ฝ่ายการเมืองไม่จริงใจดับไฟใต้ ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ เผยแนวทางในการดับไฟใต้ ที่สามารถเนผลดีได้ภายใน 2 ปี
The Structure
อัพเดต 27 เม.ย. 2568 เวลา 02.14 น. • เผยแพร่ 26 เม.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • The Structureรศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ว่าเราไม่เคยยอมรับว่าสถานการณ์ในพื้นที่ตรงนั้นเป็น “สงคราม”หรือ “สนามรบ”เลย อีกทั้งยังทำให้เป็นสนามการค้ามานานแล้ว
จนทำให้เกิดการขัดแย้งกันในระดับนโยบายที่สร้างความสับสนให้กับผู้ปฎิบัติงาน อีกทั้งในเวลานี้นั้นมีการโต้ตอบกันไปมาระหว่างรัฐไทย กับฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ ที่มีความรุนแรงและความต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว
สำหรับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย กับทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และที่ปรึกษาส่วนตัวของประธานอาเซียน (ของอันวาร์) นั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นสักเท่าไรเนื่องจากว่าอันวาร์นั้น มีความสนิทสนมกับผู้นำทางจิตวิญญาณระดับสูงสุดของกลุ่ม BRN อีกทั้งข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มผู้นำเหล่านี้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่มีการปกปิด สื่อมวลชนไทยก็ทราบ มีทั้งชื่อ และบ้านเลขที่อยู่ แต่ทางการไทยกลับไม่สามารถที่จะเชื้อเชิญบุคคลเหล่านี้มาเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพด้วยได้
ถึงแม้ว่าในเวลานี้ กลุ่มกองกำลังติดอาวุธใน จชต. จะมีความขัดแย้งกันในทางความคิดและแนวปฏิบัติ แต่ผู้นำทางจิตวิญญาณระดับสูงสุดเหล่านี้ คือผู้มีอิทธิพลทางความคิดของกลุ่มคนเหล่านี้ ถ้าหากว่าสามารถเข้ามาร่วมเจรจากับผู้นำของฝ่ายไทย ก็จะสามารถกำหนดทิศทางของสันติภาพใน จชต. ได้
ส่วนแนวคิดเรื่องการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษใน จชต. เหมือนอย่างที่ประเทศจีนนำมาใช้นั้น ร.ศ. ดร. ปณิธานกล่าวว่ามันอาจจะไกลไปที่จะนำมาพูดกันในเวลานี้ แต่คนที่อยู่ในพื้นที่นั้น ต้องการที่จะให้มีการเจรจาทางการเมืองกันอย่างจริงจัง เพื่อการจัดระบบการเมืองใหม่
แต่ที่ไม่เกิดขึ้นเสียทีนั้นเป็นเพราะฝ่ายการเมืองไม่เล่นในประเด็นนี้ ฝ่ายการเมือง ที่มีอำนาจในการตัดสินใจจริง ๆ ไม่สนใจที่จะลงมาพูดคุย ไม่มีการแต่งตั้งคณะเจรจาอย่างเป็นทางการลงมาพูดคุย ทั้ง ๆ ที่มีกลไกรองรับอยู่แล้ว ทำให้คนในพื้นที่ตั้งข้อสงสัยในความจริงใจของรัฐบาล ส่วนคณะข้าราชการประจำที่มีอยู่แล้ว และเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ จึงทำให้การเจรจาชะงักงัน
อีกเรื่องหนึ่งที่คนในพื้นที่อยากจะคุยกับรัฐบาลกลางก็คือเรื่องเศรษฐกิจที่ในเวลานี้ไม่ดีเลย และอยากจะพูดคุยเรื่องการศึกษา เนื่องจากคนในพื้นที่เห็นว่าเยาวชนของตนเองไม่สามารถที่จะไปแข่งขันกับคนจากพื้นที่อื่นได้ อีกทั้งยังอยากจะพูดคุยเรื่องทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน
คนในพื้นที่มองว่าผู้นำ และอดีตผู้นำของไทย ไม่เข้าใจสถานการณ์ และไม่สามารถตอบโจทย์อะไรให้พวกเขาได้เลย อีกทั้งแต่ละฝ่ายก็ออกปฏิบัติการไล่ล่ากันไปมา สร้างความไม่ปลอดภัยในพื้นที่
ดังนั้น สิ่งที่ฝ่ายการเมืองควรจะกระทำก็คือจะต้องไม่ลงไปสั่งการอะไรที่มีความล่อแหลม เสี่ยงต่อการเกิดข้อผิดพลาดที่จะกลายเป็นเหตุรุนแรง และอันตรายมาก อย่างการไปสั่งการว่าเหตุการณ์ความรุนแรงจะต้องหายไปภายในเวลา 7 –10 วันเป็นต้น อีกทั้งยังมีอีก 4 เรื่องที่ต้องทำได้แก่1 นำเอาผู้นำทางจิตวิญญาณของฝ่าย BRN มาร่วมเจรจาสันติภาพกับผู้นำทางการเมืองของไทยให้ได้ อีกทั้งยังจะต้องให้ทางมาเลเซียส่งสัญญาณว่าจะปิดทางถอยของกลุ่มกองกำลัง เพื่อบีบให้ BRN หันหน้าเข้ามาคุยกับฝ่ายไทย
ซึ่งเรื่องนี้อดีตนายกฯ ทำเอาไว้ดีแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจน และเมื่อ BRN ถูกบีบทั้งโดยฝ่ายการเมืองของไทย และรัฐมาเลเซีย จนเป็นไส้แซนด์วิชอยู่ตรงกลาง ก็ควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเจรจา โดยอาจจะเอาชุมชน หรือผู้ที่มีประสบการณ์เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อทำให้เกิดการเจรจาเรื่องพื้นที่ปลอดภัยโดยธรรมชาติ
ซึ่งถ้าหากเราไม่ทำเช่นนี้ ก็จะเกิดช่องว่างให้ฝ่ายผู้ก่อการหลบหนีไปได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าหากว่าทำได้ ก็อาจจะเห็นผลดีภายใน 1-2 ปี และเรื่องนี้สามารถจูงใจฝ่ายมาเลเซียได้ด้วยการยื่นผลประโยชน์ที่จะทำให้พื้นที่ทางเหนือของมาเลเซียเกิดความมั่นคงตามไปด้วย
ข่อเสนอนี้ อันวาร์สนใจแน่นอน เพราะเขามีอายุ 77 ปีแล้ว และต้องคดีมาแล้ว 2 รอบ เขาคิดว่าถ้าหากว่าไม่ทำในตอนนี้ เขาก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ทำในเรื่องนี้อีกแล้วในอนาคต2 รัฐบาลไทยต้องเปิดการพูดคุยเรื่องอนาคตการเมืองการปกครองในพื้นที่อย่างจริงใจกับฝ่ายการเมืองผู้กำหนดนโยบายตัวจริงของรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้าม3. เพิ่มอาสาชุมชนคนรุ่นใหม่เพื่อร่วมมือกับจนท.เพื่อดูแลพื้นที่เป้าหมายและกลุ่มเปราะบางให้ปลอดภัย สอดส่องรายงานการทุจริตของทุกฝ่าย แก้ไขปัญหายาเสพติดและสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนา ป้องกันการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมของทุกภาคส่วน และยุติการบ่มเพาะซ่องสุมกำลังความรุนแรงและความเกลียดชังในหมู่เยาวชนคนผิดหวังกับรัฐที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ