โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นสาวชาวสวนในยุค 80

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 เม.ย. 2567 เวลา 09.36 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2567 เวลา 09.36 น. • arphaphorn15
ข้าว(หญิงสาวชาวไทยที่ชอบผู้จีน)วันหนึ่งในขณะที่เธอกำลังเดินกลับห้อง เรื่องราวน่าตกใจก็เกิดขึ้นกับเธอ เริ่มจากโดนรถชนตาย แล้วทะลุมิติไปยุค80 มีสามีแล้วยังแถมลูกมาให้อีกสองคน แต่ก็ดีที่ยังมีของแถมมา

ข้อมูลเบื้องต้น

"เธอยังไม่พร้อมที่จะทำแบบนั้นกับเขา ถ้าเธอพร้อมเมื่อไหร่ เธอจะเป็นฝ่ายเริ่มเอง แต่ตอนนี้ขอเธอทำใจอีกสักหน่อยนะสามี "

"ภรรยา คุณเอาคืนผมอีกหลายครั้งก็ได้นะครับ ผมจะนั่งเฉยๆให้คุณเอาเปรียบได้เต็มที่เลย"

ข้าว (หญิงสาวชาวไทยที่ชอบผู้จีน) วันหนึ่งในขณะที่เธอกำลังเดินกลับห้อง เรื่องราวน่าตกใจก็เกิดขึ้นกับเธอ เริ่มจากโดนรถชนตาย แล้วทะลุมิติไปยุค80 มีสามีแล้วยังแถมลูกมาให้อีกสองคน

นี่มันพล็อตนิยายที่เธอเคยอ่านในหลายๆเรื่องนี่น่า ถึงเธอเคยคิดที่จะอยากทะลุมิติแบบตัวเอกในนิยายบ้าง แต่พอเจอเข้ากับตัวจริงๆแล้ว

ม๊ายยยยยย……….

เฮ้อ คนอื่นเขามาพร้อมของมากมาย ส่วนเธอทำทุกอย่างเองหมด เงินก็ไม่ค่อยจะมี ทำอะไรก็ลำบาก

ยังดีที่มีสามีที่แสนหล่อเหลา ตรงตามผู้ชายในอุดมคติของเธอเลย ไม่คิดว่าชาตินี้เธอจะได้เจอเนื้อคู่ที่ตามหามานานแสนนาน

แล้วก็ดีที่มีของแถมมาให้เธอด้วย คือสร้อยคอไข่มุกที่มองแวบแรกคิดว่าเก็บมาจากข้างทาง เพราะมันดูไม่เหมือนสร้อยวิเศษอะไรเลย จนกระทั่งเธอรู้ว่าที่จริงแล้วมันคือสร้อยที่เมื่อนำไปแช่น้ำ แล้วน้ำที่ได้จะเป็นน้ำที่มีสรรพคุณล้ำเลิศ

เพราะงั้นอนาคตเจ้าของสวนผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้และละแวกใกล้เคียงคงต้องตกเป็นเธอแล้วล่ะ

#นิยายเรื่องนี้เกิดจากจิตนาการของนักเขียนเท่านั้น อาจจะมีเนื้อหาบางส่วนที่เหนือความคาดหมาย หรือหลุดจากความเป็นจริงไปบ้าง ยังไงก็อย่าพึ่งด่ากันนะคะ

#กด❤️ให้กับนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ

#ด่าได้แต่ขอแบบสุภาพนะคะ นักเขียนคนนี้จิตใจบอบบาง

ซูซาน,อี้ชิง

จุดเริ่มต้น

“แฮก แฮก….”

อะไรเนี่ยทำไมเราถึงฝันประหลาดขนาดนี้กันนะ ข้าวหันไปมองรอบห้องที่เธอนอนอยู่ ฝาผนังห้องที่ดูเหมือนจะทำมาจากดินแบบหยาบๆเท่านั้น และยังมีหยากไย่ที่เกาะอยู่ตามมุมห้อง มองแล้วเหมือนกับบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่มานาน พอมองเตียงที่เธอกำลังนั่งพิงอยู่นั้น ก็พบว่ามีสภาพเก่า ฟูกนอนที่สีซีดจาง ผ้าห่มผืนไม่หนามากกองอยู่ปลายเตียง ดูแล้วมีความคล้ายเตียงเตาสมัยก่อนของจีน

เธอจำได้ว่าตัวเองกำลังเดินข้ามถนนหลังกลับจากที่ทำงาน จากนั้นก็เหมือนจะมีรถอะไรสักอย่างที่พุ่งชนเธออย่างแรง เธอยังจำได้ดีถึงความเจ็บปวด ที่แล่นเข้าสู่สมอง

อย่าบอกนะว่าเธอถูกรถชนแล้วทะลุมิติมาอีกโลก นี่มันพล็อตนิยายทั่วไปเลยนี่

“โอ๊ย! อื้อ….” ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวเธอ มันเจ็บจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับ นานหลายนาทีกว่าความเจ็บปวดนั้นจะหายไป หลังจากที่หญิงสาวนั่งเรียบเรียงภาพความทรงจำแปลกๆในสมอง จนทำให้เธอรู้ว่าตัวเองตายแล้วมาสวมร่างคนอื่น เรื่องราวที่คิดว่าจะมีอยู่แต่ในนิยาย กลับมาเกิดขึ้นกับตัวเอง มันเป็นอะไรที่เธออดที่จะหวาดกลัวไม่ได้

ชีวิตก่อนเธอชื่อ ข้าว หญิงสาวชาวไทยที่ได้ทุนเรียนต่อที่จีน แล้วกลับมาทำงานที่ไทย ทำงานจำพวกแปลเอกสาร แปลนิยาย เงินเดือนถือว่าดีมาก

แต่ว่าชีวิตใหม่เธอเข้ามาอยู่ในร่างเมียคนอื่นชื่อ เหลียนซูฮวา อะไรเนี่ยแบบนี้เธอต้องยอมให้สามีเขาทำเรื่องอย่างว่างั้นหรอ อ๊าย! เธอรับไม่ได้ ชาติก่อนเธอยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่นะ

แล้วยังเป็นยุค 80 อีกหรอเนี่ย แต่ว่าจากความทรงจำของเจ้าของร่าง มันดูมีอะไรหลายอย่างที่ไม่เหมือนจีนยุคนั้นเท่าไหร่เลย เพราะอย่างตอนนี้ประชาชนสามารถเอาของไปขายได้ แล้วยังมีการแบ่งปันที่ดินให้ทำกินอีก

เฮ้อ! คงทำอะไรไม่ได้แล้วคงต้องใช้ชีวิตใหม่ให้ดีเท่านั้น พ่อแม่ในชาติก่อนก็ไม่อยู่แล้ว ไม่มีอะไรให้ห่วงอีก

เจ้าของร่างเหลียนซูฮวาแต่งงานกับหลินเฮ่าเฉิน มีลูกด้วยกันสองคน ลูกชาย หลินอี้ชิง อายุ 7 ขวบ ลูกสาว หลินซูซาน อายุ 5 ขวบ

ตอนนี้เธออยู่คนเดียวเพราะคนอื่นไปเกี่ยวข้าวหมดแล้วรวมถึงลูกสาวเธอกับพ่อแม่สามี มีแค่ลูกชายที่ไปโรงเรียน เจ้าของร่างทำงานกลางแดดจนเป็นลมแล้วตายไปโดยที่ไม่มีใครรู้ ซูฮวา เธอเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบทำงานเท่าไหร่ ถนัดใช้แต่เงินเท่านั้นจึงทำให้แม่สามีไม่ชอบหน้า

ที่ตอนแรกแต่งเธอเข้ามาเพราะลูกชายชอบ ก็นะเหลียนซูฮวามีดีแค่สวยก็เท่านั้น พ่อแม่ของเธอก็ตายหมดแล้วทำให้ไม่มีที่พึ่ง แต่ก่อนตอนมีพ่อกับแม่เธอไม่ลงไปทำงานด้วยซ้ำ เพราะถ้าโดนว่านิดหน่อยเธอก็หนีกลับบ้านแม่ แต่ตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้แล้วเธอถึงต้องเจียมตัว แม่สามีบอกอะไรก็ต้องทำ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เธอเสียชีวิต เพราะร่างกายไม่เคยทำงานหนักมาก่อน

ซูฮวา เดินออกไปนอกห้องเห็นเป็นต้นไม้ป่าเขาเขียวขจีมีทุ่งนาข้าวเหลืองอร่ามอยู่ไกลๆ มันเป็นภาพที่หาดูยากแล้วในชีวิตก่อน เพราะตัวเธอที่ใช้ชีวิตอยู่แต่กับตึกสูง พอได้เห็นภาพนี้แล้วเหมือนมันทำให้ความกังวลภายในใจของเธอ คลายลงไปหลายส่วน แต่ความสวยงามก็แลกมาด้วยความไม่สะดวกสบาย

เธอหันกลับไปมองบ้านที่เธออยู่เป็นบ้านทำจากดินสามห้องนอนเรียงกัน มีห้องน้ำไกลออกไปหลังบ้าน และห้องครัวเล็กๆ ที่มีสภาพเก่าดินบางแห่งหลุดลอกบ่งบอกว่าผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน หลังบ้านมีแปลงผักสามแปลงที่ดูเหมือนไม่ได้รับการดูแล

ซูฮวาเดินเข้าไปในครัวเพราะจากความทรงจำเธอต้องทำอาหารไปส่งทุกคนที่ทุ่งนา ทำอะไรดีล่ะเนี่ยเราก็ไม่ใช่คนทำอาหารเก่งด้วยสิ เธอหันมองไปรอบๆ ห้องครัวเพื่อดูว่ามีอะไรพอทำกินได้บ้าง อาหารที่มีจำกัดทำให้ทุกครอบครัวต้องรัดเข็มขัด จะกินอะไรต้องคิดให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่มีกินจนถึงสิ้นปีได้ ทำให้ร่างกายทุกคนดูผอมแห้งเพราะต้องทำงานหนักแลกกับอาหารที่น้อยนิด

ซูฮวาเดินไปที่สวนผักหลังบ้านเพื่อที่จะเก็บผักมาผัดใส่ไข่ จะเรียกผัดก็ไม่ได้เพราะไม่มีน้ำมัน ผัดกับน้ำเปล่าเท่านั้นเพราะน้ำมันถือเป็นของสิ้นเปลืองราคาแพง

"ว่าแต่มันเที่ยงหรือยังเนี่ยไม่มีนาฬิกาให้ดูไม่สะดวกเอาซะเลย" เธอเก็บผักเสร็จก็อดที่จะมองแปลงผักไม่ได้เพราะมันช่างเหี่ยวเหลือเกิน แบบนี้ยังเรียกแปลงผักอยู่หรอเนี่ย

เธอทะลุมิติมาทั้งที ไม่มีของดีเหมือนนางเอกนิยายคนอื่นๆ เลยหรอ ทีคนอื่นยังมีมิติติดตัวมีเวลาหาของตุนไว้ บางคนก็มีมือวิเศษ แต่เธอล่ะ ท่านเทพช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ซูฮวาแอบว่าท่านเทพในใจที่ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม

แต่ว่าก่อนจะไปทำอาหารเธอควรไปอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรกเพราะว่ากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เหม็นหึ่งออกมาจากตัวเธอ ทำเอาหญิงสาวถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดจมูก ผิวพรรณที่หยาบกระด้าง ผมแข็งจับกันเป็นก้อน ยังดีที่เสื้อยังดูเหมือนจะสะอาดที่สุด สภาพเหมือนขอทานแบบนี้ ไม่เหลือเค้าโครงของหญิงสาวที่เคยสวยที่สุดในหมู่บ้านอยู่เลย

ซูฮวาเอาผักที่เก็บได้สองกำมือเข้าไปเก็บไว้ในครัว จากนั้นเธอก็เดินไปที่ห้องน้ำหนึ่งเดียวของบ้าน ซึ่งดูยังไงก็ไม่น่าใช่ห้องน้ำเลย ประตูแค่นี้จะกันคนได้จริงๆหรอ กระชากนิดเดียวประตูคงพังแล้ว

เฮ้อ!

ทันทีที่เธอเปิดประตูเข้าไปกลิ่นเหม็นชวนอ้วกก็ตีเข้าจมูก

“แหวะ! เหม็นอะไรขนาดนี้เนี่ย”

ห้องน้ำที่ปรากฏสู่สายตาคือ ถังน้ำที่มีน้ำสีขุ่นอยู่จนเต็ม กับส้วมแบบนั่งยอง

ผนังที่มีรูรั่วอยู่ประปราย เธอต้องใช้ห้องน้ำนี้จริงๆ หรอ ไม่ใช่ว่าเป็นลมก่อนจะอาบเสร็จหรอกนะ

เอาเถอะทนๆ ไปก่อน ซูฮวากลั้นใจอาบน้ำสระผมทุกอย่างใช้เวลาไปเกือบ 10 นาที เพราะกว่าจะสางผมที่พันกันเป็นสังกะตังออกได้ ก็ทำเอาผมขาดไปหลายเส้น หนังหัวแดงแสบจนน้ำตาคลอ

หลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้วเธอก็เดินเข้าครัวไปทำอาหาร จากนั้นก็เตรียมทุกอย่างลงในตะกร้าสาน เพื่อจะเอาไปส่งที่แปลงนา

เธอมองหาร่มเพื่อมาบังแดดสักหน่อยแต่ดูเหมือนจะไม่มีนะ ไม่เป็นไรไม่เอาก็ได้ซูฮวาหยิบตะกร้าขึ้นสะพายหลัง เธอระลึกความทรงจำเพื่อดูว่าที่นาของครอบครัวไปทางไหน

เดินมาสักพักท่ามกลางแดดที่ร้องจนผิวไหม้ ก็เห็นชาวบ้านมากมายกำลังเกี่ยวข้าวอยู่บนที่นาตัวเอง ทุกครอบครัวได้รับปั่นส่วนที่ดินตามจำนวนสมาชิก ครอบครัวไหนมีคนมากก็ได้มาก มีน้อยก็ได้น้อย

ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังไม่พอกินเพราะไม่ใช่ว่าทำแล้วเป็นของตัวเองหมดเลย ทุกครอบครัวต้องแบ่งผลผลิตที่ได้ให้รัฐบาล 30% ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมาก แต่ครอบครัวไหนไม่อยากแบ่งเป็นผลผลิตก็สามารถจ่ายเป็นเงินได้ ส่วนมากทุกคนจะจ่ายเป็นผลผลิตกัน เพราะเงินเป็นอะไรที่หายากยิ่งกว่า

คนยุคนี้ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการศึกษาเพราะคิดว่าไปเรียนสุดท้ายก็ต้องกลับมาทำนาอยู่ดี ทำให้เด็กๆ ส่วนมากต้องมาช่วยงานพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก มีบางส่วนที่ได้ไปเรียน ซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

ค่านิยมผู้ชายเป็นใหญ่ยังคงเห็นได้ทั่วไปในยุคนี้ เกิดเป็นผู้หญิงต้องเก่งมากๆ เพราะถึงจะทำงานเท่ากันแต่ไม่สามารถกินเท่ากันกับผู้ชายได้

เธอมองหาครอบครัวก็เห็นว่าทุกคนยังคงเกี่ยวข้าวอยู่ ลูกสาวเธอก็ยังช่วยเล็กๆ น้อยๆ ดีที่แม่สามีไม่ได้กดขี่เด็กผู้หญิงมากนักทำให้ลูกสาวของเธอไม่ต้องทำงานหนักมาก สามารถพักได้ แต่ยังไงก็คงไม่อาจถึงขั้นไปเรียนได้อยู่ดี

…………………

ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ เป็นนิยายแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยายยุค 70 ค่ะ จิ้มข้างล้างเลยจ้า

https://writer.dek-d.com/arphaphorn15/writer/view.php?id=2490717

สร้อยวิเศษ

“คุณแม่คะพักกินข้าวเที่ยงก่อนเถอะค่ะ”

ซูฮวาเอ่ยบอกกับแม่สามีที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่

แม่หลินเงยหน้าขึ้นหันหลังกลับไปตามเสียงก็เห็นลูกสะใภ้ที่แสนเกียจคร้านของเธอกำลังยืนหลบแดดอยู่ใต้ต้มไม้ใหญ่ พร้อมกับตะกร้าที่สะพายอยู่บนหลัง ทำให้รู้ว่าเธอน่าจะทำอาหารมาให้

เฮ่าเฉินกับคุณพ่อหลินก็วางมัดข้าวในมือลงพร้อมกับหันกลับไปดู เขาเห็นว่าเป็นภรรยาที่ทำอาหารมาส่งก็รีบเดินขึ้นไปหาเธอ

“งั้นเราพักกินข้าวกันก่อนก็แล้วกัน” คุณแม่หลินเอ่ยบอกกับทุกคน แล้วเดินขึ้นจากแปลงนา

“แม่! แม่ดีขึ้นแล้วหรอคะ” ซูซานลูกสาวของเธอตะโกนพร้อมกับวิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว

ซูฮวาวางตะกร้าลงพร้อมกับนั่งลงรับลูกสาวที่วิ่งมาหา

“ใช่ แม่ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” เธอไม่อยากจะบอกเลยว่าแม่ของหนูได้ตายไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรเธอจะถือว่าทุกคนเป็นครอบครัวของเธอก็แล้วกันนะ ต่อไปนี้เธอจะทำให้ทุกคนสุขสบายลูกสาวเธอต้องได้ไปโรงเรียนด้วย

“คุณไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ ใช่ไหมครับ” เฮ่าเฉินเอ่ยถามภรรยาด้วยความเป็นห่วง

“ค่ะ ฉันดีขึ้นแล้วจริงๆ”

“นี่เฮ่าเฉินลูกจะเป็นห่วงเธอมากเกินไปหรือเปล่า แม่เห็นผู้หญิงคนอื่นทำงานหนักกว่าเธออีกยังไม่เห็นจะเป็นอะไร มีแต่เมียลูกนั่นแหละที่ให้มาทำงานไม่กี่วันก็ถึงกับเป็นลมล้มพับไป คนอื่นเขาคงมองว่าบ้านเรารังแกลูกสะใภ้กันหมด”

“คุณจะพูดอะไรนักหนา รีบมากินข้าวเถอะจะได้รีบกลับไปทำต่อให้เสร็จสักที” คุณพ่อหลินเอ่ยปรามภรรยา หลังจากที่เห็นว่าเหตุการณ์กำลังจะวุ่นวายในอีกไม่ช้า ทำให้แม่หลินได้แต่มองค้อนให้กับลูกสะใภ้ที่หล่อนไม่ชอบหน้า

“หึ หาเรื่องไม่อยากทำงานละสิไม่ว่า”

ซูฮวามองแม่สามีที่พูดจากระทบเธอไม่หยุด แต่ก็ไม่ได้เอ่ยแก้ตัวอะไร เธอจะพยายามทำให้เห็นดีกว่า

ทุกคนกินข้าวกันอย่างเร่งรีบ เธอเห็นแม่หลินมองไข่ที่เธอเอามาทำอาหารด้วยสายตาไม่พอใจ คงจะเสียดายไข่แน่ๆ เฮ้อ! แค่ไข่ไม่กี่ฟองเนี่ยนะ เธอทำมาทุกคนก็ได้กินไม่ใช่หรอ

แล้วยิ่งทำงานหนักให้กินแต่ผักต้มจะมีแรงได้ยังไงกัน เจ้าของร่างตายส่วนหนึ่งก็เพราะสาเหตุนี้ที่ทำงานกลางแดดร้อนจัด กับอาหารที่ตกถึงท้องแค่ผักต้ม

“ถ้าดีขึ้นแล้วก็มาทำงาน” แม่หลินเอ่ยบอกซูฮวา

“แม่ครับ ให้ซูฮวาเธอพักสักวันเถอะครับ เธอไม่เคยทำงานหนักมาก่อน จะให้ทำหลายวันติดต่อกันแบบพวกเราคงไม่ได้หรอกครับ” เฮ่าเฉินที่เป็นห่วงภรรยา เอ่ยออกหน้าให้กับเธอ เพราะเห็นว่าหญิงสาวยังคงมีสีหน้าซีดเซียว ควรพักอีกสักวัน

“นี่ เฮ้อ! ก็ได้ให้หล่อนพักสักวันก็แล้วกัน” พ่อหลินที่มองภรรยาด้วยสายตาห้ามปราม จนหล่อนต้องยอมให้ซูฮวาพักสักวันก่อน

“งั้นซูซานกลับบ้านกับแม่ไหมคะ”

“ไม่ค่ะแม่ หนูจะไปเก็บผักกับเพื่อนค่ะ”

หลังจากที่ทุกคนนั่งพักไม่นานก็ลงไปลุยงานกันต่อ ส่วนเธอก็เดินสะพายตะกร้ากลับบ้านคนเดียว เธอไม่คิดจะลงไปทำงานกลางแดดร้อนเปรี้ยงขนาดนี้หรอกนะ

พอถึงบ้านเธอก็เอาของไปเก็บที่ครัว แล้วเข้าห้องไปเอาเสื้อผ้าของทุกคนในบ้านไปซักที่ลำธารหนึ่งเดียวของหมู่บ้าน แดดร้อนขนาดนี้ซักผ้าคงแห้งเร็วดีแน่

ซูฮวาเดินถือตะกร้าผ้าที่มีกลิ่นอับโชยออกมาจนเธอต้องหันหน้าหนี กลิ่นเหงื่อของคนที่ทำงานหนักกลางแดดผสมปนเปจนเธอปวดหัว

พอถึงลำธารเธอก็เลือกที่น้ำใสไม่ลึกมาก วางตะกร้าลงบนโขดหิน ที่นี่ไร้วี่แววของผู้คน เพราะเวลานี้ทุกคนคงยุ่งอยู่กับที่นาของตัวเอง คงมีแต่เธอที่ดูจะสุขสบายกว่าคนอื่นเขา

ซูฮวาซักผ้าอยู่นานกว่าจะเสร็จทำเอาเธอปวดหลังไปหมด ผ้าที่โดนซักจนสะอาดแล้วก็ดูเห็นสีที่แท้จริงของมัน ถึงจะเป็นผ้าเก่า บางตัวมีรอยปะชุนอยู่หลายแห่ง แต่ก็ดูดีขึ้นมาก

ระหว่างที่เธอซักผ้าก็แอบสังเกตเห็นว่ามีปลาว่ายผ่านไปมามากมาย "คนยุคนี้เขาไม่กินปลากันหรือไงนะ"

ซูฮวา เอาผ้าใส่ตะกร้าไว้แล้วเดินไปดูตามพงหญ้าริมน้ำ เธอเห็นว่าปลามีอยู่เยอะ จึงอยากจับไปทำอาหารสักหน่อย เพราะยังไงปลาก็ถือว่าเป็นเนื้อเหมือนกัน ถึงจะไม่อร่อยเท่าเนื้อหมูแต่ก็ยังถือว่ามีราคาแพง เพราะการจะจับปลานั้นไม่ง่ายเลย

"เอาไงดีทำยังไงถึงจะจับปลาพวกนี้ได้ล่ะ" เธอเดินไปนั่งบนโขดหินริมน้ำ สายตาหันซ้ายขวาเพื่อดูว่าพอจะมีอะไรมาช่วยจับปลาพวกนี้ได้บ้าง

ระหว่างนั้นเองสร้อยคอไข่มุกสีหม่นที่ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามันคือไข่มุก เดิมทีเธอไม่ได้สนใจเพราะเห็นว่ามันห้อยอยู่บนคอเจ้าของร่างเดิมอยู่แล้ว

อยู่ๆ สร้อยก็ขาดหลุดจากคอของเธอ ตกลงไปในน้ำ ด้วยความตกใจกลัวสร้อยหาย เธอจึงรีบฉวยมือลงไปคว้าได้ทัน พอดีกับที่ตัวจี้ไข่มุกจุ่มลงน้ำในลำธารเล็กน้อย

“เฮ้อ! เกือบไปแล้ว”

เธอเกือบทำสร้อยเจ้าของร่างหายแล้ว ถ้าเกิดหายไปไม่รู้ว่าเจ้าของร่างจะมาหักคอเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้

เธอมองดูสร้อยที่จากเดิมสีออกหม่นๆ แต่ตอนนี้มันมีสีเขียวใส่สวยงามมาก

“เฮ้ย! ปลามาจากไหนเยอะแยะเนี่ย”

ปลาที่แต่เดิมก็เยอะอยู่แล้วแต่ตอนนี้พวกมันรุมล้อมรอบมือของเธอเต็มไปหมด ไม่ใช่สิสร้อยเส้นนี้ต่างหากที่ดึงดูดพวกมันมา อะไรเนี่ยหรือว่าสร้อยเส้นนี้จะเป็นของวิเศษ

เธอลองเอาสร้อยขึ้นมาปลาที่จับกลุ่มเมื่อกี้ก็หายไป สร้อยก็กลับมาเป็นสีเทาหม่นเหมือนเดิม จากนั้นก็ลองเอาสร้อยลงไปแช่น้ำอีกครั้ง

ปรากฏว่าปลาที่หายไปกลับมาว่ายวนรอบสร้อยเส้นนี้ แล้วสีสร้อยก็กลายเป็นสีเขียวอีกครั้ง

“อ๊าย! เรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นกับเราจนได้ คิดว่าจะไม่มีสูตรโกงเหมือนคนอื่นเขาซะแล้ว”

เอาไงดีไม่ได้เอาที่ใส่ปลามาด้วยสิ งั้นเอาผ้ากลับไปตากก่อนค่อยกลับมาใหม่ก็แล้วกัน ซูฮวาเอาสร้อยขึ้นมาจากน้ำปลามากมายก็วายหนีไป

เธอกำจี้ไข่มุกไว้ในมืออย่างดี เพราะตอนนี้สร้อยมันขาดไม่สามารถใส่คอกลับได้ต้องเปลี่ยนเส้นใหม่ หาเชือกดีๆ มาห้อยจะได้ไม่หลุดหาย

ซูฮวาเดินไปหยิบตะกร้าผ้าแล้วเดินกลับบ้านด้วยความเร่งรีบ พอมาถึงบ้านเธอรีบเข้าห้องหาเชือกมาร้อยสร้อยใส่คอตัวเองไว้ทันที ดีที่มีตะขอเล็กๆทำให้เธอสามารถร้อยเชือกเข้าไปได้พอดี

จากนั้นก็ไปตากผ้ากว่าจะเสร็จทำเอาเธอเกือบไหม้เป็นถ่าน ด้วยแดดที่เจิดจ้าแสบตาขนาดนี้

หลังจากที่ตากผ้าเสร็จแล้วเธอก็รีบเข้าไปในครัวหาที่ใส่ปลาแล้วรีบวิ่งไปลำธารที่เดิมทันที เพราะถ้าช้ากว่านี้เธอกลัวว่าคนอื่นจะมาเห็นเข้าซะก่อน

พอถึงลำธารเธอก็วางถังลงแล้วนั่งลงบนโขดหินที่เดิม จากนั้นก็ถอดสร้อยคอออกมา เธอหันมองรอบตัวเพื่อดูว่าไม่มีคนเห็นจริงๆ จึงเอาสร้อยจุ่มลงไปในน้ำ เหตุการณ์น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

สร้อยเปลี่ยนเป็นสีเขียวจากนั้นปลาก็ว่ายเข้ามามากมาย เธออึ้งไปสักพักก่อนจะรีบเอาถังที่พกมาด้วยตักปลาทั้งหมดขึ้นมา ปลาที่ได้มีมากกว่า 10 ตัว

ซูฮวายิ้มดีใจ แนวทางร่ำรวยของเธอกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเธอจับปลาพวกนี้ไปขายคงจะได้เงินหลายหยวนแน่

แต่วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน รอเธอปรึกษาเรื่องนี้กับสามีก่อน ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจบอกเขาดีไหม ถ้าเขารู้เขาจะแย่งสร้อยไปจากเธอแล้วหย่าขาดกับเธอหรือเปล่า

โอ๊ย แค่คิดก็ปวดหัวละ ถ้าไม่บอกเรื่องสร้อย เราจะหาข้ออ้างอะไรเรื่องปลามากมายพวกนี้ดีล่ะ ขนาดผู้ชายแข็งแรงยังจับไม่ได้เยอะขนาดนี้

เอาเถอะกลับบ้านก่อนก็แล้วกัน ถ้าบอกไปแล้วเขาจะแย่งสร้อยจากเธอก็แค่ให้เขาไปเท่านั้นแหละ หรือเธอจะตายอีกรอบดีเผื่อจะได้กลับโลกเดิม

กินปลา

ซูฮวาเดินกลับมาถึงบ้านเธอก็เอาปลาไปขังไว้ในครัว รอทำอาหารตอนเย็นตอนนี้เธอขอทดลองอะไรบางอย่างก่อน ถ้ามันเป็นอย่างที่เธอคิดล่ะก็ การเป็นครอบครัวหมื่นหยวนคงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว

เธอเดินมาที่สวนผักหลังบ้านที่มีอยู่แค่สามแปลง มองดูผักที่แคระแกร็นพวกนี้แล้วก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย

ซูฮวาเดินไปที่ถังน้ำที่เอาไว้รดผัก จากนั้นก็เอาถังไปตักน้ำขึ้นมาครึ่งถังแล้วเอาสร้อยคอแช่ลงไปในถังน้ำ สร้อยเปลี่ยนสีเธอก็นับหนึ่งถึงสามในใจจากนั้นก็เอาสร้อยขึ้นจากน้ำ

แล้วเธอก็เอาน้ำที่ได้จากการแช่สร้อยเมื่อกี้ไปรดผักหนึ่งแปรง จากนั้นตักน้ำเปล่าไปรดผักอีกหนึ่งแปลง เหลืออีกหนึ่งแปลงเธอเอาน้ำที่ได้จากการจุ่มสร้อยแช่ไว้นานกว่าถังแรกไปรดผัก

เสร็จแล้วก็แค่รอดูผลลัพธ์เท่านั้น หวังว่ามันจะได้ผลนะ เอาล่ะนี่ก็เย็นแล้วอีกสักหน่อยลูกชายคงจะเลิกเรียนแล้วทุกคนคงกลับจากแปลงนา

เธอต้องรีบไปทำอาหารรอพวกเขา ซูฮวาเดินเข้าไปในครัว จากนั้นก็เอาปลาในถังขึ้นมาสามตัว คิดว่าน่าจะพอกินทั้งครอบครัวเพราะปลามันตัวใหญ่มาก

เธอเอาปลาทั้งสามตัวไปล้างเอาไส้ทุกอย่างออกจนหมด จากนั้นก็เดินไปเก็บตะไคร้ที่เกิดเป็นพุ่มอยู่ใกล้ๆ ห้องน้ำมาสามหัว

เอาไปล้างให้สะอาดแล้วนำไปยัดที่ท้องปลาสองตัวที่จะย่าง จากนั้นก็เดินไปหยิบเกลือมาทาให้ทั่วตัวปลา

แต่เดี๋ยวก่อนนะเธอลืมก่อไฟ โถ่เอ้ย! ชีวิตก่อนใช้แต่เตาไฟฟ้า มาชีวิตนี้ต้องก่อไฟ ลืมสิ่งสำคัญซะด้วย

ซูฮวาพยายามก่อไฟอยู่นานมาก กว่าเธอจะจุดไฟติดเล่นเอาหน้าดำหน้าแดงไปหมด ถึงจะก่อไฟเป็นครั้งที่สองแล้วแต่ก็ยังไม่ชินสักที

หลังจากที่ก่อไฟได้แล้วเธอก็รอสักพักจนไฟเหลือแต่ถ่านที่กำลังร้อน จากนั้นก็เอาปลาที่ทาเกลือเล็กน้อยขึ้นย่าง เธออยากจะทาเกลือเยอะกว่านี้แต่คงทำไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นคงโดนแม่สามีด่าจนหูชาอีกแน่

เธอนั่งอยู่หน้าเตาไฟเพื่อพลิกกลับด้านปลา จะย่างปลาให้อร่อยอย่ากลับด้านบ่อยเกินไป

“ตึก ตึก ตึก”

เสียงเท้าคนวิ่งมาหน้าบ้าน เธอคิดว่าน่าจะเป็นอี้ชิงที่กลับมาจากโรงเรียน

ทางด้านอี้ชิงที่กลับมาถึงบ้านก็เอาของไปเก็บในห้องนอนของเขาทันที ซึ่งตอนนี้เขานอนห้องเดียวกับน้องสาว แต่คนละเตียงกัน หลังจากเก็บของเสร็จแล้วเขาก็ทำจมูกฟุดฟิด

ฟืด!……

กลิ่นหอมของย่างปลาที่โชยตามลมออกมาจากห้องครัวดึงดูดเขาให้รีบวิ่งเข้าไปดู พอเขามาถึงห้องครัวก็เห็นแม่ที่กำลังย่างปลาตัวใหญ่อยู่ ดวงตาเล็กๆ เบิกกว้างเมื่อเห็นปลาทั้งสองตัวบนเตาไฟ ตอนนี้หน้าตาของเขาตลกมากเลยล่ะ

“แม่ ปลาของเราหรอ” เด็กชายเอ่ยถามแม่ด้วยสีหน้าที่ดูขบขัน

“ใช่จ่ะ วันนี้เราจะกินปลากัน” ซูฮวาเอ่ยบอกเขา เธอดึงลูกชายเข้ามากอด เด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ ปลา เพื่อสูดกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย

“หอมมากครับ แม่ทำไมเราถึงได้กินปลากันล่ะครับ” ด้วยความที่เขาพอจะรู้ว่าที่บ้านนั้นกินอยู่อย่างประหยัดมาก ทำให้หลังจากที่รู้ว่าแม่ย่างปลาตัวใหญ่นั้น ก็อดที่จะสงสัยไม่ได้

“วันนี้แม่จับปลาที่ลำธารได้น่ะ” ซูฮวาพูดพร้อมกับลูบหัวเขาด้วยความเอ็นดู

“จริงหรอครับ แม่เก่งมากขนาดพ่อที่ตัวใหญ่กว่าแม่ตอนนั้นยังจับได้แค่ตัวเดียวเอง” เขาพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น แม่ทำได้ยังไงนะ

“ออกไปรอข้างนอกไป แม่ขอทำอาหารก่อน” หญิงสาวไม่ตอบเขา แต่ไล่เขาให้ออกไปจากห้องครัวแทน เพราะห้องครัวมีขนาดเล็ก ทำให้ความร้อนจากเตาก็มีมาก

“ครับ ผมเชื่อฟังแม่ งั้นผมไปเล่นกับเพื่อนก่อนนะ” เขาพูดจบก็วิ่งออกไปจากห้องครัวทันที

ซูฮวามองตามหลังลูกชายไปด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม เธอไม่รู้จะเลี้ยงพวกเขาได้ดีแค่ไหน เพราะเธอไม่เคยมีลูกมาก่อน ชาติก่อนอยากทำอะไรกินอะไรก็ไม่ต้องคิดมาก มาชาตินี้ต้องคิดทุกอย่าง มันช่างน่าปวดหัวจริงๆ

เธอมองปลาสองตัวไม่รู้ว่าพวกมันสุขหรือยัง จึงเดินไปหยิบตะเกียบมาแทงลงในตัวปลาแล้วเอาออกมาดู ท่าแทงง่ายและไม่มีเลือดติดแสดงว่าปลาสุกแล้ว เธอจึงเอาปลาลงจากไฟ

จากนั้นก็เอาหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งไฟต่อ เธอจะทำน้ำแกงปลาซดร้อนๆ ให้คล่องคอสักหน่อย

พอน้ำเดือนก็เอาสมุนไพรที่ช่วยดับคาวปลาลงไปพวกตะไคร้ใบมะกรูด แล้วเอาปลาที่เหลือหนึ่งตัวลงไป ปลาใกล้สุกเธอก็ปรุงรสด้วยเกลือผงปรุงรส แค่นี้ก็อร่อยแล้วก็ยกลงจากเตา

อาหารทุกอย่างเสร็จแล้วแต่ลืมหุงข้าว ตายแล้ว! เธอลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไงเนี่ย เฮ้อ! ก็นะเกิดมาก็มีแต่ซื้อกิน

อุ๊ย! เธอหมายถึงข้าวนะ ทุกคนอย่าคิดไปไกลล่ะ

ไม่พูดพร่ำทำเพลงซูฮวาก็จัดการหุงข้าวทันที ดีที่ทุกคนยังไม่กลับจากแปลงนา ระหว่างรอข้าวสุกเธอก็ไปอาบน้ำเพราะอยู่หน้าเตาไฟแล้วเหงื่อออกเหนียวตัวไปหมดแล้ว

เธอเข้าไปหยิบเอาเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวในห้องนอน จากนั้นก็ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ 5 นาที ก็เสร็จเพราะไม่ได้สระผม

ระหว่างทางเธอก็เดินไปดูแปลงผักว่ามันเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่า

“ว้าว! ผักมันต้นใหญ่ใบเขียวสดขึ้นกว่าเดิน แสดงว่ามันได้ผลแล้วยิ่งแปลงที่สามดูเปลี่ยนแปลงกว่าใครเพื่อนเพราะน่าจะได้น้ำวิเศษที่เข้มข้นมากกว่าแปลงอื่น”

เธอรู้แบบนั้นก็ยิ่งดีใจเข้าไปอีกเพราะความคิดที่จะปลูกผักผลไม้ทำสวนแล้วเป็นครอบครัวหมื่นหยวนใกล้เข้ามาอีกขั้นหนึ่งแล้ว

ซูฮวาเก็บความดีใจไว้ไม่มิดเพราะตอนนี้มันแสดงออกมาทางสีหน้าของเธอจนหมดแล้ว ใครที่เห็นหน้าเธอตอนนี้ก็ต้องอยากรู้แน่ว่ามีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นหรือเปล่า

เธอเดินฮัมเพลงไปตลอดทางที่เดินเข้าไปในห้อง จนไม่ทันเห็นว่าทุกคนกลับมาจากแปลงนากันแล้ว

แม่หลินมองลูกสะใภ้ที่ดูอารมณ์ดีจนเหมือนคนบ้า ก็มีสีหน้าไม่ชอบใจ

เฮ่าเฉินมองภรรยาของตนเองด้วยสายตางุนงง ไม่รู้ว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นหรือเปล่า เขาเดินตามภรรยาเข้าไปในห้อง พ่อหลินกับแม่หลินก็แยกย้ายเข้าห้องของตัวเอง

เด็กหญิงซูซานยังไม่กลับมาจากที่บอกว่าจะไปเก็บผักกับเพื่อน

ซูฮวาที่เดินเข้ามาโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้สามีได้เดินเข้ามาในห้อง เธอยังคงร้องเพลงอย่างมีความสุขไม่สนใจอะไร พร้อมกับเอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไว้ในตะกร้า

“ภรรยา คุณมีเรื่องอะไรดีๆ หรือครับ”

“อุ๊ย! คุณ เอ่อ…สามีคุณมาไม่ให้ซุ่มให้เสียงฉันตกใจหมดเลย คุณกลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำก่อนเถอะค่ะ”

เขามาตั้งแต่ตอนไหนกันเนี่ยไม่ใช่ว่าเห็นเธอทำตัวบ้าๆ บอๆ หมดแล้วหรอ อ๊าย! ขายขี้หน้ามากไม่น่าดีใจจนเกินไปเลย!

“ครับ งั้นผมไปอาบน้ำก่อนดีกว่า” เฮ่าเฉินพูดจบก็หยิบเสื้อผ้าแล้วเดินออกไป

ซูฮวามองตามหลังสามีของเจ้าของร่างที่ต่อไปจะเป็นสามีของเธอ ไม่รู้ว่าเขาจะจับได้ว่าเธอไม่ใช่ภรรยาของเขาหรือเปล่า แต่จะว่าไปเขาก็หน้าตาดีเหมือนกันนะเนี่ย

บ้าเอ้ย! คิดบ้าอะไรของเธอกันเนี่ย

เธอไล่ความคิดบ้าๆ ออกจากหัว ก่อนจะเดินเข้าห้องครัวไปเตรียมอาหารเย็นขึ้นโต๊ะ พอดีกับที่เด็กทั้งสองคนกลับมาบ้าน

เธอไล่ให้พวกเขาไปอาบน้ำกับพ่อของเขาทันที แล้วกลับมาเตรียมอาหารต่อ ข้าวสุกเธอก็ยกลงจากเตา

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...