โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นราพัฒน์ ผู้ท้าชิงหัวหน้า ปชป. ขอเวลาปีครึ่ง รื้อพรรคให้ทันสมัย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ส.ค. 2566 เวลา 04.32 น. • เผยแพร่ 26 ส.ค. 2566 เวลา 04.32 น.
นราพัฒน์ แก้วทอง

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ปิยะ สารสุวรรณ

ศึกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 เป็นการ “วัดกำลัง” ของ “กลุ่มอำนาจเก่า” ที่มี “อดีตหัวหน้าพรรค” ผนึกกำลังไม่ให้ถูก “กลุ่มอำนาจใหม่” ยึดพรรค

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นราพัฒน์ แก้วทอง” แคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 เขาประกาศขอเป็น “ข้อกลาง” ประสานขั้วอำนาจเก่า-ใหม่ ปฏิบัติภารกิจรื้อข้อบังคับ-โครงสร้างอำนาจเก่าภายในเวลา 1 ปีครึ่งและส่งไม้ต่อ

1 ปีครึ่งคืนอำนาจ-ไม่ยึดพรรค

นราพัฒน์ เสียงดังฟังชัดว่า “ประชาธิปัตย์ถึงเวลาต้องเปลี่ยน ผมถึงขายปีครึ่ง ผมไม่มีเจตนาที่จะยึดพรรค แต่พวกผมมีเจตนาที่จะเปลี่ยนพรรค ผมต้องการเปลี่ยนให้พรรคทันสมัย ระดมสมองทั้งคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่”

“การเปลี่ยนแปลงในพรรค หรือทำให้พรรคเป็นความหวังกับประชาชน เหมือนตัวสินค้า ตลาดมีความต้องการอะไรใหม่ ๆ ถ้าเรายังเป็นของเก่า ไม่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย เราก็ขายไม่ได้ ตลาดก็ไม่ใช่ของเรา เราก็จะเล็กลงเรื่อย ๆ”

วันนี้ต้องตลาดนำ แต่เราไม่ขายของแบบตามใจตลาดจนหลอกลวง เรายังมีความเป็นสถาบันของเรา ขายของให้ตรงกับความต้องการ คงรักษาอุดมการณ์ รูปลักษณ์ที่สร้างความน่าเชื่อถือ ปรับให้ทัชกับตลาด ผมว่าไปได้

แชร์ก้าวไกล 7 ล้านเสียง

คนที่เลือกสีส้ม เขาต้องการเปลี่ยนแปลง แต่สีส้มเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สุดโต่ง ประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน ถ้าเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามากำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงของประเทศ ไม่สุดโต่ง ไม่ล้มล้าง เขาก็ต้องเลือกสีฟ้า

“ไม่แน่ 14 ล้านเสียงของพรรคก้าวไกล อาจจะกลับมาอยู่กับเรา 7 ล้านเสียงก็เป็นไปได้ ถ้าประชาธิปัตย์แข่งกับตัวเอง ทำให้ตัวเองโดดเด่น ทำตัวเองให้เป็นทางเลือก ทำตัวเองให้เป็นความหวัง”

ข้อกลางเชื่อมขั้วอำนาจเก่า-ใหม่

ปรากฏการณ์องค์ประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่-ล้มเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 สองครั้ง สะท้อนให้เห็นการชิงไหว-ชิงพริบ และเกมการเมืองภายในพรรคเก่าแก่ เขาเรียกร้องให้คิดถึงพรรคมาก

“กก.บห.มีวาระ 4 ปี ไม่ได้ 4 ปีนี้ 4 ปีหน้าก็มีโอกาส ผมประกาศจะอยู่ไปปีครึ่ง เป็นข้อกลางเชื่อมคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสามัคคี และทำตามที่อดีตหัวหน้าพรรคหลายคนพูดว่า พรรคต้องมีเอกภาพถึงจะชนะได้”

ผมจะรื้อโครงสร้าง ปรับปรุงระเบียบข้อบังคับของพรรคให้ทันสมัย เปิดกว้าง เป็นกลาง และเป็นธรรมกับทุกคน ยุติความขัดแย้ง ให้กลับเข้ามาร่วมเป็นองค์ประชุม และเดินหน้าเลือกหัวหน้าพรรค

นราพัฒน์คิดว่าเหตุผลที่เขาเป็น “คนที่ถูกเลือก” คือตลอด 20 ปีที่อยู่กับประชาธิปัตย์-เป็น สส.ตั้งแต่ปี 2544 “ผมค่อนข้างจะเป็นกลาง ๆ เป็นคนทำงานให้พรรคอยู่เงียบ ๆ ข้างหลัง”

เขาจึงถูกทาบทามจากผู้นำ-ทำงานกับบุคคลสำคัญของพรรค ตั้งแต่เป็นรองเลขาธิการพรรคสมัยที่ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ-นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นเลขาธิการพรรค และรองหัวหน้าพรรคในยุคนายจุรินทร์ หัวหน้าพรรคคนที่ 8

“ตอนนั้นผมสนับสนุนท่านพีระพันธุ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ท่าน (จุรินทร์) บอกไม่เป็นไร ถ้าพี่ชนะตุ้มต้องมาช่วยงานพี่ ผมก็บอกแล้วแต่พี่แล้วกัน ท่านจุรินทร์ชนะ ผมก็มาทำงานด้วย มาเป็นรองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคเหนือ”

“ผมเป็นคนจัดสมัชชาคนจน 3,000 คน ที่เมืองทองธานีให้กับท่านสุเทพ ทำงานกับคุณกรณ์ในฐานะทีมร่างนโยบายพรรค ใช้ผมทำงานได้ ผมไม่มีข้าง ใครเรียกใช้งานก็ทำงานให้ จึงตัดสินใจมาเป็นผม”

ขณะเดียวกัน “เดชอิศม์ ขาวทอง” ถูกวางตัวไว้เป็นเลขาธิการพรรค เพราะมีแคแร็กเตอร์เป็นสายคอนเน็กชั่น เหมือน “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และสุเทพ-เฉลิมชัย ส่วน ดร.เอ้-มาดามเดียร์ ถูกเซตเป็นรองหัวหน้าพรรค กทม.-ด้านสื่อสาร

หัวหน้าห้ามอยู่ติดเกิน 8 ปี

3 สิ่งที่จะทำเป็นไพรออริตี้แรก ถ้าเขาได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 หนึ่ง ตั้งคณะทำงานปรับโครงสร้างและแก้ข้อบังคับที่เป็นปัญหา เช่น ข้อบังคับ 70 ต่อ 30

“กรณีมี สส. 150 คน 200 คน จะโหวตแบบไหน ถ้า สส. 20 สส. 25 สส.10 คนจะโหวตแบบไหน อะไรเป็นข้อบังคับที่ใช้ได้ทุกกรณี”

สอง กำหนดวาระหัวหน้าพรรค กก.บห. อยู่ติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ หรือติดต่อกันไม่เกิน 8 ปี และ สาม การดำรงตำแหน่งไม่ต้องเป็นสมาชิกติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี อาจจะ 2 ปี 3 ปี หรือยกเลิกไปเลย

นราพัฒน์ ขอเวลาปีครึ่ง ปรับโครงสร้างและข้อบังคับ เปิดทางให้คนรุ่นใหม่ใน 2-4 ปีข้างหน้า แต่โจทย์ที่ท้าทายคือ ระบบอาวุโสในพรรคที่หยั่งรากฝังลึกจนคนรุ่นใหม่ไม่มีที่ยืน เหมือนกับกลุ่มนิวเดมที่ต้องแยกย้ายไปหาพื้นที่แสดงออก

“เกี่ยวข้องกับโครงสร้างข้อบังคับหลายเรื่อง โครงสร้างประชาธิปัตย์ไม่ได้กำหนดให้เขามีตัวตนมากนัก ถ้าไปปรับโครงสร้างให้เข้ามามีบทบาทในประชาธิปัตย์มากขึ้น อาจจะเป็นแรงดึงดูดให้เขาเข้ามามากขึ้น ไม่ใช่แค่ว่าเขาเข้ามาแล้วก็หายไป”

ใครที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารต้องมีความอาวุโส ต้องมีผลงาน โครงสร้างแบบนี้อาจจะต้องเปิดช่องทางพิเศษให้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มพิเศษ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เป็นคนเก่ง มีประสบความสำเร็จด้านต่าง ๆ เช่น ธุรกิจ แต่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง

คำปลอบใจของพรรค 77 ปี เมื่อมี “เลือดไหลออก” คือ เป็นสถาบันผลิตผู้นำทางการเมือง เขาจึงมีไอเดียตั้ง โรงเรียนการเมืองประชาธิปัตย์

“เรามีบุคลากรที่เก่ง มีประสบการณ์ที่เป็นปูชนียบุคคล เป็นพื้นที่ให้ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ มาฝึก เหมือนวัดเส้าหลิน จบออกไปแล้วต้องเก่งกาจ มี passion ในการเล่นการเมืองแบบบริสุทธิ์ สุจริต มีศีลธรรม”

“ปีครึ่งที่จะทำอาจไม่เสร็จทุกอย่าง เมื่อถึงเวลาผมคืนอำนาจให้กับสมาชิก ถ้าเขาเห็นว่าผมทำดี ทำได้ เลือกผมต่อ ผมก็จะเป็นต่อ”

เบื้องหลังแคนดิเดตหัวหน้าพรรค

นราพัฒน์ เล่าที่มา-ที่ไปที่ถูกทาบทามลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ได้คุยกับ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นห่วงพรรคจะไปยังไงต่อ ใครจะมาสานต่อ ถ้าพรรคไม่ปรับ หรือไม่มีคนใหม่ ๆ เข้ามา จะไม่มีจุดขาย

“ตุ้มเสียสละได้ไหม มาช่วยกันสร้างองค์กรแห่งนี้ให้แข็งแรงขึ้น แต่มีเงื่อนไขนะ เราต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจว่า เราไม่ได้เข้ามายึดพรรค”

เวลาปีครึ่งปรับทุกสิ่งทุกอย่างให้ลงตัวส่งมอบให้คนรุ่นใหม่ ๆ มีฝีไม้ลายมือ วันนี้พรรคต้องขยับ ถ้าพรรคไม่ขยับ ส่งไม้ต่อไม่ได้ จะถูกลืม หายไปเรื่อย ๆ

“ตุ้มอาจจะต้องเหมือนพี่ (นายเฉลิมชัย) หยุด เพราะหัวหน้าพรรคคือตำแหน่งสูงสุด ตุ้มต้องเสียสละปีครึ่ง ถ้าเกิดตุ้มทำได้ดีและคนอยากจะเลือกตุ้ม ตุ้มก็ไปต่อ แต่ถ้ามีคนที่เหมาะสมกว่าตุ้ม เราถอยกัน เราถอยออกมาและให้พรรคเดินต่อ”

“ถ้าไปต่อไม่ได้ ผมก็ต้องวางมือเหมือนท่านเลขาฯ”

เงื่อนไข 3 ข้อร่วมรัฐบาลเพื่อไทย

โจทย์หินของประชาธิปัตย์ที่ใหญ่พอกับการเลือกหัวหน้าพรรค-กู้วิกฤตพรรค คือการตัดสินใจร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลคู่แค้นอย่างเพื่อไทย

ผมถามว่า การเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ใช่ตัวตัดสินการแพ้ชนะในการเลือกตั้งเหรอ อย่าไปโทษว่าเป็นรัฐบาลหรือไม่เป็นรัฐบาล ร่วมไม่ร่วมกับใครแล้วเราจะตกต่ำลง การสื่อสารกับสมาชิกและประชาชนของเราได้ดีไม่เท่าพรรคอื่น

“เราคุ้นชินกับความรู้สึกว่า ประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน คนยังรัก คนยังเลือก คนยังชอบ ไม่ต้องพูดมาก วันนี้ไม่ใช่ วันนี้มีตัวเลือกมากขึ้น”

นราพัฒน์ บอกเหตุผล-ความจำเป็นที่ประชาธิปัตย์ต้องไปเข้าร่วมรัฐบาล หนึ่ง นำนโยบายของพรรคไปปฏิบัติ 1-3 ข้อ สอง แก้รัฐธรรมนูญยังเป็นหัวใจหลักของพรรค และ สาม ถ้ามีเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น ออกกฎหมายนิรโทษกรรม เราพร้อมจะถอนตัว

“ถ้าไม่มี เราก็ไปร่วมได้ เรามีเหตุผลเข้าร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ 3 ข้อ แล้วทำไมเพื่อไทยเราจะมี 3 ข้อไม่ได้ แต่สุดท้ายต้องไปตัดสินจากมติของพรรค”

ภายใต้ความขัดแย้งระหว่างสองขั้วในประชาธิปัตย์ ฝ่ายหนึ่ง-16 สส.แหกมติพรรค โหวตเลือก “นายกฯ เพื่อไทย” อีกฝ่ายหนึ่งแค้นฝังลึก โซลูชั่นร่วมรัฐบาล “ครึ่งพรรค” เป็นไปได้หรือไม่

“เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ สุดท้ายต้องเป็นมติพรรค ถ้าไม่ทำตามมติคุณก็ขัดมติ ข้อบังคับมี เมื่อไม่เคารพมติพรรค การโหวตนายกฯ เป็นเอกสิทธิ์ แต่โดยหลักการควรเคารพมติพรรคและเดินตาม แต่ผลกระทบแน่นอนคือการถูกตั้งคณะกรรมการสอบ”

อนาคต 16 สส.กบฏ ประชาธิปัตย์

16 สส.ประชาธิปัตย์ ชิงแหกมติโหวตเห็นชอบนายกฯเพื่อไทย-หักดิบก่อนที่ประชุมร่วม สส.กับ กก.บห.พรรค ลงมติร่วม หรือไม่ร่วมรัฐบาล แลกกับ “ใบเตือน” ไม่ใช่ “ใบแดง” ขับออกจากพรรค

16 สส. กบฏ 22 สิงหาฯ ใช้หลังพิงฝา “เอกสิทธิ์” บนทางสองแพร่ง ไม่ให้มีจุดจบเหมือนกบฏ ปชป.ที่ผ่านมา โดยมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก

ข้อบังคับพรรค ข้อที่ 123 เบา-หนัก ตำหนิ-ภาคทัณฑ์และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 6 เดือน โทษหนักที่สุด คือ การลงโทษให้พ้นจากสมาชิกภาพ

ศึกชิงหัวหน้าพรรคเก่าแก่คนที่ 9 จึงเป็น “เดิมพันสูง” ของ 16 สส. หากใช้โอกาสทองไม่สำเสร็จ หนทางสู่วิบากกรรม คือ 3 ทางที่จะต้องเจอจากมืดมิด-ทางสว่าง

ทางที่หนึ่ง เชื่อฟัง เคารพมติพรรค มีวินัยและเดินตาม และทางที่สอง ไม่เคารพมติพรรค ไม่เชื่อฟัง แต่ไม่ออกฤทธิ์ออกเดช เพื่อรอเวลาอีก 4 ปีข้างหน้าจะกลับเข้ามาหรือมาเสนอตัวใหม่ และทางที่สาม ออกจากพรรค

การแหกมติของ 16 สส.ประชาธิปัตย์ กลุ่มของนายเดชอิศม์ เห็นชอบ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี-ขาเข้าร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปแล้ว 1 ข้าง ส่งผลให้การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่เข้มข้นมากขึ้น

77 ปีพรรคประชาธิปัตย์ เกิดกบฏประชาธิปัตย์ ที่ทำให้ต้องแบ่งพรรค-แบ่งพวก ครั้งที่ต้องตัดสินใจลงเลือกตั้งหรือ “บอยคอตเลือกตั้ง” มี 1-2 คนที่ไม่เห็นด้วยแบบสุดโต่ง เช่น คุณนคร มาฉิม จึงต้องลาออกจากพรรคไป

ครั้งที่การเข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ปี’62 มีการถกเถียงกัน สุดท้ายลงมติ 61 ต่อ 16 เสียง เข้าร่วมรัฐบาล สุดท้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแสดงสปิริตลาออกไปก็เพราะไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปร่วมรัฐบาล

“ที่บอกว่าเลือดไหลออก ๆ ก็ในเมื่อไม่มีวินัย รับกันไม่ได้ก็มีอยู่สองทางเลือก หนึ่ง เดินตาม สอง ไม่เดินตาม แต่ยังรักพรรคก็อยู่เฉย ๆ ไม่ไปทิ่มแทง สุดท้าย สาม ไม่ไหวจริง ๆ ก็เดินออก”

“ผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้จะไม่เลวร้ายเลย ถ้าทุกคนมีวินัยและเคารพการตัดสินใจของมวลสมาชิกเสียงข้างมากในพรรค จะไม่มีผลกระทบเลย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...