โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (10) ไม่มีอภินิหารสำหรับกองทัพรัสเซีย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 02.14 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 02.14 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (10)

ไม่มีอภินิหารสำหรับกองทัพรัสเซีย

“การโจมตีเคียฟนั้นทำให้ความรู้สึกถึงความเป็นอัตตลักษณ์และเอกภาพของชาวยูเครนมีความเข้มแข็งมากขึ้น ด้วยการกำเนิดของเหตุผลใหม่ วาทกรรมใหม่ และการมีวีรบุรุษและผู้เสียสละคนใหม่”

Serhii Plokhy

The Russo-Ukrainian War (2023)

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เพียง 1 สัปดาห์ของการเปิดการโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนผ่านไปเท่านั้น เห็นได้ชัดเจนว่ากองทัพรัสเซียประสบความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์

แผนยุทธการที่คาดหวังในการสร้าง “หัวหาดทางอากาศ” เพื่อจะเป็นเส้นทางของการลำเลียงทางอากาศ ทั้งการส่งกำลังสนับสนุนและการส่งกำลังบำรุง เพื่อที่จะทำให้กำลังส่วนหน้าที่ถูกส่งผ่านสนามบินโฮสโตเมล มีอำนาจเพิ่มเติมในการดำเนินภารกิจยึดเมืองหลวงของยูเครนนั้น แต่เมื่อการยึดหัวหาดทางอากาศประสบความล้มเหลวตั้งแต่ต้น ประกอบกับขบวนยานยนต์และรถรบแบบต่างๆ ที่เป็นดัง “หัวหอก” ที่พุ่งเป้าเข้าสู่เคียฟ ก็ประสบความล้มเหลวในการเปิดการรุกของกำลังรบภาคพื้นดินเช่นกัน

ความล้มเหลวในการปฏิบัติการส่งทางอากาศและการรุกภาคพื้นดิน ไม่ใช่เพียงทำให้โอกาสของการยึดเมืองหลวงของยูเครนไม่เป็นจริงเท่านั้น

หากยังทำให้โอกาสของการยึดประเทศยูเครนตามความคาดหวังของประธานาธิบดีปูติน ก็ไม่เป็นความจริงตามไปด้วยเช่นกัน

สำหรับนักการยุทธศาสตร์และนักการทหารที่นั่งเฝ้ามองปฏิบัติการยุทธ์ของกองทัพรัสเซีย ต่างต้องพากันฉงนใจอย่างมาก กองทัพของมหาอำนาจใหญ่อย่างรัสเซียกลับไม่สามารถที่จะใช้กำลังเข้าจัดการกับยูเครนได้

สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวในทางยุทธศาสตร์ได้ว่า ประธานาธิบดีปูตินไม่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องมือทางทหาร

กล่าวคือ ไม่มี “อภินิหารสงคราม” เช่นในแบบปี 2014 นั่นเอง

ล้มเหลวสะสม

ว่าที่จริงใช่แต่ความล้มเหลวที่สนามบินโฮสโตเมลเท่านั้น เราได้เห็นถึงความล้มเหลวในพื้นที่ส่วนอื่นๆ อีก

เช่น การรบที่เมืองเล็กๆ ที่ชื่อ Voznesensk ซึ่งอยู่ห่าง 85 กิโลเมตรไปทางเหนือของเมืองมิโคลายีฟ (Mykolaiv) เมืองนี้เป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่กองทัพรัสเซียจะต้องยึดให้ได้

เพราะการยึดเมืองนี้ได้จะทำให้กองทัพรัสเซียสามารถควบคุมสะพานที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จะเอื้ออำนวยต่อการเข้ายึดเมืองมิโคลายีฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองหลักของยูเครน

ถ้ายึดมิโคลายีฟได้แล้ว ก็จะเป็นสะพานที่ทอดไปสู่การเคลื่อนกำลังในการยึดโอเดซา (Odessa) อันเป็นเมืองท่าสำคัญของยูเครนทางด้านทะเลดำ

อีกทั้งถ้ากองทัพรัสเซียยึดเมือง Voznesensk ได้สำเร็จ ก็เท่ากับสามารถยึดพื้นที่ทางใต้ของยูเครนได้ทั้งหมด

ฉะนั้น ในทางยุทธศาสตร์ทหารแล้ว เมืองนี้จึงเป็นเป้าหมายในอันดับต้นๆ ที่รัสเซียจะต้องเข้าควบคุมให้ได้

แผนการยุทธ์ครั้งนี้ถูกวางบนความคาดหวังว่า กำลังหน่วยทหารราบยานยนต์ของกองทัพรัสเซียสามารถเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว โดยมีสมมุติฐานที่สำคัญประการหนึ่งคือ พลเมืองชาวยูเครนจะออกมาสนับสนุนการเข้ามาของทหารรัสเซียด้วยความยินดี

หรืออีกนัยหนึ่งชาวยูเครนจะไม่ออกมาต่อต้านการละเมิดอธิปไตยของกองทัพรัสเซียแต่อย่างใด

เพราะสมมุติฐานทางชาติพันธุ์ของประธานาธิบดีปูติน คือชาวรัสเซียและชาวยูเครนคือคนคนเดียวกัน ที่แยกออกจากกันไม่ได้

โดยนัยเช่นนี้ ประชาชนชาวยูเครนจะออกมา “มอบช่อดอกไม้” เพื่อต้อนรับการมาของทหารรัสเซีย

คู่ขนานกับการสร้าง “คำบอกเล่า” (narrative) เช่นนี้ ผู้นำรัสเซียยังประกอบสร้างภาพของผู้นำรัฐบาลยูเครนว่าเป็น “ระบอบการปกครองแบบนาซี” ดังนั้น กองทัพรัสเซียจึงต้องแยกรับภารกิจในการปลดปล่อยยูเครนอีกครั้งในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น จึงไม่แปลกนักที่ปูตินและบรรดาผู้นำรัสเซียนำเอาความทรงจำเดิมในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นจินตนาการของยุคปัจจุบัน

พวกเขาจึงเชื่ออย่างมากว่ากองทัพรัสเซียจะเป็น “ผู้ปลดปล่อย” ยูเครนให้หลุดพ้นจากระบอบการปกครองของพวกนาซี

และเมื่อกองทัพรัสเซียมาถึง ชาวยูเครนจะออกมาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้นเช่นอดีตในครั้งนั้น

แต่การต้อนรับของชาวยูเครนที่ Voznesensk ไม่ใช่สิ่งที่ผู้นำรัสเซียคาดไว้แต่อย่างใด ทั้งที่ในเมืองมีชุมชนที่พูดภาษารัสเซียอยู่มากกว่า 3 หมื่นคน…

การรับมือกับการรุกเข้ามาของรัสเซียที่เมืองนี้ เป็นภารกิจของกำลังรบประจำการ และกองกำลังประจำถิ่น ที่มีทั้งกำลังพลที่ถูกเกณฑ์เข้ามา และกำลังอาสาสมัครที่ถูกฝึกมาแล้ว

กำลังเหล่านี้ไม่มีรถถัง ไม่มีอาวุธหนัก มีเพียงอาวุธต่อสู้รถถังในแบบของ RPG ที่เป็นอาวุธมาตรฐานของกองทัพรัสเซีย และจรวดต่อต้านรถถังแบบ Javelin ที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยทหารปืนใหญ่ของยูเครนที่อยู่นอกเมือง

ซึ่งดูแล้วด้วยกำลังขนาดนี้ พวกเขาไม่น่าจะสามารถหยุดยั้งการรุกของหน่วยทหารราบยานยนต์ของรัสเซียได้แต่อย่างใด

จรยุทธ์ชุดเล็ก

ไม่น่าเชื่อว่าปฏิบัติการของหน่วยขนาดเล็ก หรือที่ในทางทหารเรียกว่า “small-unit operations” (คู่มือทางทหารของอเมริกันเรียกว่า “small unit tactics”) นั้น มีประสิทธิภาพอย่างมากในการตอบโต้การรุกของกองทหารรัสเซีย

โดยเฉพาะการใช้อาวุธต่อสู้รถถังแบบ Javelin ที่มีขีดความสามารถในการหยุดยั้งรถถังและรถหุ้มเกราะลำเลียงพลของรัสเซีย (BTR) ได้เป็นอย่างดี

หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวในบริบทแบบสงครามกองโจรได้ว่า กองทัพยูเครนที่มีกำลังรบอ่อนแอกว่ารัสเซียอย่างมากนั้น

ใช้ปฏิบัติการแบบ “จรยุทธ์ชุดเล็ก” เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจทางทหารในสนามรบได้เป็นอย่างดี

อีกทั้งการส่งข้อมูลสนามโดยพลเรือนยูเครน ทำให้การโจมตีของหน่วยทหารปืนใหญ่ยูเครนมีความแม่นยำอย่างมาก

จนเป็นดังคำขวัญของการต่อต้านรัสเซียในครั้งนี้ว่า “ทุกคนช่วย… ทุกคนแชร์” ในการส่งข้อมูลที่ตั้งของหน่วยทหารหรือยานยนต์รัสเซีย (Everyone helped… everyone shared the information)

ส่งผลให้รถถังและรถหุ้มเกราะลำเลียงพลของรัสเซียตกเป็นเป้าการยิงของปืนใหญ่ยูเครน

คงไม่แปลกนักที่จะสรุปในเบื้องต้นว่า ความสูญเสียที่เกิดในช่วงแรกของการบุกเช่นนี้ มีส่วนอย่างมากในการทำลายขวัญกำลังใจของทหารรัสเซีย

และการยิงของหน่วยปืนใหญ่ยูเครนเช่นนี้ ยังมีส่วนโดยตรงในการเหนี่ยวรั้งการส่งกำลังเสริมของกองทัพรัสเซีย

ดังจะเห็นจากสนามรบที่ Voznesensk ว่า ด้วยอำนาจการยิงของหน่วยปืนใหญ่ยูเครนนั้น กองพลน้อยนาวิกโยธินที่ 126 (The 126th Naval Infantry Brigade) ที่มีที่ตั้งอยู่ในไครเมียนั้น ไม่สามารถเดินทางเข้าสนับสนุนปฏิบัติการของหน่วยทหารราบยานยนต์ที่เข้าถึงพื้นที่เป้าหมายนี้ได้แต่อย่างใด และจำเป็นต้องถอนตัวกลับ

สภาวะเช่นนี้ส่งผลให้หน่วยทหารราบของรัสเซียที่มีการจัดเป็น “กลุ่มกองพันทางยุทธวิธี” (Battalion Tactical Group: BTG) ถูกตรึงกำลังอยู่กับที่ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หรือไม่กำลังบางส่วนก็ถูกทำลายทิ้ง

[อาจเปรียบเป็นดังการจัด “กองพันพร้อมรบ” ที่มีหน่วยอาวุธอื่นๆ เข้าร่วม ซึ่งการจัดเช่นนี้ ถือเป็นกระดูกสันหลังของกำลังทางบกของกองทัพรัสเซีย และก่อนที่สงครามยูเครนจะเกิดขึ้นนั้น กระทรวงกลาโหมรัสเซียในเดือนสิงหาคม 2021 แถลงว่า กองทัพบกมีกลุ่มกองพันทางยุทธวิธีทั้งหมด 170 ชุด และมีความพร้อมในทางทหาร]

ดังนั้น เพียงแค่ในช่วงแรกของการรุกเข้ายึดเมือง Voznesensk รัสเซียเสียรถถัง รถหุ้มเกราะลำเลียงพล รถติดตั้งเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง และรถบรรทุก 30 คัน จากจำนวนทั้งหมด 43 คัน และเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธแบบ Mi-24 ถูกจรวดต่อต้านอากาศยานยิงตก 1 ลำ

ขณะเดียวกันทหารรัสเซียได้ตัดสินใจทิ้งยานยนต์ที่ยังไม่มีความเสียหายจากการรบในแบบต่างๆ 15 คัน

จนมีคำกล่าวกันเล่นๆ ว่า ผู้สนับสนุนอาวุธรายใหญ่ให้แก่กองทัพยูเครน ได้แก่ กองทัพรัสเซีย

กล่าวคือ ทหารรัสเซียทิ้งอาวุธไว้เป็นจำนวนมากโดยไม่เข้าทำการรบ

อีกทั้งประมาณการว่ารัสเซียเสียทหารที่เมืองนี้มากกว่า 100 นาย

การรบเพียง 2 วันที่เมือง Voznesensk กลายเป็นสัญญาณถึงการสิ้นสุดของ “สงครามสายฟ้าแลบ” ของกองทัพรัสเซียในแนวรบด้านใต้

และส่งผลให้กองทัพรัสเซียถูกผลักดันกลับไปสู่ “แนวควบคุม” เดิม (a line of control) ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนีเปอร์ กองทัพรัสเซียแม้จะมีกำลังมากกว่า แต่ต้องกลับเป็นฝ่ายถอยร่นออกจากแนวรบ

ฉะนั้น จากตัวอย่างของการรบที่เมือง Voznesensk ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความล้มเหลวของกองทัพรัสเซีย หรืออาจกล่าวในมิติทางยุทธศาสตร์ได้ว่า เครื่องมือทางทหารไม่เอื้ออำนวยให้ประธานาธิบดีปูตินบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองอย่างที่ต้องการได้แต่อย่างใด

ความล้มเหลวในการใช้เครื่องมือดังกล่าว กำลังกลายเป็น “กับดัก” สงครามที่คร่าชีวิตของนายทหารในระดับต่างๆ และกำลังพลของกองทัพรัสเซียอย่างคาดไม่ถึง

อันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของกองทัพรัสเซียนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

หรืออาจกล่าวในเวลาต่อมาได้ว่า ยูเครนกำลังจะกลาย “สุสานใหญ่” ของกองทัพรัสเซีย ดังตัวอย่างความสูญเสียของกำลังพลรัสเซียที่เมือง Voznesensk

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สงครามยูเครนกำลังเป็นสัญญาณของการเป็น “สงครามทอนกำลัง” ที่จะคร่าชีวิตของทหารและผู้คนเป็นจำนวนมากในอนาคต

คำตอบสำหรับปูติน

ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นเช่นนี้กลายเป็นคำตอบอย่างดีสำหรับประธานาธิบดีปูตินว่า ประชาชนชาวยูเครนไม่ได้มองว่ากองทัพรัสเซียคือ “ผู้ปลดปล่อย”

แต่ในสายตาของชาวยูเครนหลายคน ทหารรัสเซียคือกองทัพของ “ผู้รุกราน”

และพวกเขาพร้อมจะต่อต้านอย่างเต็มที่ ชาวยูเครนในยุคหลังประเทศได้รับเอกราชแล้ว ไม่มีจินตนาการและความคิดในแบบที่ผู้นำรัสเซียเชื่อ

ชาวยูเครนเหล่านี้ไม่เอาคอมมิวนิสต์… ไม่เอารัสเซีย… ไม่เอาระบอบอำนาจนิยม… ไม่เอาวาทกรรมของปูติน

พวกเขาในทางตรงข้ามมองสวนทางว่า อนาคตของยูเครนอยู่กับโลกตะวันตกที่เป็นเสรีนิยม และยูเครนต้องเป็นประชาธิปไตย มุมมองเช่นนี้ไม่ง่ายเลยในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะสำหรับผู้นำรัสเซียแล้ว ทัศนะเช่นนี้คือภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐรัสเซียในศตวรรษที่ 21 และยังคุกคามโดยตรงต่อเอกภาพและความมั่นคงของรัสเซียอีกด้วย

ในสภาวะเช่นนี้ ผู้นำรัสเซียจึงคาดหวังอย่างมากว่าเซเลนสกีน่าจะอพยพลี้ภัยออกจากยูเครนทันที เมื่อกองทัพรัสเซียข้ามพรมแดนเข้ามา

แต่การคาดคะเนทางการเมืองที่ผิดพลาดก็คือ ผู้นำยูเครนกลับอยู่และนำการต่อสู้ต่อสู้กับรัสเซียอย่างคาดไม่ถึง

จนสงครามยูเครนดูจะเป็นบทพิสูจน์ว่า กองทัพรัสเซียในศตวรรษที่ 21 มีปัญหาภายในมาก และได้ไม่เข้มแข็งมากอย่างที่เราเห็นจากตัวเลขทำเนียบกำลังรบ

จนอาจต้องกล่าวว่า ไม่มี “อภินิหารสงคราม” สำหรับกองทัพรัสเซียในยูเครน!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (10) ไม่มีอภินิหารสำหรับกองทัพรัสเซีย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...