โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดีเดย์ วันนี้ (2 พ.ค.) บลจ.แห่ขายกองทุน Thai ESGX ปลุกตลาดหุ้นไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 04.19 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 02.41 น.

กองทุน Thai ESGX เริ่มขายวันนี้(2 ..) เหล่า บลจ.แห่โปรโมตขายกว่า 37 กองทุน ด้าน AIMC คาดดึงเม็ดเงินใหม่เข้าตลาดหุ้น 2หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ภาครัฐมีมาตรการการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน (ESG) และเพิ่มเสถียรภาพตลาดทุนไทย โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินลงทุนใหม่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไปยังกองทุน Thai ESGX ในช่วงเวลา 2 เดือนนี้คือ พฤษภาคม-มิถุนายน 2568 โดยในวันนี้ (2 พ.ค.) กองทุน Thai ESGX รวม 37 กองทุน จาก บลจ. ทั้งหมด 19 แห่ง ได้เริ่มเปิดขายกองทุนพร้อมกัน ยกตัวอย่าง กองทุนที่เริ่มโปรโมตขายแล้ว ดังนี้

บลจ.กสิกรไทย ส่ง 2 กองทุน ลุยทำกำไรได้เงินปันผล

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า “หุ้นไทยปันผลสูง” ยังมีความน่าสนใจในระยะยาวอยู่มาก เนื่องจากคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนที่มีนโยบายจ่ายปันผลสูง โดยการลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของบริษัท ส่งผลให้กำไรสุทธิมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นและเพิ่มศักยภาพในการจ่ายเงินปันผล ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย เปิดตัว 2 กองทุน Thai ESGX ได้แก่ K-HDThaiESGX เน้นลงทุนในหุ้นยั่งยืนปันผลสูง 100% และ K-70ThaiESGX เน้นลงทุนผสมในหุ้นยั่งยืนปันผลสูง 70% และตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน 30% โดยมีรูปแบบให้เลือกลงทุน 2 Share Class ทั้งสำหรับเงินลงทุนใหม่ และสำหรับสับเปลี่ยนจาก LTF

นายวินกล่าวต่อไปว่า บลจ.กสิกรไทย กำหนดเปิดขายครั้งแรกในระหว่างวันที่ 2-8 พฤษภาคม 2568 เฉพาะ Share Class สำหรับเงินลงทุนใหม่ พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 300,000 บาท และเตรียมเปิดขายครบทั้ง 2 Share Class อีกครั้งในระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2568 พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษีปี 2568 จากทั้ง 2 Share Class สูงสุดถึง 600,000 บาท ทั้งนี้ การสับเปลี่ยนจาก LTF มายังกองทุน Thai ESGX สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ 500,000 บาท โดยแบ่งเป็นปี 2568 จำนวน 300,000 บาท และปี 2569-2572 ปีละไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ถือครองกองทุน LTF เดิม เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอจากการรับเงินปันผลที่สูงในระยะยาว พร้อมทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างต่อเนื่อง

“จุดเด่นที่น่าสนใจของกองทุน Thai ESGX จาก บลจ.กสิกรไทย อยู่ที่นโยบายลงทุนในหุ้นไทยยั่งยืนตามดัชนี SET High Dividend 30 Index (SETHD) ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1) หุ้นบริษัทชั้นนำขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพและศักยภาพการจ่ายปันผลสูง ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในสภาวะตลาดมีความไม่แน่นอน 2) หุ้นในดัชนี SETHD ยังมีการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ถูกกว่าดัชนี SET อย่างมีนัยสำคัญ และ 3) หุ้นในดัชนี SETHD กว่า 90% ได้รับการจัดอันดับ SET ESG Rating ในระดับสูง สะท้อนถึงคุณภาพ ผลตอบแทนปันผลสม่ำเสมอ และการคำนึงถึงความยั่งยืน ทั้งนี้ ในระยะสั้นการปรับแนวโน้มเครดิตประเทศเป็นเชิงลบจาก Moody’s ต่อหุ้นไทยนั้น

คาดกระทบเชิง sentiment อาจได้รับแรงกดดันบ้างจากภาพรวมเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นเป็นหลัก แต่หุ้นในกลุ่ม SETHD เป็น defensive play ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งยังมีความน่าสนใจจากการที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ กระแสเงินสดมั่นคง และงบดุลแข็งแรง ทำให้สามารถจ่ายปันผลสูงกว่าตลาดโดยรวม โดย บลจ.กสิกรไทย ยังคงคาดการณ์ Dividend Yield ของดัชนี SETHD ในปีนี้และอีก 2 ปีข้างหน้าไว้ที่ประมาณ 5-6% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ นอกจากนี้ กองทุนยังมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ไทยคุณภาพดีหลากหลายประเภท ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลงเช่นนี้” นายวินกล่าว

KTAM ปล่อย 3 กองทุน

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดเสนอขายกลุ่มกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thailand ESG Extra Fund : ThaiESGX) จำนวน 3 กองทุน แบ่งเป็นชนิด Class D สำหรับเงินลงทุนใหม่ และชนิด Class L สำหรับเงินลงทุนที่สับเปลี่ยนจาก LTF โดยเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 2-8 พ.ค. 68 และเปิดให้นักลงทุนที่ต้องการสับเปลี่ยนจาก LTF สามารถสับเปลี่ยนได้ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.-30 มิ.ย. 68 นี้เท่านั้น

โดยทั้ง 3 กองทุนจะมีทั้งประเภทกองทุนรวมตราสารทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นไทย และกองทุนรวมผสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ รวมถึงสินทรัพย์ในต่างประเทศเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่นักลงทุนโดยกองทุนทั้งหมดมีการบริหารกองทุนแบบเชิงรุก (Active Management) ประกอบด้วย

กองทุนเปิดกรุงไทย อิควิตี้ พลัส 70/30 ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (KTEQ70PLUSX) (ระดับความเสี่ยง 5) เน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET และ mai โดยเน้นบริษัทที่มีความโดดเด่นด้าน ESG โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 70% ของ NAV และตราสารหนี้ ESG โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกินกว่า 30% ของ NAV โดยผู้จัดการกองทุนอาจพิจารณานำเงินบางส่วนไปลงทุนในต่างประเทศหรือสินทรัพย์อื่น ๆ ตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของ NAV เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ ปานกลางค่อนข้างสูง และผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนบางส่วนไปยังตราสารหนี้

กองทุนเปิดกรุงไทย อิควิตี้ พลัส ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (KTEQPLUSX) (ระดับความเสี่ยง 6) เน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET และ mai โดยเน้นบริษัทที่มีความโดดเด่นด้าน ESG โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยอาจพิจารณาลงทุนในต่างประเทศหรือสินทรัพย์อื่น ๆ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของ NAV ตามดุลพินิจผู้จัดการกองทุนเหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง และผู้ที่ต้องการหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์อื่น หรือในต่างประเทศเพิ่มขึ้น

และกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นปันผล ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (KTEQDIVX) (ระดับความเสี่ยง 6) เน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนใน SET และ mai ที่มีปัจจัยพื้นฐาน ผลการดำเนินงานที่ดี มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดี สมํ่าเสมอ และ/หรือ มีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต โดยเน้นบริษัทที่มีความโดดเด่นด้าน ESG โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยจะเน้นลงทุนในประเทศเท่านั้น เหมาะกับผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง และผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นไทยในกลุ่ม ESG ที่ประวัติการจ่ายปันผลที่ดี

บลจ.ไทยพาณิชย์ ออก 4 กองทุน

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า SCBAM เสนอขายกองทุน Thai ESGX พร้อมกัน 4 กองทุน โดยออกแบบกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลายและคัดสรรหลักทรัพย์ที่ผ่านเกณฑ์ ESG เพื่อตอบทุกความต้องการของผู้ลงทุนทุกกลุ่ม มีให้เลือกลงทุนทั้งชนิดสะสมมูลค่าและชนิดจ่ายเงินปันผล

โดยกองทุน Thai ESGX ของ SCBAM จะแบ่งเป็น 3 สไตล์ สไตล์แรก คือ สไตล์ผสมกับ กองทุน SCBT70X (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ผสม 70 ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ) กองทุนรวมผสมที่ลงทุนเชิงรุก บาลานซ์การลงทุนกับหุ้นไทยและตราสารหนี้ ESG มีสัดส่วนลงทุนหุ้นไทยที่ไม่เกินร้อยละ 70 สไตล์ถัดมา คือ สไตล์ Active แบ่งเป็น 2 กองทุน คือ กองทุน SCBTAPX (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นแอคทีฟ พลัส ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ) กองทุนรวมหุ้นที่ลงทุนเชิงรุกกับหุ้นไทย ESG และกระจายความเสี่ยงด้วยหุ้นต่างประเทศที่มีนโยบายตามเกณฑ์ ESG ไม่เกินร้อยละ 20 และกองทุน SCBTAX (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นแอคทีฟ ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ)

กองทุนรวมหุ้นที่ลงทุนเชิงรุกกับหุ้นไทยที่โดดเด่นด้าน ESG และมีมูลค่าพื้นฐานที่น่าสนใจในสัดส่วนที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และสุดท้ายสไตล์ Passive กับกองทุน SCBTS100X (กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ดัชนี SET100FF ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ) กองทุนรวมหุ้นที่ลงทุนเชิงรุกกับหุ้นไทยตามดัชนี SET100 Free Float ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย

โดย SCBAM จะเปิดเสนอขาย 4 กองทุนพร้อมกันวันที่ 2-8 พฤษภาคม 2568 และลงทุนต่อเนื่องได้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม-30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น และเพื่อให้โอกาสพิเศษนี้ Extra มากขึ้น SCBAM จึงจัดแคมเปญพิเศษมอบ Fund Back จากการลงทุนในกองทุน Thai ESGX สูงสุด 600 บาท(*) สำหรับวงเงินใหม่ เมื่อลงทุนในช่วงเวลาดังกล่าว

สำหรับกองทุน Thai ESGX จาก SCBAM จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) เงินลงทุนใหม่ โดยจะมีให้เลือกลงทุน ทั้งชนิดสะสมมูลค่า 2025 (25A) และชนิดจ่ายเงินปันผล 2025 (25D) ซึ่งจะมีรายชื่อกองทุน Thai ESGX ดังนี้ SCBT70X(25A), SCBT70X(25D), SCBTAPX(25A), SCBTAPX(25D), SCBTAX(25A), SCBTAX(25D), SCBTS100X(25A), SCBTS100X(25D) และ 2) เงินลงทุนเดิมที่สับเปลี่ยนจากกองทุน LTF โดยจะเปิดให้สับเปลี่ยนได้ทุกวันทำการตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2568-30 มิถุนายน 2568 โดยมีให้เลือกลงทุน ทั้งชนิดเงินลงทุนเดิมแบบสะสมมูลค่า (LTFA) และชนิดเงินลงทุนเดิมแบบปันผล (LTFD) ซึ่งจะมีรายชื่อกองทุน Thai ESGX ดังนี้ SCBT70X(LTFA), SCBT70X(LTFD), SCBTAPX(LTFA), SCBTAPX(LTFD), SCBTAX(LTFA), SCBTAX(LTFD), SCBTS100X(LTFA), SCBTS100X(LTFD)

นายณรงค์ศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงมาค่อนข้างมากและอาจยังมีความผันผวนสูงในช่วงครึ่งแรกของปี จากปัจจัยภายนอกที่กดดันเศรษฐกิจและดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวม อย่างไรก็ดี หากมองในเชิงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาด จะพบว่า บริษัทไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรง ทำให้มองว่ามูลค่าราคาหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการลงทุนกับกองทุน Thai ESGX คัดสรรมาเฉพาะหุ้นไทยคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ESG การลงทุนจึงไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติการลงทุนที่ยั่งยืน แต่จากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ภาครัฐมอบให้แก่ผู้ลงทุนอย่างเต็มที่

สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ทั้งวงเงินลงทุนใหม่และวงเงินลงทุนเดิมที่สับเปลี่ยนจากกองทุน LTF ครั้งนี้ จึงเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่มีในกองทุนลดหย่อนภาษีทั่วไป ซึ่งหากปัจจัยกดดันต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย เศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น จากมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยที่จะทยอยเข้ามาในช่วงกลางปี กองทุน Thai ESGX ครั้งนี้ เป็นโอกาสลงทุนครั้งสำคัญและประโยชน์ต่อผู้ลงทุนทั้งการได้สิทธิลดหย่อนภาษีพิเศษ และโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว

บลจ.เอ็มเอฟซี ขาย 4 กองทุน

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการกองทุนคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า บลจ.เอ็มเอฟซี ได้จัดตั้งกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX หรือ Thai ESG Extra) รองรับมาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ของปี 2568 ซึ่งกระทรวงการคลังสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่ม ESG และเพิ่มเสถียรภาพตลาดทุนไทย โดยเปิดให้ผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนทั้งหมดไปยังกองทุน Thai ESGX สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 500,000 บาท และเปิดโอกาสให้ลงทุนใหม่ได้อีก 300,000 บาท ภายในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 นี้ เท่านั้น

นายธนโชติกล่าวว่า บลจ.เอ็มเอฟซี เปิดตัวกองทุน Thai ESGX จำนวน 4 กองทุน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนทุกกลุ่มตามระดับความเสี่ยง ประกอบด้วย กลุ่มกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน ได้แก่ 1.กองทุนเปิด เอ็มเอฟซีตราสารทุนไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (MEQUITY-Thai ESGX), 2.กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไฮ-ดิวิเดนด์ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (HIDIV-Thai ESGX), 3.กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี FTSE ชะรีอะฮ์ อินเวสเมนท์ ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (MIF-Thai ESGX) และ 4.กองทุนผสม ได้แก่ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีผสมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (MIX-Thai ESGX) กำหนดเสนอขาย IPO ครั้งแรก 2-8 พ.ค.นี้

สำหรับนโยบายการลงทุนของกองทุนกลุ่มหุ้นยั่งยืน ได้แก่ MEQUITY-Thai ESGX, HIDIV-Thai ESGX และ MIF-Thai ESGX เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืนใน SET หรือ mai ในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ที่ได้รับการคัดเลือกจาก SET ว่ามีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) หรือด้านความยั่งยืน (Environmental, Social and Governance : ESG) มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แผนการจัดการและการตั้งเป้าหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ที่ผ่านการทวนสอบการจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์

โดยผู้ทวนสอบ มีบรรษัทภิบาล (Governance : G) ในระดับดีเลิศ ซึ่งต้องได้รับ CGR ซึ่งจัดทำโดย IOD ตั้งแต่ 90 คะแนนเป็นต้นไป มีการเปิดเผยเป้าหมายและแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (Corporate Value Up Plan) การยกระดับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและมีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผน

ปัจจุบันมีหุ้นในตลาด ที่โดดเด่นด้าน E หรือ ESG จำนวน 228 แห่งและมีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งผ่านการทวนสอบจำนวน 161 แห่ง ส่วนที่เหลืออาจลงทุนในโทเค็นดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน รวมถึงหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. ประกาศกำหนดให้ลงทุนได้

“จุดเด่นของกองทุน MEQUITY-Thai ESGX เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืนใน SET หรือ mai ขณะที่กองทุน HIDIV-Thai ESGX เน้นลงทุนหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นในอนาคต ส่วนกองทุน MIF-Thai ESGX เน้นลงทุนในหุ้นซึ่งผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามหลักศาสนาอิสลามและเป็นหุ้นกลุ่มความยั่งยืนใน SET หรือ mai โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยทั้ง 3 กองทุนมีระดับความเสี่ยง 6” นายธนโชติกล่าว

ส่วนกองทุน MIX-Thai ESGX เป็นกองทุนผสม ซึ่งมีระดับความเสี่ยง 5 ลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ และ/หรือเงินฝาก ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีคุณสมบัติด้านความยั่งยืน ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV โดยลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืนใน SET หรือ mai โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV นอกจากนี้ ทั้ง 4 กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผล ไม่เกินปีละ 1 ครั้ง

บลจ.เกียรตินาคินภัทร ออก 1 กองทุน

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด (บลจ.เกียรตินาคินภัทร) พร้อมส่งเสริมการลงทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน เปิดเสนอขายกองทุนเปิดเคเคพี บาลานซ์ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (KKP BL THAI ESGX) โดยในช่วงเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 2-8 พฤษภาคม 2568 จะเปิดเสนอขายเฉพาะหน่วยลงทุนชนิดเงินลงทุนใหม่ (KKP BL THAI ESGX-2568)

กองทุน KKP BL THAI ESGX เป็นกองทุนรวมผสมที่เน้นลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ไทยกลุ่มความยั่งยืน เพื่อเป็นทางเลือกแก่นักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนระยาวพร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี สำหรับนักลงทุนที่ถือ LTF เดิม ที่ต้องการสับเปลี่ยน LTF เข้ามายังกองทุน THAI ESGX เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี บลจ.เกียรตินาคินภัทร จะเปิดให้บริการหน่วยลงทุนชนิดเงินลงทุนเดิม (KKP BL THAI ESGX-for LTF) ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป

โดยจะรับสับเปลี่ยนเฉพาะกองทุน LTF ภายใต้การจัดการของ บลจ.เกียรตินาคินภัทร เท่านั้น สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2568 ต้องทำการซื้อหรือสับเปลี่ยนเข้ากองทุน THAI ESGX ดังกล่าวภายในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568

กองทุน KKP BL THAI ESGX ระดับความเสี่ยง 5 เป็นกองทุนรวมผสมที่มีนโยบายเน้นลงทุนในทรัพย์สินกลุ่มความยั่งยืน โดยจะมีการลงทุนและมีมูลค่าการลงทุนสุทธิ (net exposure) ในทรัพย์สินดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (NAV) โดยลงทุนในตราสารทุนในกลุ่มหุ้นยั่งยืนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของ NAV ซึ่งเน้นลงทุนในตราสารทุนที่มีนโยบายหรือมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และ/หรือมีแนวโน้มหรือศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต และมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ ทั้งตราสารภาครัฐ ตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์และ/หรือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน

บลจ.กรุงศรี ส่ง 3 กองทุน

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี รายงานว่า บลจ.กรุงศรี ออกกองทุน Thai ESGX ใหม่ 3 กองทุน ได้แก่ 1. KF70-THAIESGX : กองทุนเปิดกรุงศรี 70/30 ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ มี 2 ทางเลือกกองทุน KF70-THAIESGX-68 สำหรับวงเงินลงทุนใหม่/ลดหย่อนปี 2568 และ KF70-THAIESGX-L สำหรับวงเงินสับเปลี่ยนจาก LTF ได้แก่ KFLTFD70, KFLTFD70-D และ KFLTFEQ70D เท่านั้น สำหรับสัดส่วนหุ้น เน้นการลงทุนในหุ้นปันผลที่มีศักยภาพ ภายใต้กรอบความยั่งยืน : มุ่งเน้นการวิเคราะห์พื้นฐานหุ้นรายตัว และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

กองทุนที่ 2 KFS50-THAIESGX กองทุนเปิดกรุงศรี SET50 ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษมี 2 ทางเลือกกองทุน KFS50-THAIESGX-68 สำหรับวงเงินลงทุนใหม่/ลดหย่อนปี 2568 และ KFS50-THAIESGX-L สำหรับวงเงินสับเปลี่ยนจาก LTF ได้แก่ KFLTF50 และ KFLTF50-A เท่านั้น

กองทุนที่ 3 KFAEQ-THAIESGX กองทุนเปิดกรุงศรีเอ็นแฮนซ์อิควิตี้ไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ มี 2 ทางเลือกกองทุน KFAEQ-THAIESGX-68 สำหรับวงเงินลงทุนใหม่/ลดหย่อนปี 2568 และ KFAEQ-THAIESGX-L สำหรับวงเงินสับเปลี่ยนจาก LTF ของ บลจ.กรุงศรี ทุกกองทุน ยกเว้น KFLTF50 และ KFLTF50-A

ลุ้นเงินใหม่เข้าตลาดหุ้นไทย 1.5-2 หมื่นล้าน

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการลงทุนในประเทศไทย กล่าวว่า คาดการณ์เม็ดเงินใหม่จากนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อกองทุน Thai ESGX ในช่วง 2 เดือนนี้ประมาณ 1.5-2 หมื่นล้านบาท ส่วนมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน LTF ทั้งระบบปัจจุบันเหลือคงค้าง 1.5 แสนล้านบาท มีผู้ถือหน่วยลงทุนรวมกว่า 4 แสนราย ซึ่งเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเพราะต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

สำหรับการลงทุนของ บลจ. คงพยายามหาโอกาสเข้าไปลงทุนให้เร็วที่สุด แต่เป็นลักษณะทยอยลงทุนแบบ Selective แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะไม่ปกติ แต่ในมุมผู้จัดการกองทุนได้รับรู้เรื่องความเสี่ยงต่าง ๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องปัญหาสงครามการค้า และการปรับประมาณการ GDP และกำไรบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับมองภาวะดัชนีตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ในระดับน่าสนใจ และสะท้อนปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นไปมากพอสมควรแล้ว โดยพิจารณาได้จากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ต่ำกว่าระดับ 2 SD ทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend yield) ขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% จากปกติที่อยู่ 3%

“ในฐานะผู้บริหารและจัดการลงทุน เรามุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าการลงทุนของตนจะมีประสิทธิภาพในระยะยาว มีส่วนช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดทุนไทย และมีส่วนช่วยผลักดันบริษัทจดทะเบียนไทยให้มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero มีการใส่ใจสังคมและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยมีความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ตั้งแต่กองทุน Thai ESG เริ่มจัดตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม 2566 นั้น ได้เห็นพัฒนาการที่ดียิ่ง ทั้งในมิติการมีส่วนร่วมลงทุนของคนไทย จำนวน 252,403 ราย (ณ สิ้นปี 2567) มิติของการเติบโตของขนาดกองทุน (AUM 33,066 ล้านบาท ณ สิ้นวันที่ 31 มีนาคม 2568) และมิติความครอบคลุมของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 440 บริษัท เติบโตจาก 200 กว่าบริษัทในตอนเริ่มจัดตั้งกองทุน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดีเดย์ วันนี้ (2 พ.ค.) บลจ.แห่ขายกองทุน Thai ESGX ปลุกตลาดหุ้นไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...