว

สำหรับธุรกิจกลุ่มความงามและสุขภาพ ผ่านแบรนด์สปาและความงาม ‘HARNN’ โดยในช่วงกลางปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมกับพันธมิตรในประเทศจีนจัดตั้งบริษัท HARNN Greater China Co., Ltd เพื่อขยายการทำตลาดแบรนด์สินค้าดังกล่าวในตลาดจีน

ปัจจุบัน HARNN มีสินค้าจำหน่ายกว่า 170 แห่งทั่วประเทศจีน ผ่านร้านค้าชั้นนำในเมืองต่างๆ เช่น LADY TODAY และ AFIONA และ 5 ร้านค้า ใน 3 สนามบิน ได้แก่ Wenzhou Longwan International Airport, Tianjin Binhai International Airport และ Hangzhou Xiaoshan International Airport รวมถึงช่องทางการทำตลาดออนไลน์ ที่ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มออนไลน์และขายส่ง ในประเทศจีน

“ตัวแทนจำหน่ายแต่ละรายในจีนต่างมีสาขาหน้าร้านของตัวเองในมณฑลต่างๆ อย่างที่เสินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ และจะเปิดสาขาในเมืองหางโจว เดือนเมษายน ปีนี้ ”

ธนพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ HARNN ทำตลาดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมีจีนเป็นตลาดสำคัญ รองลงมาคือ ตลาดสิงคโปร์ โดยในปีที่ผ่านมาตลาดในไทยมีอัตราการเติบโต 11% มุ่งทำตลาดรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว 60% และกลุ่มลูกค้าในประเทศ 40% วางสินค้าในแหล่งท่องเที่ยว พร้อมครอบคลุมจุดจำหน่ายศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยว และสนามบินต่างๆ

“การเติบโตแบรนด์ HARNN ยังจากการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่และการออกคอลเล็กชันสินค้าที่คงคุณภาพการเป็น HARNN DNA ซี่งในปีที่ผ่านมาหลังการร่วมทุนกับพันธมิตรในจีนเพื่อทำตลาดอย่างจริงจัง ทำให้ในไตรมาสสามปีที่ผ่านมามีผลประกอบการรายงานเข้ามาแล้ว”

ตลาดสิงคโปร์ ยังไปต่อ

ขณะที่ ธุรกิจในสิงคโปร์ ปัจจุบันทำตลาดสืนค้า 2 แบรนด์หลัก คือ Marimekko ที่เปิดให้บริการ 2 สาขาในปัจจุบัน ที่ไออน ออชาร์ด (ION Orchard) และคอนเซปต์ สโตร์ในห้างทาคาชิมาย่า ส่วนแบรนด์ HARNN เปิดสาขาในแหล่งช้อปปิง Raffles City

“หลังเข้าไปทำตลาดในสิงคโปร์ พบเทรนด์ของมารีเมกโกะมีแนวโน้มดีขึ้นและคงที่ต่อเนื่อง ส่วน HARNN ยังต้องสร้างแบรนด์ต่อ โดยจุดยากของตลาดสิงคโปร์ คือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนทั้ง แรงงาน พนักงาน ค่าขนส่ง ค่าเช่าพื้นที่ ฯลฯ ที่สูงกว่าไทยราว 3 เท่าตัว ขณะที่ราคาสินค้าใกล้เคียงกับไทย ทำให้ต้องใช้กลยุทธ์ขยายสาขาเพิ่มเพื่อหารายได้เข้ามา” ธนพงษ์ กล่าว

พร้อมเสริมว่า จากแผนทั้งหมดที่กล่าวไว้ในปี 2568 นี้ บริษัทฯ เตรียมใช้งบลงทุนในภาพรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท พร้อมมุ่งเพิ่มยอดขายจากช่องทางออนไลน์เพิ่ม ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ คาดในปีนี้จะสร้างรายได้ในสัดส่วนราว 13% จากในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 11% พร้อมวางเป้าหมายรายได้ในภาพรวมเติบโตเพิ่มขึ้น 20% จากในปี 2567 และมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศราว 8-9 % พร้อมวางเป้าหมายเพิ่มขึ้น 15% จากตลาดหลักในประเทศจีน

โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจใน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแฟชั่น, กลุ่มไลฟ์สไตล์, กลุ่มความงามและสุขภาพ สุดท้าย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

ผู้บริโภคเลือกแบรนด์-ลอยัลตีหายไป

ธนพงษ์ ทิ้งท้ายมุมมองตลาดแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของไทยในปัจจุบัน พบว่ามีความท้าทายอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และค้นหาการแต่งตัวตามบุคลิกตัวเอง ขณะที่ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) สินค้าเริ่มหายไป พร้อมกับสภาวะเศรษฐกิจทีชะลอกำลังซื้อในบางกลุ่ม ทำให้กลุ่มลูกค้าแฟชั่นลดลงเรื่อย ๆ กระทบให้บางแบรนด์สินค้าในตลาดแฟชั่น หันมาใช้กลยุทธ์ราคาสินค้าที่ปรับลดลงเพื่อกระตุ้นยอด แต่อาจส่งผลเสียให้แบรนด์ดับเร็ว ด้วยไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

“แต่กระนั้นตลาดแแฟชั่นก็ยังน่าสนใจอยู่เสมอ เพราะมีอะไรให้ตื้นเต้นตลอด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...