เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Beijing Kaixing culture media co.,Ltd ( Chuangbie )
ประพันธ์โดย : 草根 Cǎogēn
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
แปลภาษาไทยโดย : So In (ศรนรินทร์ อินชุม)
ในโลกที่พลังแห่งลมปราณคือทุกสิ่ง และระดับขั้นการฝึกยุทธ์คือทุกอย่าง เมื่อผู้เป็นบิดาทำภารกิจผิดพลาด
ทำให้ “เมิ่งฝาน” และมารดา “ซินหลัน” ต้องโดนขับออกจากตระกูลเมิ่งและพรรคเหมันต์สวรรค์ในทันที
ซ้ำร้าย ซินหลันผู้เป็นมารดายังโดนพี่ชายของตนผู้เป็นผู้นำพรรคเหมันต์สวรรค์ทำร้าย
ด้วยฤทธาแห่งปราณน้ำแข็ง จึงทำให้นางกลายเป็นโรค “หานซาง” ที่จะรู้สึกหนาวเหน็บตลอดไปจนวันตาย…
หากไร้สมุนไพรวิเศษคอยยื้อชีวิตคงได้ตายตกไปแล้ว
.
เมื่ออาการเริ่มหนัก สมุนไพรวิเศษขาดแคลน เมิ่งฝานที่แม้พลังปราณจะไม่ได้แกร่งอะไร
ก็ได้ตัดสินใจขึ้นสู่เขาแห่งสัตว์อสูรเพื่อตามหาสมุนไพรวิเศษ
แม้จะเป็นที่อันตรายที่เสี่ยงตายทุกขณะ แต่ด้วยโชคชะตาเมิ่งฝานจึงได้พบสมุนไพรวิเศษ และ ”ลูกปัดวิเศษ”
ที่ช่วยให้หนทางฝึกยุทธของเขาส่องสว่างพร้อมพลิกชะตาให้สนั่นไปทั่วผืนฟ้า!
.
แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
หนุ่มน้อยแห่งอูเจิ้น
ขุนเขาสูงใหญ่สายธารสวยใส เทือกเขาที่ทอดยาวไปตามผืนดินเสมือนมังกรขนาดยักษ์ที่นอนหมอบอยู่บนโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน ความยาวที่ทอดไกลออกไปหลายพันลี้และความเขียวขจีที่ประจักษ์แก่สายตาทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย ดังนั้นเทือกเขานี้จึงถูกเรียกว่าเทือกเขาชิงหลง
ณ สถานที่อันเป็นช่องว่างระหว่างชายเขาคือที่ตั้งของหมู่บ้านขนาดเล็กที่ชื่อว่าอูเจิ้นตั้งอยู่บริเวณเขตแนวชายเขาริมลำธาร เมื่อทอดสายตามองออกไปไกลๆ จะเห็นกลุ่มควันและไอน้ำสอดสลับอยู่ในอากาศเหนือหมู่บ้านที่มีจำนวนครัวเรือนพันกว่าหลังคาเรือน นับว่าเป็นหมู่บ้านที่ร่ำรวยอยู่เหมือนกัน
“เจ็บชะมัด!”
เสียงพึมพำดังขึ้นท่ามกลางหมู่บ้านอูเจิ้นเจ้าของเสียงนั้นก็คือเด็กหนุ่มที่มีอายุราวสิบห้าสิบหกปี เขาสวมชุดสีเขียวครามและมีใบหน้าที่หล่อเหลา ทว่าในตอนนี้ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นกลับมีความเจ็บปวดปรากฏขึ้นมา การที่เขาใช้มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกตนเองพร้อมทั้งเดินกะเผลกกลับบ้านบ่งบอกว่ากำลังบาดเจ็บ
เมื่อมาถึงหน้าห้องที่แสนจะธรรมดา เมิ่งฝานก็หยุดชะงักแล้วมองไปยังบ้านที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นด้วยสีหน้าที่ลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็รีบจัดแจงเสื้อผ้าบนตัวเพราะกลัวว่าจะเปิดเผยร่องรอยใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
“เหลยเทา เจ้าคอยดูเถอะ สักวันหนึ่ง…ข้าเมิ่งฝานผู้นี้จะต้องจัดการเจ้าให้เละเหมือนหมูตัวหนึ่ง!”
เมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เมิ่งฝานก็เผยสีหน้าแสดงความคับแค้นใจ
ในขณะที่กำลังเดินทางกลับจากการฝึกตนนั้น เมิ่งฝานบังเอิญเจอกับเหลยเทาผู้เป็นคู่ปรับกับตนเองมาตั้งแต่เด็ก ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันพลังของอีกฝ่ายก็พัฒนาขึ้นไปถึงขั้นฝึกกายาระดับห้าโดยที่เมิ่งฝานคาดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อย ทั้งมีพละกำลังที่แข็งแกร่งซ้ำยังรวมกลุ่มกับเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันอีกจำนวนหนึ่งเพื่อหัวเราะเยาะเมิ่งฝาน
เด็กหนุ่มผู้ถูกกระทำเป็นเพียงเด็กน้อยที่มีอายุเพียงสิบห้าปี เมื่อโกรธจนควบคุมตนเองไม่ได้จึงเกิดการทะเลาะวิวาทแล้วลงไม้ลงมือต่อเหลยเทาและคนอื่นๆ เมิ่งฝานมีพลังอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับสองเท่านั้น เขาจะต่อกรกับผู้ที่อยู่ในระดับสูงกว่าตนเองถึงสามระดับอย่างเหลยเทาได้อย่างไร อีกฝ่ายใช้ฝ่ามือจู่โจมเข้าที่หน้าอกของเด็กหนุ่มเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เกิดรอยฟกช้ำขึ้นที่หน้าอกของเมิ่งฝานทันที
ถึงแม้จะทะเลาะจนเกิดเรื่องแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าตนเองกับเหลยเทามีพลังที่แตกต่างกันอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญพลังแห่งแผ่นดินใหญ่อันใช้เป็นตัววัดว่าใครจะแข็งแกร่งที่สุด พลังปราณ!
พลังปราณคือขุมพลังตั้งต้นของแหล่งทรัพยากรบนโลกใบนี้ ดำรงอยู่ในธรรมชาติมายาวนาน มีความเก่าแก่และไม่สูญสิ้นไป เมื่อถูกมนุษย์ผู้บำเพ็ญตนดูดซับเข้าไปในร่างกายก็จะแบ่งออกเป็นแปดขั้นพลังปราณ แต่ละขั้นมีทั้งหมดสิบระดับ ซึ่งพลังปราณทั้งแปดขั้นยังแบ่งออกเป็นตรีปราณระดับต้นและปัญจปราณระดับสูง
ตรีปราณระดับต้น ได้แก่ ขั้นฝึกกายา หลอมปราณ และเกลาวิญญาณ
ถึงแม้จะบอกว่าตรีปราณระดับต้นเป็นพื้นฐานแห่งผู้บำเพ็ญตนทั้งหลาย แต่สำหรับมนุษย์โดยทั่วไปแล้วแม้จะพยายามอย่างสุดกำลังจนสิ้นอายุขัยก็ยังไม่อาจบรรลุทั้งสามขั้นได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทะยานจากตรีปราณระดับต้นขึ้นไปยังปัญจปราณระดับสูง
เมิ่งฝานที่มีอายุสิบห้าปีผู้นี้ก็อยู่ในขั้นฝึกกายาระดับสองซึ่งถือเป็นขั้นพื้นฐานแห่งพลังปราณในการฝึกฝนร่างกายและแขนงปราณ หลังจากที่จัดแจงเสื้อผ้าตนเองให้เรียบร้อยเมิ่งฝานก็ย่างก้าวอย่างเงียบงันเข้าไปภายในห้องที่ถูกทำความสะอาดไว้อย่างดี ภายในนั้นไม่ได้มีสิ่งของที่ล้ำค่ามีราคาอะไร แต่ก็ถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบและให้ความรู้สึกของบ้านที่อบอุ่น
แต่ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องของตนเองก็มีเสียงราบเรียบดังมาจากด้านหลัง
“หยุดอยู่ตรงนั้น เจ้าไปทำอะไรมา?”
เจ้าของเสียงคือสตรีผมยาวประบ่าวัยกลางคน ใบหน้าที่หวานหยาดเยิ้มมีรอยผิวหนังที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้ดูออกว่าเมื่อยามที่นางยังเป็นสาวแรกแย้มจะต้องเป็นสาวงามผู้หนึ่ง นางก็คือมารดาของเมิ่งฝาน
ซินหลัน!
เด็กหนุ่มหันกลับไปหามารดาแล้วยกยิ้มอย่างเก้อเขิน จากนั้นก็กล่าวเสียงเบา “ท่านแม่ ข้าเพิ่งกลับมาจากการฝึกตนขอรับ…”
ซินหลันถลึงตามองบุตรชายแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย “ออกไปฝึกตน แล้วเหตุใดร่างกายของเจ้าถึงได้เต็มไปด้วยดินโคลนซ้ำยังบาดเจ็บกลับมาแบบนี้?”
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปทันที เมื่อรู้ว่าตนเองถูกจับได้ก็ยืนอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน แม้ว่ามารดาอย่างซินหลันจะเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการบำเพ็ญพลังปราณและมีร่างกายที่อ่อนแอ แต่ในสายตาของเด็กหนุ่มอายุสิบห้าแล้วนั้น…บิดามารดาของตนเองคือผู้ที่ทรงอานุภาพดุจบัญชาแห่งสวรรค์เลยก็ว่าได้
นางดึงตัวบุตรชายมาอยู่ตรงหน้าก่อนจะเปิดเสื้อสีเขียวครามตัวนั้นออกมาดู เพียงครู่หนึ่งสีหน้าของซินหลันก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันพร้อมทั้งกัดฟันแน่น จากนั้นจึงเอายารักษาที่มีอยู่ในบ้านมาทาลงไปบนตัวของบุตรชายพลางกล่าวสั่งสอน
“แม่บอกเจ้าตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าไปมีเรื่องกับผู้อื่น เหตุใดเจ้าถึงไม่ฟัง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ทำปากจู๋ด้วยความไม่พอใจ จากนั้นก็อธิบายให้ฟัง “ข้าไม่ยอม เจ้าเหลยเทาคนนั้นร้ายกาจจะตายไป นอกจากจะเหยียดหยามข้าแล้วมันก็ยังบอกอีกว่า…บอกว่าข้าเป็นเด็กไม่มีพ่อ!”
เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบผู้เป็นมารดาก็ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าของนางปรากฏความหม่นหมอง ในขณะที่ทายาลงบนร่างของเมิ่งฝานอย่างเบามือจึงกล่าวว่า “แม่บอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร ว่าอย่าไปสนใจคำพูดของผู้อื่น ขอแค่เจ้าตั้งใจบำเพ็ญพลังปราณของตนเองก็พอแล้ว รู้หรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของมารดาเปลี่ยนไปเมิ่งฝานก็รู้ทันทีว่าตัวเองได้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา เขาได้แต่แลบลิ้นเล็กน้อยแล้วไม่ได้เอ่ยปากอีกต่อไป หลังจากที่ทายารักษาให้กับเมิ่งฝานจนเสร็จซินหลันก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดเสียงเบา “ช่วงนี้เจ้าก็อย่าไปซุกซนที่ไหนแล้วกัน อีกประเดี๋ยวแม่จะเอาเหอโส่วไปทำยามาให้เจ้า!”
เหอโส่ว คือหนึ่งในพืชวิเศษระดับหนึ่งอันเป็นสมุนไพรที่ธรรมดาที่สุด
เมิ่งฝานรู้ดีว่าบรรดาพืชวิเศษของพิภพสวรรค์แห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นเก้าระดับ ซึ่งเมื่อระดับของมันเพิ่มขึ้นสรรพคุณของตัวยาก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว พืชวิเศษระดับหนึ่งใช่ว่าจะหาได้ยาก แต่สำหรับซินหลันที่ไม่รู้เรื่องราวของการบำเพ็ญตนมันกลับเป็นสิ่งที่ล้ำค่าอย่างมาก
ไม่ว่าพืชสมุนไพรตัวใดก็สามารถทำให้การไหลเวียนของพลังในแขนงปราณของผู้บำเพ็ญตนราบรื่นยิ่งกว่าเดิม ทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญพลังปราณสูงขึ้นกว่าเดิม สาเหตุที่ทำให้เมิ่งฝานตามไม่ทันผู้อื่นนั้นไม่ใช่เพราะเขาไม่ขยันหมั่นบำเพ็ญตน กลับกันเขาใช้เวลาในการบำเพ็ญตนมากกว่าผู้อื่นถึงสองเท่าเสียด้วยซ้ำไป
ความจริงแล้วความแตกต่างของเขากับผู้อื่นก็คือเรื่องของพืชวิเศษ บิดาของเหลยเทาและเพื่อนทั้งหลายต่างเป็นคนระดับสูงทั้งนั้น แม้ว่าจะไม่มีของล้ำค่าอะไรมากนักแต่ก็ไม่มีปัญหาในการหาพืชวิเศษระดับสองมาให้บุตรของตน ด้วยเหตุนี้เหลยเทาจึงก้าวขึ้นเป็นผู้ฝึกตนขั้นฝึกกายาระดับห้าได้อย่างรวดเร็ว
แต่วิธีในการได้รับพืชวิเศษของบ้านเมิ่งฝานมีแค่วิธีเดียว นั่นคืออาศัยการแจกจ่ายของหมู่บ้านที่มอบให้แต่ละครัวเรือนในทุกๆ เดือน แต่อย่างมากก็ได้รับมาเพียงเดือนละสองต้น ถึงขั้นที่บางครั้งหากเหล่ากองกำลังคุ้มกันหมู่บ้านได้รับของมาไม่มากเท่าที่ควร ในเดือนนั้นก็อาจจะไม่ได้รับเลยสักต้น เช่นนี้เมิ่งฝานจึงด้อยกว่าเด็กคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน
เมื่อได้ยินซินหลันพูดเช่นนั้นเด็กหนุ่มก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจ “ท่านแม่ เหอโส่วของบ้านเรายังเหลืออีกมากหรือขอรับ อาการป่วยของท่าน…”
“อาการของแม่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เจ้าเอาไปใช้ก่อนเถอะ อย่าลืมสิว่าเจ้าจะต้องบำเพ็ญตน” ซินหลันกล่าวพลางยิ้มอย่างอบอุ่น แต่เมื่อนางพูดจบก็อดไม่ได้ที่จะไอออกมาหลายครั้ง ยกมือขึ้นมาปิดปาตนเองแล้วไอต่อไม่หยุดจนร่างกายสั่นเทา
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
.
แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
ลงมือทันทีที่ตัดสินใจ
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปในทันใด เขารู้มาตลอดว่ามารดาเป็นโรคหานซาง ซึ่งมันก็คือโรคที่มีไอความเย็นอยู่ในตัวและไม่สลายไป เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้ทันที
แค่กแค่ก!
เมื่อซินหลันคลายมือออกก็พบว่าในมือของนางเต็มไปด้วยเลือด เมื่อเมิ่งฝานเห็นว่ามันคือเลือดสดๆ ของมารดาพลันรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมาที่ศีรษะ เขากัดฟันแน่น นึกไม่ถึงเลยว่าโรคหานซางของมารดาจะรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว
“ท่านแม่ ข้าจะไปต้มเหอโส่วมาให้ท่าน!”
เมิ่งฝานพยุงมารดาให้นั่งลงแล้วจึงรีบไปหาวัตถุดิบในครัว
สิ่งที่สามารถบรรเทาโรคหานซางของซินหลันได้ก็คือยาต้มพืชวิเศษ สรรพคุณของมันไม่เพียงช่วยทำให้เส้นแขนงปราณไหลเวียนได้ดีกว่าเดิม ทั้งยังสามารถระงับไอเย็นได้อีกด้วย แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานเมิ่งฝานก็พบว่าในบ้านของเขาเหลือเหอโส่วอยู่เพียงต้นเดียวเท่านั้น เขาจึงหันไปมองมารดาอย่างชะงักงัน
เมิ่งฝานนึกไม่ถึงว่าเหอโส่วจะเหลืออยู่เพียงต้นเดียว แต่มารดาก็ยังคิดจะนำมันมาเป็นยาให้เขาแล้วตนเองก็ยอมทนต่อความหนาวเหน็บของโรคหานซางแทน เมื่อคิดได้เช่นนั้นดวงตาของเมิ่งฝานจึงแดงก่ำไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยอะไรออกไป
ซินหลันเห็นท่าทีของเมิ่งฝานเช่นนี้แล้วจึงคลี่ยิ้มออกมา นางลูบศีรษะของเมิ่งฝานพลางเอ่ยเสียงเบา
“ไม่ต้องห่วง แม่ไม่เป็นไร เหอโส่วต้นนี้เจ้านำไปต้มกินเถิด อย่าลืมสิว่าเจ้ายังต้องบำเพ็ญตนต่อไป เจ้าเป็นเสาหลักของบ้าน แม่ยังทนไหว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่น เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแต่พยุงมารดาเข้าไปในห้องของตนเอง ทว่าในตอนที่เมิ่งฝานหันหลังเดินออกมากลับเผยแววตาแห่งความโกรธแค้นขึ้นที่นัยน์ตาทั้งคู่ก่อนจะหายไป
เดิมทีแล้วบ้านตระกูลเมิ่งไม่ได้อยู่ในอูเจิ้น แต่อยู่ที่เขาเทียนหานซึ่งตั้งอยู่ไกลจากเทือกเขาชิงหลงออกไปหลายพันลี้ อยู่ในพรรคเหมันต์สวรรค์!
ที่นั่นมีพรรคใหญ่เลิศล้ำอยู่พรรคหนึ่ง เล่ากันว่าผู้บำเพ็ญตนที่แข็งแกร่งของที่นั่นเพียงผู้เดียวก็สามารถทำให้ฟ้าฟื้นแผ่นดินพลิก ขยับผืนนภา พลิกปฐพีด้วยมือเปล่า หนึ่งกระบี่ตัดขุนเขา
ส่วนบิดาของเมิ่งฝานก็เคยเป็นหนึ่งในคนของพรรคเหมันต์สวรรค์ ยามนั้นเมิ่งฝานเพิ่งจะมีอายุได้เพียงห้าขวบ อาศัยอยู่ในพรรคนี้ด้วยชีวิตที่นับว่าไม่เลวทีเดียว
ตอนนั้นบิดาของเมิ่งฝานอย่างเมิ่งชางก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลเมิ่งแห่งพรรคเหมันต์สวรรค์ เขาใช้กำลังของตนเองเพียงผู้เดียวในการทำให้ตระกูลเมิ่งแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ขึ้นจนได้เข้าไปอยู่ในพรรคเหมันต์สวรรค์ เมื่อเมิ่งชางแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ขึ้นตระกูลเมิ่งก็รุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว กลายเป็นพันธมิตรที่สำคัญและแข็งแกร่งของพรรคเหมันต์สวรรค์
กระทั่งมาถึงวันที่ทำให้ตระกูลเมิ่งต้องเปลี่ยนไป ในขณะที่เมิ่งชางปฏิบัติภารกิจของพรรคกลับตัดสินใจผิดพลาดและก่อความผิดครั้งใหญ่ที่ไม่เพียงแต่ทำให้ภารกิจนั้นล้มเหลวแต่ยังทำให้ผู้ที่เข้าร่วมภารกิจครั้งนั้นล้มตายทั้งหมด รวมถึงตัวของเมิ่งชางเองด้วย
การปฏิบัติภารกิจครั้งนั้นทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมหาศาลซึ่งต่อให้พรรคเหมันต์สวรรค์จะเดือดดาลเป็นอย่างมากแต่ก็ไม่อาจทำอันใดเมิ่งชางที่ตายไปแล้วได้ จึงมาลงกับซินหลันและเมิ่งฝานที่เพิ่งจะมีอายุได้เพียงห้าขวบด้วยการขับไล่ออกจากพรรคเหมันต์สวรรค์แทน
ซินหลันพาลูกน้อยของตนเองกลับไปยังตระกูลเมิ่งซึ่งเป็นบ้านของญาติสนิท ทว่าสิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือคนของตระกูลเมิ่งที่เคยเคารพนบนอบล้วนแต่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะต้องการที่จะประจบพรรคเหมันต์สวรรค์ จึงกลับกลายเป็นผู้ที่จ้องจะหาเรื่องพวกเขาแทน
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือทรัพย์สินชิ้นใด ตระกูลเมิ่งก็แย่งชิงกลับไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือไว้ให้เมิ่งฝานแม้แต่ชิ้นเดียว
เพื่ออนาคตในการบำเพ็ญตนของเมิ่งฝานแล้วนั้น ซินหลันที่เจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งหัวใจจำต้องไปคุกเข่าหน้าบ้านตระกูลเมิ่งเพื่ออ้อนวอน ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมานั้นกลับเป็นฝ่ามือของเมิ่งเทียนเซิงผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของเมิ่งชางที่รับตำแหน่งประมุขแห่งตระกูลในยามนั้น ทั้งยังขับไล่พวกเขาทั้งสองออกมาพร้อมทั้งกล่าวย้ำว่าหากทั้งสองยังคิดอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลเมิ่งในเมืองซ่างจิงจะสังหารทันที
ด้วยเหตุนี้ซินหลันที่ไร้ซึ่งพลังใดๆ จำต้องพาลูกน้อยอย่างเมิ่งฝานหลบออกมาให้ไกล กระทั่งมาถึงอูเจิ้นซึ่งห่างจากถิ่นดินแดนเดิมกว่าหลายพันลี้แล้วตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นี่
เมื่อฝ่ามือของผู้ที่ฝึกฝนพลังปราณธาตุน้ำแข็งมานานหลายปีฟาดลงบนร่างของคนธรรมดา ถึงแม้ว่าซินหลันจะไม่ถึงตายแต่ก็ทำให้นางกลายเป็นโรคหานซางนับแต่นั้นมา ความเจ็บปวดจากความหนาวเย็นในยามราตรีทำให้ซินหลันพลิกตัวไปมาด้วยความเจ็บปวดจนถึงขั้นที่คิดจะฆ่าตัวตาย แต่เพื่อเมิ่งฝานตัวน้อยๆ จึงทำให้นางอดทนมาจนถึงทุกวันนี้
“พรรคเหมันต์สวรรค์! ตระกูลเมิ่ง!”
ทุกยามที่คิดถึงสองชื่อนี้ก็ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาในทันใด นัยน์ตาก็คับคั่งไปด้วยความดุดัน
ความมืดมิดค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมอูเจิ้นอย่างช้าๆ จันทร์เสี้ยวลอยตระหง่านกลางผืนนภา
เมิ่งฝานนอนอยู่บนเตียงขนาดเล็กแต่ก็หลับไม่ลง ด้วยเขารู้ดีว่าหากซินหลันไอออกมาเป็นเลือดย่อมหมายความว่าโรคนั้นรุนแรงขึ้นกว่าเดิม จำเป็นต้องใช้พืชวิเศษที่ล้ำค่าเท่านั้นจึงจะสามารถระงับเอาไว้ได้ มิเช่นนั้นก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่เหมือนตายทั้งเป็น จนถึงขั้นที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต
แต่เหอโส่วที่มีอยู่เพียงต้นเดียวในยามนี้มันพอเสียที่ไหน!
ทว่าสำหรับบ้านของเมิ่งฝานยามนี้แล้วนั้น หากต้องการพืชวิเศษระดับหนึ่งมาเพิ่มอีกต้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมิ่งฝานครุ่นคิดพลางขมวดคิ้วเข้มด้วยรู้ว่าไม่อาจรอให้หมู่บ้านนำมาแจกจ่ายได้อีกแล้ว ลำพังแค่พืชวิเศษระดับหนึ่งบ้านเขายังต้องรอให้หมู่บ้านนำมาแจก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพืชวิเศษที่อยู่ในระดับสองขึ้นไปเลย!
เด็กหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างท่ามกลางความมืดมิดดวงตาคู่นั้นก็วาวโรจน์ขึ้นในทันที ความลึกลับในยามราตรีทำให้เมิ่งฝานลุกขึ้นนั่งอย่างอดไม่ได้ เขาถอนหายใจเสียงยาวแต่ก็คล้ายกับว่าตัดสินใจอะไรได้บางอย่าง
พึมพำออกมาเสียงเบา “คงต้องทำเช่นนี้แล้วล่ะ ท่านพ่อเคยบอกเอาไว้ว่าเกิดเป็นบุรุษ…ตัดสินใจทำสิ่งใดแล้วก็ต้องลงมือทันที ผิดก็ให้มันผิดไป!”
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
.
แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
ขึ้นเขาเอาพืชวิเศษ
ยามราตรีอันเงียบสงัดคือช่วงเวลาที่ทุกพื้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ไม่ไกลจากหมู่บ้านอูเจิ้นมีภูเขาลูกใหญ่นามว่า ‘เขาเยียนหลาง’ ตั้งตระหง่านอยู่ และยามนี้มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงปากทางขึ้นเขา
เมื่อแสงจันทร์สาดส่องจึงพบว่านั่นคือใบหน้าเล็กๆ ของเมิ่งฝานนั่นเอง เขากัดฟันแน่นแล้วก้าวเดินมาถึงที่นี่อย่างใจเย็น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขากำลังลังเลใจ
เขาเยียนหลางแห่งนี้คือหนึ่งในขุนเขาที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาชิงหลง หากเดินเข้าไปในป่าลึกก็จะพบกับสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน เล่ากันว่าข้างในนั้นคือที่อยู่อาศัยของสิ่งที่เป็นปรปักษ์กับผู้บำเพ็ญพลังปราณ สัตว์อสูร!
และสิ่งที่อยู่ปากทางขึ้นเขาเบื้องหน้าเมิ่งฝานในตอนนี้ก็คือป้ายหินขนาดใหญ่ยักษ์ ที่สลักอักษรคำว่า ‘ห้ามเข้า’ เอาไว้บนนั้น!
หมู่บ้านอูเจิ้นที่เมิ่งฝานอาศัยอยู่นั้น ดำรงอยู่และสืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน มีกฎระเบียบที่เก่าแก่โบราณ และการห้ามผู้ที่ไม่ใช่ผู้คุ้มกันหมู่บ้านเข้าไปภายในเขาเยียนหลางก็ถือเป็นหนึ่งในกฎที่เข้มงวดที่สุด
กฎดังกล่าวทางหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้ใดบุกรุกเข้าไปในผืนป่าซึ่งอาจถูกสัตว์อสูรทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต แต่ความจริงแล้วทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าเรื่องที่สำคัญไปกว่านั้นคือเพื่อไม่ให้พืชวิเศษที่อยู่ภายในเขาแห่งนี้สูญหาย
เพราะถึงแม้ว่าภายในเขาเยียนหลางแห่งนี้จะมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ แต่ก็มีพืชวิเศษที่ให้ผู้บำเพ็ญพลังปราณตาลุกวาวอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งพืชวิเศษเหล่านี้จะถูกนำออกมาโดยผู้คุ้มกันหมู่บ้าน
ทว่าต่อให้เป็นผู้ที่มากความสามารถอย่างกองกำลังคุ้มกันหมู่บ้านก็ทำได้เพียงตระเวนอยู่รอบนอกเขาเยียนหลางเท่านั้น ไม่มีความกล้ามากพอที่จะเข้าไปด้านใน เพราะด้านในนั้นถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่งยวดของเทือกเขาชิงหลง ไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าพวกเขาจะบังเอิญไปล่วงเกินผู้ทรงพลังที่ด้านในหรือไม่ ดังนั้นการแสวงหาพืชวิเศษจึงมีข้อจำกัด
แต่หนทางเดียวที่เมิ่งฝานคิดได้ในยามนี้ก็คืออาศัยช่วงเวลายามราตรีเพื่อบุกเข้าไปด้านในเขาเยียนหลาง แล้วดูว่าจะสามารถตามหาพืชวิเศษมาสักต้นได้หรือไม่
แม้จะเป็นเพียงพืชวิเศษระดับหนึ่งก็ยังสามารถชะลอและบรรเทาโรคหานซางของซินหลันไปได้ช่วงหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานลังเลก็คือผลของการทำผิดกฎของหมู่บ้านนั้นร้ายแรงยิ่ง ผู้ที่ลักลอบเข้าไปในเขาเยียนหลางคราก่อนถูกจับได้แล้วถูกโบยอย่างหนักถึงห้าสิบที
เมื่อนึกถึงภาพของไม้ขนาดใหญ่ที่โบยลงมาบนร่าง ใบหน้าของเมิ่งฝานก็ปรากฎความลังเลและเคร่งเครียด ผู้ที่ถูกทำโทษครั้งก่อนเป็นผู้ใหญ่ยังถูกโบยจนเนื้อแตกเลือดไหลนอง แล้วคนที่ยังเป็นเพียงเด็กอย่างเขาอาจถึงกับต้องพิการเลยก็ว่าได้
ครั้นคิดถึงมารดาที่ต้องทนทุกข์กับโรคหานซางอยู่ที่บ้าน เมิ่งฝานจึงกัดฟันแน่นแล้วก้าวเข้าไปในผืนป่ามืดที่มืดครึ้มกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมืดจนแทบมองไม่เห็นอันใด
ทางขึ้นเขาที่มืดมิดเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้ารกครึ้ม มีแสงจันทร์เล็ดลอดผ่านกิ่งไม้ที่สอดสลับลงมาให้ความสว่างยังเบื้องล่างอยู่เป็นครั้งคราว มันเป็นเส้นทางที่ลาดชันหรืออาจบอกว่าไม่มีถนนเลยก็ว่าได้ การเดินทางครั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วล้วนแต่ต้องอาศัยความรู้สึกของตนเองเท่านั้น
เมิ่งฝานได้แต่อาศัยแสงจันทร์ที่ริบหรี่ในการก้าวเดิน หากจะบอกว่าไม่รู้สึกหวาดกลัวในยามที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดเช่นนี้ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่เมิ่งฝานก็กัดฟันแน่นแล้วพยายามทำให้ตนเองมีสติที่สุด
ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่จากตระกูลทำให้เมิ่งฝานรู้ว่าต้องช่วยแบ่งเบาภาระของมารดาตั้งแต่จำความได้ ดังนั้นเขาจึงมีความอดทนมากกว่าผู้อื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน
ซู่ ซู่~~~~
อยู่ๆ ก็มีสายลมพัดปลิวผ่านไปอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางความมืดมิดนี้มีเพียงเสียงก้าวเดินของเมิ่งฝานและเสียงยอดไม้ที่พลิ้วไหวไปตามแรงลมเท่านั้น ขณะเดียวกันเขาก็มองไปรอบตัวเพื่อพยายามหาพืชวิเศษที่เหล่าผู้คุ้มกันหมู่บ้านไม่ทันได้สังเกต
ยามนี้เมิ่งฝานไม่กล้าประมาทแม้เพียงเสี้ยววินาที เพราะในเขาเยียนหลางแห่งนี้คือสถานที่ที่ไม่ว่าสิ่งใดก็เกิดขึ้นได้ ต่อให้ผู้ที่เข้ามาที่นี่จะเป็นผู้บำเพ็ญตนขั้นเกลาวิญญาณก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถกลับออกไปได้
ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามเมิ่งฝานก็รู้สึกหมดหวังเล็กน้อย ยามนี้เขาได้เข้ามาในจุดที่ลึกที่สุดของรอบนอกเขาเยียนหลางแล้วแต่กลับไม่พบแม้แต่พืชวิเศษระดับหนึ่ง เช่นนี้พืชวิเศษอันล้ำค่าก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ใบหน้าเล็กเคร่งขรึมขึ้นในทันที พลางเอ่ยอย่างจนปัญญา
“หึ คิดไม่ผิดเลยว่าพืชวิเศษคือสิ่งที่ตามหาได้ยาก ดูเหมือนว่าพืชวิเศษรอบนอกคงจะถูกพวกผู้คุ้มกันหมู่บ้านเก็บไปจนหมดแล้ว คงต้องเข้าไปในจุดที่ลึกกว่าเดิมแล้ว!”
เมื่อคิดได้เช่นนี้เมิ่งฝานก็สูดหายใจเพื่อให้จนเองใจกล้ายิ่งกว่าเดิม จากนั้นจึงปีนขึ้นไปบนหน้าผาราวกับชะนีตัวหนึ่ง
ทว่ายิ่งปีนตามทางขึ้นเขาที่เก่าแก่แห่งนี้ขึ้นไปสูงเท่าใดก็ยิ่งลาดชันขึ้นเท่านั้น ความมืดมิดรอบด้านยิ่งทำให้เมิ่งฝานไม่อาจทำสิ่งใดได้สะดวก ดังนั้นเพียงไม่นานบนร่างของเด็กหนุ่มจึงมีบาดแผลที่เกิดจากคมหินบนหน้าผาหลายจุด
เมิ่งฝานขมวดคิ้วเข้ม เขาเสี่ยงอันตรายมาถึงเพียงนี้แล้ว ไม่มีทางยินยอมกลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน แต่หากต้องปีนต่อไปร่างกายของเมิ่งฝานก็คงจะทนไม่ไหวเป็นแน่แท้
ในขณะที่เด็กหนุ่มกำลังชะงักงันอย่างลังเล ดวงตาทั้งคู่พลันลุกวาวขึ้นทันทีที่เห็นบางอย่างบริเวณหน้าผาอันลาดชัน
นั่นเป็นหน้าผาที่อันตรายยิ่ง บริเวณโดยรอบเรียบลื่นมองเห็นต้นไม้ใหญ่ได้เพียงไม่กี่ต้น ที่ไกลออกไปคือความมืดมิดที่เมิ่งฝานมองไม่เห็นและยิ่งไม่รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่บ้าง
ครั้นเห็นหน้าผาแห่งนี้ร่างของเมิ่งฝานหยุดชะงักทันใด ทั้งรู้สึกลังเลอยู่บ้าง
เห็นได้ชัดยิ่งว่าต่อให้เป็นผู้คุ้มกันหมู่บ้านก็ยังไม่อยากจะเสี่ยงอันตรายไปยังหน้าผานี้ เพราะหากไม่ระวังก็อาจจะต้องลื่นไถลตกลงไปตาย อันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อาจจะมีพืชวิเศษในบริเวณนั้นก็เป็นได้
หากกลับไปมือเปล่าเช่นนี้ความพยายามที่ทำมาทั้งหมดก็คงสูญเปล่า
เห็นทีคงต้องลองเสี่ยงดูสักครั้งแล้วล่ะ!
เมิ่งฝานกัดฟันแน่น แม้รู้ว่ามันอันตรายแต่ร่างกายก็ยังปีนขึ้นไปต่ออย่างไม่อาจห้ามใจ
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
.
แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย