โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

คนเห็นผีอย่างผมกับระบบหมอผี

นิยาย Dek-D

อัพเดต 11 ม.ค. 2567 เวลา 00.28 น. • เผยแพร่ 11 ม.ค. 2567 เวลา 00.28 น. • ไอยศูรย์
แค่มองเห็นผีก็ว่าแย่แล้ว ยังประสาทหลอนมองเห็นกล่องข้อความลอยได้ด้วย แล้วไหนจะระบบหมอผีอะไรนี่อีก มันไม่ดูแฟนตาซีไปหน่อยเหรอครับ!

ข้อมูลเบื้องต้น

ติ๊ง!

[ เควสประจำวันมาถึงแล้ว! ]

เสียงที่แสนคุ้นเคยดังก้องอยู่ในหัวของผม ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี่คือเรื่องจริง

หน้าต่างโฮโลแกรมกรอบสี่เหลี่ยมสีดำปรากฎข้อมูลของเควสลอยอยู่ตรงหน้า

ราวกับว่ามันกำลังรอคอยให้ผมตอบรับมันอยู่

“วันนี้ก็ด้วยเหรอวะ?”

[ เควสประจำวัน : ผูกมิตรกับวิญญาณ 2 ตน (0/2) (ไม่สำเร็จ) ]

“เชี่ยไรวะเนี่ย! ระบบนี่แม่ง! มันจะอยู่ไปอีกกี่วันวะ!”

+

+

⚠️ Trigger Warning ⚠️

สำหรับคุณรี้ดท่านใดที่ต้องการตรวจสอบเนื้อหาโดยรวมก่อนอ่าน

สามารถดู TW ได้ในสปอยล์นี้เลยค่ะ

TW ที่มีภายในเรื่อง

ความเชื่อ, ไสยศาสตร์, ภูตผีวิญญาณ, เลือด, การฆ่า, ความตาย, การบูลลี่, แมลง, การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับโน้มน้าว, การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

Writer's Talk

สวัสดีค่ะนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน หวังว่าทุกท่านจะอยู่สุขสบายตามอัตภาพกันนะคะ การดำเนินเรื่องจะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นการเติบโตของตัวเอกและตัวละครรองอื่นๆ ในเรื่อง เพราะตัวละครแต่ละตัวนั้นมีสตอรี่ และภูมิหลังเป็นของตัวเองค่ะ ดังนั้นใครที่คาดหวังกับการดำเนินเรื่องแบบเร็วไว เน้นต่อสู้แบบเกรี้ยวกราดดุดันไม่เกรงใจใครนั้นเจอเรื่องนี้เข้าไปอาจต้องผิดหวัง (ต้องขออภัยด้วยค่ะ)

สามารถพูดคุยคอมเมนต์ติชมกันได้ตามสบายเลยนะคะ โดยคงไว้บนพื้นฐานของการให้เกียรติซึ่งกันและกัน (อะไรที่เราไม่ชอบก็อย่าไปหาทำกับคนอื่นเขาเน้อ ใจเราก็มีอยู่แค่เนี้ยย)

สุดท้ายนี้ไม่ว่าคุณจะแค่บังเอิญผ่านมาเจอกัน หรือตั้งใจมาหากันก็ตาม ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านค่ะ ❤

ไอยศูรย์.

+

+

E-BOOK

เล่ม 1(ตอนที่ 1-27 + 2 ตอนพิเศษ) = วางขายแล้ว

เล่ม 2 (ตอนที่ 28-55 + 2 ตอนพิเศษ) = วางขายแล้ว

เล่ม 3(ตอนที่ 56-80) = วางขายแล้ว

เล่ม 4(ตอนที่ 81-104) = กำลังปั่น

!! อ่านฟรี !!

ทุกวัน จันทร์ พุธ ศุกร์

( วันละ 1 ตอน )

**หมายเหตุ เปิดให้อ่านฟรีตั้งแต่ตอนที่ 81 เป็นต้นไปจนจบเรื่อง และมีการติดเหรียญอ่านล่วงหน้าค่ะ

ตอนที่ 1 : ชีวิตของคนเห็นผีอย่างผม

Writer's Talk

แนะนำสำหรับคุณรี้ดที่เข้ามาอ่านว่าให้เข้าไปอ่านช่วงถาม-ตอบคำถามสัมเพเหระ อยู่ก่อนตอนที่ 56-1 เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งนี้เพื่อคุณรี้ดจะได้ตัดสินใจถูกว่าจะอ่านต่อหรือกดออกค่ะ และถ้าหากว่าอ่านที่เราชี้แจ้งไปแล้วไม่ชอบ ขอความกรุณกดออก และไปอ่านเรื่องอื่นเถอะค่ะ ไม่ต้องมาคอมเมนต์อะไรแย่ๆ ทิ้งบาดแผลทางใจไว้ให้กับเรา

เพราะกว่าเราจะเยี่ยวยาตัวเองจากคอมเมนต์แย่ๆ เหล่านั้นมาได้มันไม่ง่ายเลยค่ะ และเราเองก็ไม่รู้จัก แถมยังไม่เคยไปทำร้ายจิตใจคุณรี้ดมาก่อนเช่นกันค่ะ อะไรที่เราไม่ชอบก็อย่าไปหาทำกับคนอื่นเลยนะคะ ความอ่อนไหวทางอารมณ์ของคนเราไม่เท่ากัน ฉะนั้นกรุณาคอมเมนต์ด้วยความสุภาพ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะเราเองก็ปากแซ่บได้เช่นกัน

ขอบคุณค่ะ

ตอนที่ 1

ชีวิตของคนเห็นผีอย่างผม

What doesn't kill you makes you stronger.

อะไรที่ไม่สามารถฆ่าคุณให้ตายได้จะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น

– Friedrich Nietzsche.

ซิกซ์เซนส์ (Sixth sense) ความหมายโดยทั่วไปของมันก็คือ สัมผัสที่หก หรือก็คือบุคคลที่มีประสาทสัมผัสพิเศษที่นอกเหนือไปจากประสาทสัมผัสทั้งห้า

ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย โดยคนที่มีซิกซ์เซนส์จะสามารถรับรู้ และสัมผัสได้ถึงพลังงาน ตลอดจนสิ่งเหนือธรรมชาติต่างๆ ได้ อาทิเช่น ผี หรือวิญญาณ

และเชื่อไหมครับว่าครั้งหนึ่งในชีวิตของคนที่มีซิกซ์เซนส์นั้น จะต้องเคยประสบพบเจอ กับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่สุดแสนจะคาดคิด และสุดเกินจะบรรยายอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่นผมในตอนนี้…

“มึงต้องไป!”

ผมยกมือขึ้นเช็ดน้ำลายที่กระเด็นมาโดนหน้าของตัวเองออก หลังจากที่ ไอ้เติร์ก เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของผม มันตะโกนใส่หน้าผมเมื่อครู่ พร้อมกับน้ำลายที่กระเด็นออกจากปากมันมาเป็นฝอย

อี๋! โคตรทุเรศเลยว่ะ!

“ไปเถอะมึง! นะๆ”

ไอ้เติร์กเขย่าแขนผม จนตัวผมเอียงไปเอียงมาตามแรงเขย่าของมัน ผมได้แต่ถอนหายใจด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่าย ก่อนจะหันไปมองหน้าไอ้เพื่อนตัวดีที่นั่งกะพริบตาปริบๆ ให้ผม ราวกับลูกหมาที่อยากได้กระดูก

“กูไม่ไป”

ผมตอบมันกลับไปสั้นๆ อย่างไร้เยื่อใย แล้วหันไปจัดแจงข้าวของออกจากกระเป๋าเดินทางของตัวเองต่อ

“เฮ้ย! ไม่เอาดิวะเพื่อน! มาถึงที่นี่แล้ว ทำไมมึงจะไม่ไปวะ”

ไอ้เพื่อนตัวดีปล่อยมือของมันที่เกาะแขนผมออก แล้วเปลี่ยนไปเป็นกอดอกแทน

“ก็ไม่ทำไม กูแค่ไม่อยากไป”

ผมตอบพลางหยิบเสื้อผ้าที่จะใช้สำหรับใส่นอนในคืนนี้ ออกมาวางไว้บนเตียงนอน

“มึงแค่ไม่อยากไป? แค่เนี้ย!?”

“อื้อ แค่เนี้ย”

“ไม่ได้ดิวะ!” ไอ้เติร์กพูดขึ้น พร้อมกับผุดลุกขึ้นยืนแทบจะทันที “ได้ไงวะ คนเห็นผีอย่างมึงจะไม่ไปได้ไง กูพนันกับพวกไอ้กัปตันไว้แล้ว–”

ผมมองไอ้เพื่อนขี้โวยวายตรงหน้าที่รีบเม้มปากตัวเองแทบจะทันที ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะหลุดปากพูดในสิ่งที่มันไม่สมควรจะพูดออกมา

“พนันเหรอ? นี่มึงเอากูไปพนันอะไรอีกแล้วใช่ไหม ไอ้เพื่อนเวร”

ผมถามพลางยกมือขึ้นกอดอก แล้วหรี่ตามองมันด้วยสายตาจ้องจับผิดแบบสุดๆ

“เหนือเมฆ เพื่อนรัก”

ไอ้เติร์กเรียกชื่อผม พลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้กับผม ก่อนที่มันจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผม แล้วเอาหัวของมันมาถูกกับหัวของผมเหมือนกับสัตว์เลี้ยงที่อยากจะอ้อนเจ้าของ แต่ดูเหมือนว่างานนี้มันจะอ้อนตีนผมแทนซะแล้ว

“มึงไม่ต้องมารักกูเลยนะเพื่อนเวร” ผมใช้มือผลักหัวไอ้เติร์กออก จนตัวมันโยกไปอีกด้าน “คราวนี้มึงเอากูไปพนันอะไรไว้อีกแล้ววะ ว่าแต่ไอ้กัปตันนั่นมันเป็นใคร? แล้วนี่เมื่อไหร่มึงจะเลิกเอาเรื่องที่กูมองเห็นผีได้ไปหลอกคนอื่นเขาซะที”

“หลอกอะไรวะเพื่อน กูไม่ได้หลอกอะไรใครเลยนะ เรื่องที่มึงมองเห็นผีได้น่ะ มันเป็นเรื่องจริงนี่หว่า” ไอ้เติร์กยกมือขึ้นจัดผมของมันอย่างกับกลัวว่าผมจะเสียทรง ก่อนจะพูดต่อว่า “ตอนที่อยู่บนรถทัวร์ กูแอบได้ยินพวกไอ้กัปตันห้องสอง มันคุยกันว่าท่าเรือร้างหลังรีสอร์ตที่พวกเรากำลังพักอยู่นี่ ผีดุมากเลยนะเว้ย!”

“ผีดุแล้ว?” ผมหันไปถามไอ้เติร์กด้วยสายตาคมกริบ

“แล้ว…ไอ้กัปตันมันบอกว่าผีไม่มีจริง กูก็เลย–”

“มึงก็เลยไปโม้ว่ากูมองเห็นผีได้ว่างั้นเถอะ” ผมพูดแทรกขึ้นก่อนที่ไอ้เพื่อนตัวดีจะทันได้พูดจบ

“ถูกต้องแล้วครับ”

“ไอ้เพื่อนเวร”

“โธ่! ไอ้เมฆเพื่อนรัก มึงก็แค่ไปดูว่ามันมีผีจริงมั้ย แล้วบอกไอ้กัปตันแค่เนี้ย ได้ตั้งหมื่นนึ่งเลยนะเว้ย!” ไอ้เติร์กยังคงคะยั้นคะยอผมต่อ “ไปเถอะนะมึง! ไปเถอะๆๆ”

โอ้ย! ไอ้นี่! บอกว่าไปไง มันจะเซ้าซี้อะไรขนาดนี้วะ!

แถมยังมีหน้าไปพนันเขาไว้ตั้งหมื่นนึ่งด้วยนะ ผมได้แต่ถอนหายใจออกมาอีกครั้งด้วยความรำคาญ แล้วหันไปมองหน้าไอ้เติร์ก

“ดูปากเหมวิชนะครับ” ผมพูดพร้อมกับชี้ปากตัวเองก่อนจะตะโกนใส่หน้าไอ้เติร์กไปว่า “กู - ไม่ - ไป!”

“มึงไม่ไปจริงดิวะไอ้เมฆ”

“เออ”

ผมตอบกลับ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อจะไปห้องน้ำ เพื่ออาบน้ำนอน แต่ขาของผมที่กำลังจะก้าวเดินอยู่นั้นก็ต้องหยุดชะงัก

เมื่อมีแขนของใครบางคนเกาะไว้แน่น ราวกับหมีโคอาลาที่กำลังเกาะต้นยูคาลิปตัส ผมกรอกตาด้วยความรู้สึกหงุดหงิด พลางก้มลงมองหน้าไอ้เติร์กที่กำลังทำหน้าเว้าวอนอยู่ที่พื้น

“ปล่อยขากู กูจะไปอาบน้ำ”

“แต่มึงเห็นผีนะเพื่อน!”

ไอ้เติร์กยังคงกอดขาผมแน่น อย่างไม่ยอมปล่อยให้ผมได้ไปอาบน้ำได้อย่างสะดวกโยธิน

“เพ้อเจ้อน่าเพื่อน ผีเผลออะไรกัน มันไม่มีอยู่จริงซะหน่อย” ผมพูดขณะที่ดึงขาตัวเองออกมาจากมือตุ๊กแกของไอ้เติร์กได้สำเร็จ

“มึงจะบ้าเหรอวะ! แล้วที่มึงเคยเห็น เคยคุยก่อนหน้านั้นล่ะเพื่อน มันคืออะไร? ไม่ใช่ผีหรอกเหรอ?”

“กูคุยกับสสารต่างหากล่ะ”

ผมตอบกลับ พร้อมกับเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้เติร์กลุกขึ้นยืน แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงฟึดฟัดว่า

“ไอ้คนใจดำ! ใจคอมึงจะทิ้งให้กูไปคุยกับพวกไอ้กัปตันคนเดียวเหรอวะ กูพนันกับพวกแม่งไว้ตั้งหมื่นนึ่งเลยนะเว้ย!”

“ก็เรื่องของมึงสิ มึงเป็นคนสร้างปัญหาเองนะเติร์ก มึงก็ต้องเป็นคนเคลียร์เรื่องนี้เองดิวะ”

ผมพูดทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปแล้วปิดประตูใส่หน้าไอ้เติร์กที่เดินตามหลังมาแทบจะทันที ดีนะมันเดินมาถึงช้า ถ้าเกิดว่ามันเดินมาเร็วกว่านี้ ประตูห้องน้ำอาจจะกระแทกหน้ามันไปแล้วก็ได้

“เหนือเมฆ! ไอ้เมฆ! ไอ้เมฆโว้ย!”

เสียงเคาะประตูดังขึ้นรัวๆ บวกกับเสียงของไอ้เติร์กที่ยังคงดังอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ โดยที่ผมนั้นได้แต่จัดการธุระส่วนตัวของตัวเองไป และไม่ได้ตอบอะไรไอ้เพื่อนตัวดีกลับไปอีกเลย

“เออ! ก็ได้! ไอ้คนใจดำ กูไปคนเดียวก็ได้โว้ย!”

“เฮ้อ…”

ผมถอนหายใจออกมาเป็นรอบที่ร้อยของวันแล้วก็ว่าได้ เมื่อเสียงปิดประตูห้องจากด้านนอกห้องน้ำดังขึ้น

ซึ่งนั่นก็แปลว่าไอ้เติร์กมันได้ออกจากห้องไปแล้ว ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาเพื่อดูเวลา และพบว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว

จะว่าไปแล้วทุกคนยังไม่รู้จักผมกันใช่ไหมครับ ผมชื่อ ‘เหนือเมฆ’ ครับ อายุ 18 เป็นนักเรียนมัธยมปลายชั้นปีที่ 6 ของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดแพร่

และตอนนี้ผมกำลังพักอยู่ในห้องพักของรีสอร์ตแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่ ซึ่งทางโรงเรียนได้พาพวกผมมาทัศนศึกษาเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์นอกห้องเรียนครับ

ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะพามาจังหวัดที่มันอยู่ไกลๆ ไปทำไมก่อน นั่งรถนานซะจนตูดผมจะด้านหมดแล้วครับ

“โอ้…แขกคนใหม่นี่”

ทันทีที่ผมเปิดม่านกั้นอาบน้ำออก เพื่อจะเข้าไปเช็คดูพวกฝักบัวอาบน้ำ เสียงเย็นๆ ของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังออกมาจากข้างหลังม่าน ก่อนที่ร่างของชายสูงวัยรูปร่างผอมสูง แถมยังมีผิวที่ขาวซีดเซียวชนิดที่ว่ากระดาษยังต้องเรียกพี่ ลอยอยู่ตรงหลังม่านกั้นอาบน้ำ

“วัยรุ่นหรอกเหรอ? จะหลอกอะไรดีนะ…”

ชายสูงวัยตรงหน้าผมพูดขึ้น ก่อนที่ร่างโปร่งแสงของลุงแกจะลอยทะลุม่านกั้นอาบน้ำออกมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม และมองผมอย่างพินิจพิจารณา ซึ่งผมเองก็มองลุงแกกลับไปเหมือนกัน

“นี่ลุง…หยุดความคิดที่จะหลอกผีผมเอาไว้ตรงนั้นเลยนะ” ผมพูดขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นเท้าสะเอวมองวิญญาณตรงหน้า “โรงเรียนผมจ่ายเงินค่าเช่าห้องนี้แล้ว ผมมีสิทธิ์ที่จะใช้ห้องนี้”

“พ่อหนุ่ม…นี่เธอ…มองเห็นฉันด้วยเหรอ!?”

วิญญาณชายสูงวัยตรงหน้าผมถามขึ้น ด้วยสีหน้า และท่าท่าที่แสดงออกถึงความตกใจปนสงสัย

“แล้วทำไมผมถึงต้องมองไม่เห็นลุงด้วยล่ะ?”

ผมตอบกลับไป ก่อนจะหันหลังให้กับวิญญาณคุณลุง และจัดการถอดเสื้อพละของโรงเรียนออก แล้ววางมันลงบนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า

“ไม่รู้สิ…ปกติแล้วมนุษย์ไม่น่าจะมองเห็นลุงนะ”

“คือลุงจะบอกว่าผมไม่ปกติงั้นดิ!”

ผมตอบกลับไป โดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองด้านหลัง มาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจจะรู้แล้วสินะครับว่าผมนะ มองเห็นวิญญาณได้

ใช่ครับ ผมสามารถมองเห็นภูต ผี และวิญญาณได้เหมือนกับที่ผมสามารถมองเห็นมนุษย์ธรรมดาๆ ทั่วไปเลย

ซึ่งผมเองก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่าตัวเองเห็นผีอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตั้งแต่ที่ผมเริ่มจำความได้ ผมก็มองเห็นผีจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ชินเวลาเห็นผีที่มาในแบบเวอร์ชั่นสยองๆ เลือดหนองไหลนองก็เถอะนะ

แล้วที่สำคัญเลยนะ ผมน่ะ ไม่เชื่อ เรื่องผีสางนางไม้ หรือภูต ผี วิญญาณอะไรนี่เลยแม้แต่นิดเดียว

คือจะว่ายังไงดีล่ะครับ ถึงตาผมจะมองเห็นอะไรพวกนี้ได้ก็จริง แต่ถ้าใจผมไม่เชื่อซะอย่างนั่นก็เท่ากับว่าผีไม่มีอยู่จริงนั่นล่ะวะ

ทุกวันนี้ผมเลยอนุมานเอาเองว่าตัวเองกำลังคุยอยู่กับสสาร โมเลกุล และเศษฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ

“ถ้าลุงจะอยู่ในห้องนี่ต่อ ผมก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ ขอแค่ลุงอย่ามาหลอกหลอน หรือทำเสียงกิ๊กๆ ก๊อกๆ ตอนกลางคืนก็พอ โอเคมั้ยลุง?”

ผมหันกลับไปมองวิญญาณคุณลุงที่กำลังทำหน้างงๆ อยู่ด้านหลัง

“ถ้าลุงไม่ตอบ ผมก็ถือว่าลุงตกลงแล้วนะ แล้วก็ออกไปจากห้องน้ำได้แล้ว ผมจะอาบน้ำ” ผมพูดพร้อมกับโบกมือไล่

“ตายมาก็เพิ่งจะเคยพบเคยเจอคนแบบนี้”

วิญญาณคุณลุงพูดพลางส่ายหัวให้ผมเบาๆ ก่อนที่ลุงแกจะลอยทะลุประตูห้องน้ำออกไปด้วยท่าทางเซ็งจัดที่หลอกผีผมไม่ได้

ผมได้แต่ยักไหล่ให้ แล้วหันกลับไปทำธุระส่วนตัวของตัวเองต่อ ก่อนที่สายตาของผมจะเหลือบไปเห็นนาฬิกาข้อมือของไอ้เติร์กที่มันถอดทิ้งไว้ที่บนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า

หวังว่ามึงจะเคลียร์ปัญหาที่มึงก่อไว้สำเร็จนะเพื่อน…

เสียงของเนื้อกระทบเข้ากับลังไม้ที่วางกระจัดกระจายอยู่ภายในโกดังของท่าเรือร้าง ที่ดูจากสภาพแล้วน่าจะถูกทิ้งร้างมาไม่ต่ำกว่าสิบปี และมีวัยรุ่นชายนับสิบคนในชุดพละของโรงเรียนแห่งหนึ่ง กำลังรัวส้นเท้าใส่วัยรุ่นชายอีกคนที่กำลังนอนจมกองตีนอยู่เบื้องล่าง

“พอก่อน…เดี๋ยวมันตาย”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง วัยรุ่นชายที่สวมเสื้อยืดสีดำคนหนึ่งกระโดดลงจากลังไม้ขนาดใหญ่ ก่อนที่เขาจะเดินมายังทางที่กลุ่มวัยรุ่นชายนับสิบคนยืนอยู่ และทุกคนก็ต่างพร้อมใจกันแหวกทางให้ ราวกับว่าเกรงใจวัยรุ่นชายคนนี้เป็นอย่างมาก

เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของวัยรุ่นชายที่มีสภาพสะบักสะบอมอยู่ที่พื้น ก่อนที่เขาจะจัดการกระชากผมของชายตรงหน้าให้เงยขึ้นมามองหน้าเขา

“ไหนล่ะ…เงินหนึ่งหมื่นที่มึงพนันกับกูไว้น่ะ ไอ้เติร์ก”

“กัปตัน…คือกู…กูไม่มี– อั่ก!”

กำปั้นหนักถูดซัดเข้าที่ใบหน้าของเติร์กอย่างแรง ในขณะที่เขากำลังพูดอยู่ จนทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มหันไปตามแรงชก

“ไหนมึงคุยนักคุยหนาไงวะ ว่าเพื่อนรักของมึงมองเห็นผีได้ ไหนล่ะ? ไอ้เพื่อนรักคนนั้นของมึงน่ะ มันไปมุดหัวอยู่ที่ไหนแล้ววะ?”

กัปตันพูดก่อนที่เขาจะชกเข้าไปที่ใบหน้าของเติร์กอีกครั้งจนเลือดกบปาก

“คือกูพยายามแล้ว ไอ้เมฆ…มันไม่ยอมมา”

เติร์กที่ล้มอยู่กับพื้นพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งด้วยความทุลักทุเล

“ไอ้เหี้ยนี่…มึงเห็นกูเป็นตัวตลกเหรอวะ!!”

กัปตันตะโกนเสียงดังลั่นก่อนจะเตะเติร์กที่กำลังจะลุกขึ้นนั่ง ให้ล้มลงไปนอนกับพื้นอย่างเดิม

“กู…กูขอโทษ!”

เติร์กกัดพูดอย่างยากลำบาก ก่อนที่เขาจะถุยเลือดที่อยู่ในปากออกมา ชายหนุ่มได้แต่ยกมือกุมบริเวณช่วงท้องของตัวเอง เมื่อเขารู้สึกเจ็บจนแทบจะขาดใจ และตั้งแต่เกิดมาเขาก็เพิ่งจะเคยถูกรุมซ้อมแบบนี้

กัปตันชั้นม.6 ห้อง 2 โรงเรียนเดียวกันกับเขา โดยส่วนตัวแล้วเขาไม่ได้สนิท หรือว่ารู้จักกับกัปตันมาก่อน เพราะอยู่คนละห้อง

แต่ถึงอย่างนั้นเติร์กก็เคยได้ยินมาว่ากัปตันเป็นเด็กบ้านรวย รวยชนิดที่ว่าสามารถใช้เงินซื้อได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งเกรดที่โรงเรียน แถมกัปตันมันยังมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในโรงเรียนอีกด้วย

‘บ้าชิบ!’

นี่ถ้าเหนือเมฆยอมมากับเขาตั้งแต่แรก เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น และเขาคงไม่ต้องถูกพวกมันรุมซ้อมจนมีสภาพสะบักสะบอมแบบนี้

และเงินหนึ่งหมื่นที่เขาได้ท้าพนันไปนั้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายคืนให้กับกัปตัน เพราะว่าฐานะทางบ้านของเขานั้นก็ไม่ได้ร่ำรวย หรือมีอันจะกินขนาดนั้นด้วย

‘เพราะมึงคนเดียวเลยไอ้เหนือเมฆ!’

กัปตันย่อตัวลงนั่งด้านหน้าของเติร์ก ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ถ้าคืนนี้เพื่อนรักมึง มันไม่มาพิสูจน์ให้กูเห็นว่าผีมีอยู่จริงล่ะก็นะไอ้เติร์ก…มึงได้เป็นผีเฝ้าอยู่ที่นี่แน่”

กัปตันพูดพร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนแล้วมองเติร์กด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความสมเพช

“ซ้อมมันต่อจนกว่าเพื่อนมันจะมา อ้อ…แต่อย่าให้มันถึงตายล่ะ”

ผมเปิดๆ ปิดๆ โคมไฟข้างหัวเตียงเป็นรอบที่ร้อยหลังจากที่ตั้งใจว่าจะนอน แต่ดันนอนไม่หลับเพราะไอ้เพื่อนตัวดีของผมมันยังไม่กลับมาที่ห้องพัก แถมตอนนี้ก็ใกล้จะตีหนึ่งแล้วด้วย

แม่ง…ทำไมมันถึงไปเคลียร์กับไอ้คนที่ชื่อกัปตันอะไรนั่นนานจังเลยวะ ผมชักจะเป็นห่วงไอ้เติร์กขึ้นมาแล้วล่ะสิครับ

“นี่พ่อหนุ่ม อย่าหาว่าลุงว่างั้นว่างี้เลยนะ เอ็งจะนอนก็นอนสักทีเถอะ เปิดๆ ปิดๆ ไฟเก่งยิ่งกว่าผีอย่างลุงซะอีก”

วิญญาณคุณลุงที่นั่งแกว่งขาอยู่ปลายเตียงนอนบ่นขึ้น

“ก็เพื่อนผมมันยังไม่กลับมาเลยอ่ะลุง”

ผมตัดสินใจลุกขึ้นมานั่ง แล้วคุยกับผีคุณลุงเจ้าของห้องพักที่นั่งอยู่ปลายเตียงแทน ไม่นงไม่นอนมันแล้ว

“แล้วเอ็งลองโทรหาเพื่อนเอ็งดูหรือยังล่ะ?”

“จะโทรหามันได้ไงอ่ะลุง โทรศัพท์มันแบตหมดชาร์จทิ้งไว้ที่ห้องตั้งแต่ท่พวกผมมาถึงที่นี่แล้ว”

ผมชี้ไปที่โทรศัพท์มือถือของไอ้เติร์ก ซึ่งหน้าจอของมันแตกชนิดที่ไม่รู้ว่ามันยังจะสามารถใช้ได้จริงๆ หรือเปล่าให้วิญญาณคุณลุงดู

“แล้วนี่ลุงพอจะมีคอนเน็คชั่นกับวิญญาณแถวๆ นี้บ้างหรือเปล่า?”

คือไอ้ผมน่ะรู้เต็มอกอยู่แล้วแหละครับ ว่าที่ท่าเรือร้างที่พวกไอ้เติร์กมันไปกันน่ะ มันมีวิญญาณสิงสถิตอยู่แน่ๆ ชัวร์ป้าบแบบสองร้อยเปอร์เซ็นต์เลย

และผมเองก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่อยู่ที่นั่นด้วย อะไรบางอย่างที่ให้ความรู้สึกไม่ดีแบบสุดๆ แถมผมยังรู้สึกได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวขาเข้ามาภายในรีสอร์ตแห่งนี่อีกด้วย

ก็เพราะแบบนี้แหละ ผมถึงไม่อยากจะไปที่ท่าเรือร้างนั่น

“เอ็งว่าอะไรคอนๆ นะ” วิญญาณคุณลุงขมวดคิ้วถามผมด้วยความสงสัย “ศัพท์วัยรุ่นเรอะ คนแก่อย่างลุงฟังไม่เข้าใจหรอก”

“ผมหมายถึงลุงมีความสัมพันธ์อันดีงามกับวิญญาณแถวนี้บ้างหรือเปล่าน่ะครับ แบบลุงมีเพื่อนฝูงที่เป็นผีอยู่ในรีสอร์ต ไม่ก็แถวๆ ท่าเรือร้างหลังรีสอร์ตบ้างไหม? คือเพื่อนผมมันพากันไปล่าท้าผีที่ท่าเรือร้างนั่นกันน่ะ”

“อะไรนะ!?”

วิญญาณคุณลุงอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความตกใจ ซึ่งผมเองก็ตกใจไม่แพ้กันที่ลุงแกอุทานออกมาเสียงดังแบบนั้น ก่อนที่ลุงแกจะพูดต่อว่า

“พ่อหนุ่ม! นี่เอ็งจะบอกว่าเพื่อนเอ็ง มันไปที่ท่าเรือร้างหลังรีสอร์ตนั่นอย่างนั้นน่ะเรอะ!”

“ใช่ครับ

ผมตอบกลับวิญญาณคุณลุงไป แต่วิญญาณตรงหน้าผมกลับมีสีหน้า และท่าทางที่หวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด จนผมถึงกับแอบหวั่นใจขึ้นมานิดๆ ก่อนที่วิญญาณคุณลุงจะมองหน้าผมแล้วพูดขึ้นว่า

“พ่อหนุ่มเพื่อนของเอ็งน่ะ…ชะตาขาดแล้วล่ะ”

– รีไรท์ 20/07/2023

ตอนที่ 2 : นี่มันอะไรกันครับ?

ตอนที่ 2

นี่มันอะไรกันครับ?

“อะไรกันลุง อย่ามาหลอกผมเลย–”

ภายในเสี้ยววินาทีที่ผมกำลังจะตอบวิญญาณคุณลุงกลับไป ผมก็สามารถสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเข้า จนทำให้หัวใจของผมถึงกับกระตุกวูบขึ้นมาทั้งๆ อย่างนั้น

บ้าน่า…ลางสังหรณ์แบบนี้

มันคล้ายกับว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้ายแรงบางอย่างขึ้น…

จนแล้วจนรอดสุดท้ายผมก็พาตัวเองมายืนอยู่หน้าทางเข้าท่าเรือร้างหลังรีสอร์ตจนได้ หลังจากที่ผมนั่งคิด นอนคิด ตีลังกาคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว

ถ้าไม่ติดว่าผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แล้วก็เป็นห่วงไอ้เติร์กขึ้นมาล่ะก็นะ หัวเด็ดตีนขาดยังไงผมก็ไม่มีวันมาเหยียบที่นี่อย่างแน่นอน!

ผมกวาดสายตามอบไปรอบๆ ตัวด้วยความระแวง บรรยากาศในตอนนี้ก็โคตรจะผีสิงเลยว่ะ ยิ่งตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่งกว่าๆ แล้วด้วย เรียกได้ว่าช่วงเวลาแห่งผีสางสุดๆ

“โชคดีนะพ่อหนุ่ม! ลุงมาส่งเอ็งได้ถึงแค่ตรงนี้!”

เสียงตะโกนของวิญญาณคุณลุงเจ้าของห้องพักดังขึ้น ซึ่งลุงแกกำลังเกาะรั้วของรีสอร์ต พร้อมกับโบกไม้โบกมือให้กับผมอยู่ ผมได้แต่หันไปก้มหัวให้ลุงแกเพื่อเป็นการขอบคุณ

ต้องยกเครดิตให้กับคุณลุงแกเลยนะที่ช่วยให้ผมแอบออกมาจากรีสอร์ตได้แบบปลอดภัยสบายหายห่วง โดยที่ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น แม้แต่พวกครูเองก็เถอะ

น่าเสียดายตรงที่ลุงแกตามผมมาที่นี่ไม่ได้ เพราะว่าวิญญาณของลุงแกนั้นอยู่ได้แค่ภายในบริเวณรีสอร์ตเท่านั้น

“เอาวะ…”

ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะก้าวขาเข้าไปในประตูรั้วซี่กรงหักๆ ของท่าเรือร้าง

และทันทีที่เท้าของผมเหยียบพื้นดิน ซึ่งถือว่าเป็นเขตของท่าเรือร้างนี่ สิ่งแรกที่ผมรู้สึกได้เลยก็คือความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นมาภายในใจ

“แม่ง…”

ผมเดินมาตามทางเดิน พลางหันซ้ายมองขวาเพื่อหาตัวไอ้เติร์ก แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของมัน แถมอากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ บวกกับบรรยากาศรอบตัวผมในตอนนี้ก็สุดแสนจะโคตรวังเวง

ก่อนที่ผมจะรู้สึกได้ถึงพลังงานแปลกๆ ที่ทำเอาผมถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ผมค่อยๆ หันไปมองโกดังร้างหลังเก่าที่มีสภาพดูทรุดโทรมเหมือนกับว่าไม่ได้ใช้งานมาหลายสิบปีอย่างชั่งใจ

ไอ้พลังงานแปลกๆ ที่ผมสัมผัสได้เมื่อครู่…มันมาจากโกดังหลังนั้นไม่ผิดแน่!

“หวังว่าไอ้เติร์กจะไม่ได้อยู่ในโกดังนั่น–”

พูดยังไม่ทันขาดคำ สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นวัยรุ่นชายคนหนึ่งในชุดพละโรงเรียนเดียวกับผม กำลังเดินดุ่มๆ ออกมาจากโกดังร้างหลังนั้น ก่อนที่ไอ้หมอนั่นจะหันไปยืนฉี่อยู่ริมป่าหญ้าข้างๆ โกดัง

“ชิบ…แล้วไง!”

ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ถ้าไอ้หมอนั่นมันออกมาจากโกดังหลังนั้น นั่นก็แปลว่าไอ้เติร์กเองก็น่าจะอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน

พอคิดเสร็จผมก็ค่อยๆ ย่องไปที่โกดังร้างนั่นอย่างช้าๆ โดยที่ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ ว่าทำไมผมถึงต้องย่องเข้าไปอย่างกับโจรด้วย!

แต่ที่แน่ๆ ผมรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลในสถานที่แห่งนี้

ผมค่อยๆ เดินย่องผ่านหลังไอ้คนที่ยืนฉี่ด้วยความเงียบเชียบ จนสามารถพาตัวเองเข้าไปในโกดังได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น

พลั่ก!

เสียงเหมือนเนื้อกระทบเข้ากับเนื้อดังขึ้นภายในโกดัง เรียกความสนใจให้ผมที่เพิ่งแอบเข้ามาได้ให้หันไปดู โดยที่ตรงกลางโกดังมีร่างของไอ้เติร์กที่ถูกล็อคตัวไว้โดยวัยรุ่นชายร่างท้วมคนหนึ่งในชุดพละโรงเรียนเดียวกันกับผม

โดยมีไอ้คนที่ใส่เสื้อยืดสีดำที่ดูเหมือนจะเป็นหัวโจกยืนกอดอกมองไอ้เติร์กด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความสมเพช

ซึ่งผมแทบไม่ต้องเดาให้เสียเวลาเลยล่ะครับ ไอ้คนเสื้อยืดสีดำนั่น จะต้องเป็นไอ้คนที่ชื่อกัปตันอะไรนั่นที่ไอ้เติร์กบอกแน่ๆ

“เพื่อนมึงไม่มาจริงๆ ด้วยว่ะ”

ไอ้กัปตันนั่นพูดขึ้น พร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างชั่วร้ายตามแบบฉบับของตัวร้ายในละครไม่มีผิด คือถ้ามันจะคาแรคเตอร์ชัดเจนขนาดนี้นะ ก่อนที่มันจะกำหมัดแน่นแล้วทำท่าจะว่าจะปล่อยกำหมัดนั่นใส่หน้าไอ้เติร์ก

“เฮ้ย!”

ผมที่เห็นอย่างนั้นจึงรีบวิ่งตรงไปหาไอ้กัปตันอะไรนั่นก่อนจะกระโดดถีบหลังมันไปแบบเต็มแรง จนมันล้มหน้าคะมำไปกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่รู้ว่าดั้งมันหักไหมล่ะนั่น

ก่อนที่ผมจะหันไปถีบยอดอกของไอ้คนที่ล็อกตัวไอ้เติร์กท่ามกลางความวุ่นวายจนมันล้มลงไปกองกับพื้นอีกคน

แล้วรีบดึงแขนไอ้เติร์กที่มีสภาพยับยู่ยี่ราวกับทิชชูเปียกน้ำขึ้นมาจากพื้น

“แม่ง สภาพมึงดูไม่จืดเลยนะเพื่อนกู”

ผมพูดพลางมองไอ้เติร์กที่ตอนนี้ใบหน้ามันมีแต่รอยฟกช้ำดำเขียวเป็นย่อมๆ แถมปากมันยังแตกจนมีเลือดซิบอีกด้วย ไอ้เติร์กถุยเลือดลงที่พื้นก่อนจะเงยหน้ามามองหน้าผมด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจ

“เพราะมึงนั่นแหละไอ้เมฆ!”

“เพราะกูก็เหี้ยแล้ว! มึงทำตัวเองทั้งนั้นเติร์ก!”

ผมตอบกลับอย่างหงุดหงิด ก่อนจะรู้สึกตัวได้ว่าตอนนี้ผมกับไอ้เติร์กกำลังโดนล้อมเป็นวงกลม โดยวัยรุ่นชายนับสิบคนที่คาดว่าน่าจะเป็นลูกสมุนของไอ้คนที่ชื่อกัปตันนั่น

ก่อนที่ทุกคนจะแหวกทางให้ไอ้กัปตันเดินเข้ามาหาผมกับไอ้เติร์ก พร้อมกับรอยยิ้มชั่วร้ายที่มุมปากของมัน

“ในที่สุดก็โผล่มานะมึง” ไอ้กัปตันพูดก่อนจะมองหน้าไอ้เติร์ก แล้วหันกลับมามองหน้าผมอีกครั้ง “เพื่อนมึงมันพนันกับกูไว้ แต่ดูเหมือนแม่งจะเบี้ยวไม่จ่ายเงินกูว่ะ”

“ไอ้เมฆ ช่วยกูด้วย”

ไอ้เติร์กกระซิบพลางเอียงตัวมาหลบอยู่ด้านหลังผม ราวกับต้องการหาโล่กำบังที่สามารถปกป้องมันได้

“เท่าไหร่”

ผมมองหน้าไอ้กัปตันที่ยืนเก๊กหน้าหล่อ ก่อนที่มันจะหยิบบุหรี่ออกมาแล้วจุดสูบอย่างไม่เกรงใจกางเกงพละของโรงเรียนที่มันใส่อยู่เลยแม้แต่น้อย

“อะไร?” มันถามกลับ

“ไอ้เติร์กมันพนันกับมึงไว้เท่าไหร่” ผมถามออกไปทั้งๆ ที่ผมรู้อยู่แล้วว่าพวกมันพนันกันไว้เท่าไหร่

“สองหมื่น”

“ฮะ!?” ไอ้เติร์กที่หลบอยู่หลังผมอุทานขึ้นอย่างตกใจ ก่อนที่มันจะโผล่หน้าออกมาแล้วโวยวาย “กูพนันกับมึงไว้หมื่นเดียวเองนะเว้ย!”

“ก็ใช่…แต่ในเมื่อมึงพิสูจน์ให้กูเห็นไม่ได้ว่าผีมีอยู่จริงอย่างที่มึงพูด มึงก็ควรรับผิดชอบคำพูดของตัวเองหน่อยดิวะ”

ไอ้กัปตันพูดพลางพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าไอ้เติร์ก จนไอ้เพื่อนตัวดีของผมถึงกับไอสำลักควันบุหรี่ คือมึงอยากเป็นมะเร็งมึงก็เป็นไปคนเดียวสิวะไอ้ห่านี่!

ผมถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย พลางมองหน้าไอ้กัปตัน “แค่พิสูจน์ว่าผีมีจริง…ก็พอใช่ป่ะ?”

ไอ้กัปตันมองผมแล้วแสยะยิ้มที่มุมปาก “แล้วกูจะเชื่อมึงได้ยังไงว่ามึงเห็นผีจริงๆ แบบไม่จกตา”

“กัปตัน! กูเจอของดีเข้าว่ะ!”

ทันทีที่ไอ้กัปตันพูดจบ ไอ้หน้าจืดคนหนึ่งที่ดูทรงแล้วน่าจะเป็นหนึ่งในลูกสมุนของมันพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ แต่นั่นกลับทำให้ไอ้กัปตันยิ้มขึ้นที่มุมปาก

และผมก็สังหรณ์ใจได้ว่า ‘ของดี’ ที่มันพูดถึงนั่นจะต้องเป็นอะไรที่ไม่เป็นมงคลกับชีวิตอย่างแน่นอน

เชื่อหัวไอ้เหนือเมฆได้เลย!

และไม่กี่นาทีต่อมาหัวโจกอย่างไอ้กัปตันพร้อมด้วยบรรดาลูกสมุนของมัน ก็ลากผมกับไอ้เติร์กมายืนจังก้าอยู่ตรงหน้าประตูสนิมเขรอะบานใหญ่ที่อยู่ด้านในสุดของโกดัง แถมที่ประตูยังมีโซ่ และแม่กุญแจขนาดใหญ่ล็อคเอาไว้อย่างแน่นหนา ราวกับว่าไม่ต้องการให้ใครก็ตามเปิดมันเข้าไป

ไอ้ประตูบานนี้มันอะไรกันวะ!?

ผมขมวดคิ้วพลางเงยหน้ามองประตูบานใหญ่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่สบายใจแบบสุดๆ ไอ้ความรู้สึกเย็นยะเยือกแบบแปลกๆ ที่ผมรู้สึกได้จากด้านหลังประตูบานนั้น มันอะไรกันแน่?

“แม่งล็อกซะแน่นหนาขนาดนี้…หรือว่าจะซ่อนสมบัติไว้วะ” หนึ่งในลูกสมุนของไอ้กัปตันพูดขึ้น

“น่าคิดว่ะ ถ้าเป็นแค่ห้องธรรมดาๆ ทำไมถึงต้องล่ามโซ่แล้วล็อกด้วยแม่กุญแจใหญ่ขนาดนั้นด้วยวะ”

ไอ้เติร์กหันมากระซิบกระซาบผม ซึ่งดูจากสายตาของมันแล้ว ผมก็พอจะเดาได้ว่ามันเองก็สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับห้องนี้อยู่เหมือนกัน

“กูว่าอย่าเข้าไปเลยว่ะ…กูรู้สึกไม่ดี” ผมตอบกลับเสียงแผ่ว “กูว่าห้องนี้-”

“พวกมึงสองตัวกระซิบกระซาบอะไรกัน!?” ไอ้กัปตันหันขวับมามองผมกับไอ้เติร์กที่กำลังยืนคุยกันอยู่

“เปล่า” ผมตอบพลางมองหน้าไอ้กัปตันนิ่ง “ที่นี่แหละ…ที่นี่มันมี”

“มี? มึงหมายถึงอะไร?”

“มีวิญญาณไง กูมั่นใจ” ผมตอบกลับไอ้กัปตัน ก่อนจะมองประตูสนิมบานใหญ่ตรงหน้า “โดยเฉพาะหลังประตูบานนี้…ยังไงก็มี”

“งั้นมึงเข้าไป”

“เฮ้ย! เข้าไปทำเชี่ยไร แค่ที่พวกมึงมาเหยียบที่นี่ก็ถือว่าเป็นการบุกรุกสถานที่แล้ว จะให้เข้าไปหาพระแสงอะไรอีกวะ”

ผมตอบกลับไปอย่างหงุดหงิด ถ้าเกิดเจ้าของสถานที่เขาดันมาเจอพวกผมเข้านี่คือเซอร์ไพรส์เลยนะ โดนข้อหาบุกรุกขึ้นมานี่ผมไม่มีตังจ่ายค่าปรับเด้อครับพี่น้อง

“ก็เข้าไปพิสูจน์ไง…ว่าไอ้วิญญาณที่มึงว่าน่ะมันมีอยู่จริงๆ”

ไอ้กัปตันพูดพลางพ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วโยนก้นบุหรี่ลงพื้น โดยมีลูกสมุนของมันคอยเหยียบก้นบุหรี่นั่นซ้ำให้อย่างรู้งาน ขี้เก๊กไม่มีใครเกินเลยจริงๆ ครับไอ้หมอนี่

“มันมีจริงๆ เว้ย! กูรู้ดี…กูสัมผัสได้ มันอยู่หลังบานประตูนี่!” ผมชี้นิ้วไปที่ประตูสนิมเขรอะตรงหน้า

“แค่คำพูด ใครมันก็พูดได้ไหมวะ มึงก็ไปพิสูจน์คำพูดของมึงสิ ไปพิสูจน์ให้กูเห็นว่าผี วิญญาณที่มึงบอกว่ามีน่ะ มันมียังไง”

“กูไม่เข้าไปเด็ดขาด!”

ผมยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น ใครจะเข้าไปก็เข้าไปเลยครับ ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่ขอพาตัวเองเข้าไปในสถานที่ที่ชวนขนลุกขนพองสยองเกล้าแบบนั้น

“มึงจะไม่เข้าไป?” ไอ้กัปตันหันกลับมาถามผมที่ยืนนิ่งอยู่ด้านหลังมัน

ผมมองหน้าไอ้กัปตัน สลับกับมองประตูบานใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของมัน แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ตอบอะไรไอ้กัปตันกลับไป

“ได้…”

ไอ้กัปตันกระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่มันจะเดินตรงมาหาไอ้เติร์กที่ถูกลูกสมุนอีกสองของมันคนล็อกตัวเอาไว้ด้วยความเร็ว

ก่อนที่มันจะกำหมัดแล้วต่อยเข้าไปที่ท้องของไอ้เติร์กอย่างแรง จนไอ้เพื่อนสนิทของผมถึงกับทรุดล้มลงไปกองกับพื้น พลางยกมือขึ้นกุมท้องตัวเองอย่างทรมาน

“เฮ้ย! ทำเชี้ยไรของมึงวะ!”

ผมตะโกนกลับพร้อมกับทำท่าจะเข้าไปต่อยมันคืน แต่ดันโดนพวกลูกน้องของไอ้กัปตันเข้ามาล็อกตัวเอาไว้ซะก่อน

“กูจะถามอีกครั้ง มึงจะเข้าไปดีๆ ไหม?”

เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ผมกับไอ้เติร์กก็คือโคตรจะเสียเปรียบแบบสุดๆ ขืนไปขัดขืนหรือต่อต้านมันตอนนี้มีหวังได้จมกองตีนทั้งคู่แน่ๆ ผมได้แต่กัดฟันแล้วตอบมันกลับไปด้วยความหงุดหงิดว่า

“เออ! เข้าก็ได้วะ!”

แล้วผมเลือกอะไรได้ด้วยเหรอวะ ไอ้เหี้ยเอ้ย!

ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที พวกลูกสมุนของไอ้กัปตันก็จัดการปลดแม่กุญแจที่ล็อกประตูเหล็กขึ้นสนิมบานใหญ่นี่ออกไปได้อย่างง่ายดาย ราวกับว่าพวกมันนั้นเชี่ยวชาญเรื่องการงัดแงะกันเป็นอย่างดี

“มึงไปเปิด”

ไอ้กัปตันที่ยืนอยู่ด้านหลังผมพูดขึ้นก่อนจะผลักหลังผมให้ขยับเข้าไปใกล้ประตู

เอ่อ! เร่งอยู่นั่นแหละมึงไม่มาเปิดเองเลยล่ะไอ้เวรนี่

ผมได้แต่กรอกตามองบนพร้อมกับถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แล้วเงยหน้าขึ้นมองประตูบานใหญ่ตรงหน้าอีกครั้ง

อ่า…ไอ้ความรู้สึกไม่ดีแบบสุดๆ ที่มันอยู่หลังประตูนี่มันอะไรกันวะเนี่ย

นี่ผมแค่ยืนอยู่หน้าประตูยังรู้สึกไม่ดีได้ถึงขนาดนี้ ถ้าเข้าไปข้างในนี่จะขนาดไหนกันวะ

“รอพ่อมึงมาตัดริบบิ้นเหรอ! รีบเปิดดิวะ!”

ไอ้กัปตันพูดเร่งพร้อมกับถีบผมจากด้านหลังแบบเต็มแรง จนร่างของผมเซถลาตามแรงถีบ ไปชนเข้ากับบานประตูอย่างแรง

แคร่กกก…

เสียงดังอี๊ดอ๊าดชวนเสียวฟันของบานประตูเหล็กคร่ำครึที่มีสนิมเกาะจนทั่วบริเวณค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ ก่อนที่เท้าเจ้ากรรมของผมจะสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่หน้าประตู

จนทำให้ผมที่ยืนทรงตัวไม่ดีถึงกับล้มหน้าคะมำเข้าไปในความมืดหลังบานประตู แล้วกลิ้งหลุนๆ ตกลงไปตามขั้นบันไดอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

ตุ๊บ!

“โอ้ยยย…”

ผมร้องออกมา พลางเอามือลูบก้นกบของตัวเอง หลังจากที่ร่างของผมตกลงถึงพื้นเบื้องล่าง

“เจ็บชิบหาย!”

ผมสบถออกมาก่อนจะยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากพื้น พลางปัดเศษฝุ่นเศษดินที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้าออกอย่างลวกๆ ท่ามกลางความมืด ดีนะที่ตกลงมาแค่ไม่กี่ขั้น ไม่งั้นมีหวังผมได้คอหักตายแน่ๆ

ว่าแต่….นี่มันคือห้องใต้ดินเหรอวะ!?

แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดประกายไฟสีแดงขึ้นที่คบไฟสี่อัน ซึ่งติดอยู่บนผนังห้องทั้งสี่ด้าน ราวกับว่ามันมีกลไกอะไรบางอย่างซ้อนอยู่ ผมได้แต่มองไปรอบๆ ตัวอย่างตื่นตกใจ

“ว้อท เดอะ!… นี่มันเชี่ยอะไรวะเนี่ย!?” ผมเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

ห้องใต้ดินขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม และลังไม้เก่าๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ที่พื้น ซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นเขรอะที่หนาประมาณหนึ่ง แสดงให้ว่าช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ ไม่เคยมีใครย่างกรายเข้ามาในที่นี่เลยแม้แต่คนเดียว

ก่อนที่สายตาของผมจะไปสะดุดเข้ากับโต๊ะไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่ด้านในสุดของห้อง และที่สะดุดตาผมที่สุดคงหนีไม่พ้นหีบไม้สีแดงขนาดไม่ใหญ่มากที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนโต๊ะไม้นั่น

“ไอ้เชี่ย!”

“โคตรเจ๋งเลยว่ะ!”

“อย่างกับอยู่ในหนัง”

“ห้องเก็บสมบัติป่ะวะ?”

เสียงฝีเท้า และเสียงคนคุยกันดังลงมาจากบันได ก่อนที่ไอ้เติร์ก ไอ้กัปตัน พร้อมด้วยพวกลูกสมุนของมันจะยกโขยงกันลงมาสมทบกับผมที่ห้องใต้ดินนี่

“มึงเป็นไรป่ะวะ?” ไอ้เติร์กรีบเดินเข้ามาถามผมทันทีที่มันเห็นผม

“เออ กูไม่เป็นไร”

ไอ้กัปตันมองไปรอบๆ ก่อนจะถามผมขึ้นมาว่า “นี่มึงจุดไฟเหรอ?”

“เปล่า กูไม่ได้จุด อยู่ดีๆ มันก็จุดติดขึ้นมาของมันเอง” ผมตอบมันกลับไปตามสิ่งที่เห็น

“กูเพื่อนเล่นมึงเหรอ ตลกละไอ้สัส!”

ไอ้กัปตันพูดพร้อมกับมองหน้าผมอย่างไม่พอใจ นี่มันกำลังคิดว่าผมล้อมันเล่นอยู่งั้นเรอะ!

“เฮ้ยกัปตัน! มึงมาดูนี่ดิ มีอะไรเขียนไว้ตรงนี้ด้วยว่ะ”

ลูกสมุนคนหนึ่งของไอ้กัปตันเรียกหาลูกพี่ของมัน โดยที่ตัวมันนั้นยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะไม้เก่าๆ ซึ่งมีหีบไม้สีแดงวางอยู่

“เออ”

ไอ้กัปตันตอบกลับก่อนจะเดินตรงไปยังลูกสมุนคนนั้นของมัน โดยที่มันยังอุตส่าห์เดินมาชนไหล่ผมอีกต่างหาก

แกล้งขัดขาให้มันล้มหน้าทิ่มอีกสักทีดีไหมนะ ฮึ่ย!

“ไอ้เมฆ เราเองก็ไปดูกันเถอะ เผื่อเป็นลายแทงสมบัติ” ไอ้เติร์กพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่มันจะลากผมให้ไปดูใกล้ๆ

และที่ด้านหลังโต๊ะไม้ที่มีหีบสีแดงตั้งอยู่ มันมีข้อความบางอย่างที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีแดง โดยที่สีหมึกนั้นดูซีดลงไปตามกาลเวลา

“ภาษาเชี่ยอะไรวะเนี่ย!?”

ไอ้กัปตันพูดขึ้นหลังจากที่มันเดินเข้าไปดูข้อความที่ติดอยู่บนผนังนั่นแบบใกล้ๆ โดยที่พวกลูกสมุนคนอื่นๆ ของมันต่างก็พากันเดินมาดูด้วยความสนอกสนใจเช่นเดียวกัน

“นั่นมัน….”

ผมมองไปที่ตัวหนังสือเหล่านั้นด้วยความแปลกใจ ข้อความที่ถูกเขียนอยู่บนผนังนี่…มันคือ ‘ตัวเมือง’ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘อักษรธรรมล้านนา’ ไม่ผิดแน่

ไม่ผิดเพราะอะไรน่ะเหรอ?

นั่นก็เพราะว่าผมอ่านมันออกน่ะสิครับ! ผมเคยเรียนอักษรพวกนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

ว่าแต่ใครเป็นคนเขียนวะเนี่ย?

แล้วทำไมถึงได้มาเขียนตัวเมืองของภาคเหนือ ในพื้นที่ภาคใต้กันล่ะ? นี่มันไม่ดูข้ามภาคกันไกลไปหน่อยเหรอ?

และที่สำคัญเลยนะอะไรคือ ‘พันธสัญญาแห่งบุษราคัม’

ในขณะผมที่กำลังขมวดคิ้วอ่านข้อความที่เขียนไว้บนผนังอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีมือของใครบางคนคว้าแขนของผมเอาไว้จากทางด้านหลัง ทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง

ซึ่งก็คือไอ้เติร์กนั่นเองครับ และมันกำลังยืนตัวสั่น พร้อมกับทำสีหน้าที่ดูหวาดกลัวแบบสุดขีด

– รีไรท์ 20/07/2023

ตอนที่ 3 : เหล่าผู้มาเยือนอย่างเราๆ

ตอนที่ 3

เหล่าผู้มาเยือนอย่างเราๆ

“อะไรของมึง ปวดขี้เหรอวะ?”

ผมหันไปถามไอ้เพื่อนสนิทของตัวเองที่ยังคงเกาะแขนผมแน่น พร้อมกับทำหน้าราวกับว่ามันเห็นผี

“ตะ…ตรงนั้น”

ไอ้เติร์กพูดตะกุกตะกัก พลางชี้ไปยังมุมมืดของด้านหนึ่งของห้อง จนผมต้องถึงกับหันไปมองตามนิ้วของมัน

“เมื่อกี้…กะ…กูเห็น กูเห็นดวงตาสีเหลืองๆ คู่หนึ่งกำลังมองพวกเราอยู่!” น้ำเสียงของไอ้เติร์กฟังดูสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด

“มองพวกเรา?”

ผมทวนคำพูด ก่อนจะจ้องเขม็งไปในมุมมืดที่ไอ้เติร์กชี้ให้ดูเมื่อครู่ แต่กลับไม่เจอดวงตาสีเหลืองอย่างที่มันบอกเลยแม้แต่น้อย

“ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่หว่า มึงหลอนควันบุรี่ไอ้กัปตันป่ะเพื่อน”

“หลอนก็เชี่ยล่ะ! กูเห็นจริงๆ”

ไอ้เติร์กพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะเดินมาหลบอยู่อย่างข้างหลังผมอย่างที่มันชอบทำ เมื่อมันต้องเจอกับสถานการณ์อะไรก็ตามที่มันรู้สึกกลัว

“ใครอ่านภาษาเชี่ยนี่ออกบ้างวะ!”

ไอ้กัปตันหันไปถามพวกลูกน้องของมันที่ต่างพากันยืนเกาหัวกัน เพราะไม่เข้าใจในภาษาที่อยู่ตรงหน้า

และเท่าที่ผมอ่านดูคร่าวๆ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นขั้นตอนในการทำพิธีอะไรสักอย่างที่มีทั้งหมดสามข้อด้วยกัน

ข้อแรก พิสูจน์ปัญญา

ข้อสอง พิสูจน์สัมพันธ์

ข้อสาม พิสูจน์ตัวตน

ถ้าถามว่าอ่านจบแล้วผมเข้าใจไหม ตอบเลยว่าไม่ครับ…อ่านแล้วผมงงกว่าเดิมอีก ไอ้บ้าเอ๊ย!

“กูๆ กูอ่านออก”

จู่ๆ ลูกสมุนคนหนึ่งของไอ้กัปตันก็ตะโกนขึ้นมาจากด้านหลังผม ก่อนที่มันจะแทรกตัวผ่านไอ้พวกที่เหลือเพื่อไปยืนอยู่ด้านหน้าสุด

“มึงอ่านภาษาเชี่ยนี่ออกด้วยเหรอวะ? ไอ้บอส” ไอ้กัปตันถามลูกสมุนของมันที่ชื่อดูเหมือนจะชื่อบอส

“เออ กูอ่านออก มันคือตัวเมืองของภาคเหนือเราเว้ย เมื่อก่อนตอนเป็นเด็ก กูเคยบวชเรียนที่วัดมาก่อน แล้วหลวงตาที่วัดท่านเคยสอนตัวหนังสือพวกนี้ให้กับกู”

ไอ้คนที่ชื่อบอสตอบกลับ พร้อมกับยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจในความสามารถของตัวเอง

“เออดี แล้วมันเขียนว่าไง” ไอ้กัปตันถามอย่างกระตือรือร้น

ไอ้บอสยิ้มแล้วหันไปมองข้อความที่ติดอยู่บนผนังปูนแตกๆ นั่น ก่อนที่มันจะอ่านบรรทัดแรกให้ไอ้กัปตัน และคนอื่นๆ ฟัง

“พันธสัญญาแห่งบุษราคัม”

ทันทีที่ไอ้คนที่ชื่อบอสอ่านบรรทัดแรกจบ ความรู้สึกเย็นยะเยือกที่ผมสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับอุณหภูมิภายในห้องใต้ดินที่ดูเหมือนจะเย็นลงจนผิวหนังของผมรู้สึกได้

“ข้อแรก พิสูจน์ปัญญา”

ไอ้บอสยังคงอ่านบรรทัดต่อไปท่ามกลางสีหน้าที่ดูสนอกสนใจของคนอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่ไอ้เติร์กที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังของผมด้วย

“ข้อสอง พิสูจน์สัมพันธ์ ข้อสาม พิสูจน์ตัวตน ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะได้รับในสิ่งที่สมควรจะได้รับ”

แคร่กก….

เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ มันดูคล้ายกับเสียงของอะไรบางอย่างที่กำลังครูดไปกับพื้น หลังจากที่ไอ้บอสอ่านจบครบหมดทุกบรรทัด

และเสียงนั่นทำให้ผมรวมถึงคนอื่นๆ ที่อยู่ภายในห้องใต้ดินถึงกับมองหน้ากันไปมาอย่างเลิ่กลั่ก

“เสียงอะไรวะ!?” ไอ้กัปตันถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ

ผมลองเพ่งสมาธิเพื่อฟังดู ก่อนจะฉุดคิดขึ้นได้ว่าไอ้เสียงครูดกับพื้นเมื่อครู่นั่น

ไม่ผิดแน่!

“ประตู! ประตูกำลังปิด!” ผมตะโกนขึ้นเมื่อรับรู้ได้ว่าอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นกับพวกเราแน่ๆ

ซึ่งเชื่อเถอะครับว่าเซนส์ของผมไม่เคยพลาด โดยเฉพาะเรื่องชิบหายอย่างตอนนี้เนี่ย!

“เฮ้ย!”

“บ้าเอ้ย!”

“ปิดได้ไงวะ!”

“เชี่ย! เปิดไม่ออกเลยว่ะ!”

ลูกสมุนของไอ้กัปตันสามคนรีบวิ่งขึ้นบันไดไปที่ประตูเหล็กบานใหญ่ ก่อนที่พวกมันจะรัวกำปั้นทุบประตูเหล็กคร่ำครึที่ปิดสนิทจนเสียงทุบประตูสะท้อนดังลั่นห้องใต้ดิน ท่ามกลางสีหน้าตื่นกระหนกของทุกคน

ก่อนที่สายตาผมจะเหลือบไปเห็นไอ้กัปตันที่ดูเหมือนมันจะกลัวมากซะจนควบคุมสีหน้าตัวเองแทบจะไม่อยู่ นี่มันมาเป็นหัวโจกคนอื่นเขาได้ไงวะเนี่ย ถ้าจะปอดแหกขนาดนี้เนี่ย!

ไอ้สามคนนั่นยังคงทุบประตูต่อไปก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้น มันฟังดูคล้ายกับเสียงฟันดาบในหนังจีนกำลังภายในที่ผมเคยดู

ก่อนที่หัวของลูกสมุนทั้งสามคนของไอ้กัปตันจะกลิ้งหลุนๆ ตกลงมาตามขั้นบันได พร้อมกับเลือดสีแดงสดที่ไหลตามลงมาเป็นทาง

“อ้ากกกกก!!!”

พวกที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกับสิ่งที่เห็น รวมไปถึงผมด้วยครับ

เชี่ยไรวะเนี่ย!

จริงอยู่ที่ผมเห็นผีมาทั้งชีวิต ผีเวอร์ชันสยองๆ เลือดหนองไหลนองก็ผมเคยเห็นมาแล้ว แต่ผมยังไม่เคยเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาแบบนี้มาก่อนเลยนะเว้ย!

แถมตายพร้อมกันสามคนเลยด้วยนะ สามหัวกลิ้งหลุนๆ ลงมาจากบันไดเนี่ย อันนี้มันไม่เกินไปหน่อยเรอะ!!

โดยเฉพาะไอ้เติร์กที่ได้แต่ยืนนิ่ง พร้อมกับอ้าปากค้างเบิกตากว้างเอาไว้

“มึงไหวไหมวะเพื่อน?” ผมพูดพลางจับแขนไอ้เพื่อนสนิทของตัวเอง

ก่อนจะรู้ว่าตัวมันเย็น แถมยังสั่นอย่างกับเจ้าเข้า ทั้งที่เหงื่อมันออกโชกแบบนี้ ซึ่งไอ้เติร์กไม่ได้ตอบอะไรผมกลับมันเพียงแต่พยักหน้าให้ผมเท่านั้น

ส่วนลูกสมุนของไอ้กัปตันที่เหลือบางคนถึงกับอ้วกแตก ฉี่ราดกันตรงนั้นอย่างลืมอายเพราะความกลัว นี่ถ้าเป็นตอนที่กินข้าวมาอิ่มๆ ผมคงได้อ้วกพุ่งอยู่เหมือนกัน

“กะ…เกิดอะไรขึ้นวะ!?”

ไอ้กัปตันเป็นคนแรกที่พูดขึ้น หลังจากที่คนอื่นๆ ตกอยู่ในอาการช็อกไปตามๆ กัน

แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับคำถามของไอ้กัปตันกลับมาเลยสักคน ผมได้ยืนนิ่งมองขั้นบันไดที่เต็มไปด้วยเลือดอย่างใช้ความคิด

ไอ้เสียงฉับนั่นต้องเป็นเสียงมีด ดาบ ไม่ก็ของมีคมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องคมมากแน่ๆ ชนิดที่สามารถตัดคอคนให้หลุดออกจากบ่าได้ในครั้งเดียวแบบนั้น

แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอาวุธอะไรนั่นประเด็นที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ใคร ที่เป็นคนทำเรื่องแบบนี้ต่างหากล่ะวะ!

“กูไม่ยอมตายที่นี่แน่!” ไอ้กัปตันที่ดูเหมือนมันจะกลัวจนสติหลุดเริ่มโวยวายขึ้น “กูไม่รู้หรอกนะว่าใครมันอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้ต้องถึงหูพ่อกูแน่!”

เออ ก่อนจะไปถึงหูพ่อมึง มึงเอาตัวเองให้รอดจากที่นี่ก่อนไอ้เหี้ยเอ้ย!

“บ้าเอ้ย! โทรศัพท์แม่งไม่มีสัญญาณเลยว่ะ!”

ไอ้หน้าจืดที่อ้วกพุ่งเมื่อครู่พูดขึ้น ก่อนที่มันจะชูโทรศัพท์มือถือของตัวเอง แล้วแกว่งไปมาเพื่อหาสัญญาณ

“ของกูก็ไม่มีสัญญาณเหมือนกัน”

พวกคนที่เหลือเริ่มหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาดู แล้วพบว่าไม่มีสัญญาณเหมือนกัน

และผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่หยิบโทรศัพท์ออกมาดู แล้วก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าโทรศัพท์ของผมนั้นหน้าจอแตก แถมยังดับสนิทอีกด้วย มันคงจะแตกตอนที่ผมกลิ้งลงบันไดมาแน่ๆ

แม่ง…สถานการณ์ตอนนี้นี่มันชักจะเหมือนฉากในหนังผี ไม่ก็หนังฆาตกรรมชัดๆ เหลือแค่มีฆาตกรถือขวานออกมาไล่ฆ่าพวกผมเท่านั้นอ่ะตอนนี้

‘เมื่อกี้…..กะ…..กูเห็น กูเห็นดวงตาสีเหลืองๆ คู่หนึ่งกำลังมองพวกเราอยู่!’

จู่ๆ คำพูดของไอ้เติร์กที่มันพูดกับผมเมื่อไม่ถึงห้านาทีก่อนก็ย้อนกลับเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง

เดี๋ยวนะ! ถ้าหากว่าสิ่งที่ไอ้เติร์กพูดเป็นเรื่องจริงล่ะก็…

ผมรีบหันขวับไปมองมุมมืดที่เดียวกับที่ไอ้เติร์กชี้ให้ผมดูว่ามันเห็นดวงตาสีเหลืองอีกครั้ง ด้วยความหวังในใจว่าผมจะไม่เจออะไรบางอย่างเข้าให้

แต่ไม่เลยครับ…

สิ่งนั้นที่ไอ้เติร์กบอกมันมีอยู่จริงๆ ไอ้นัยน์ตาสีเหลืองที่กำลังส่องสว่างนั่นกำลังจ้องมองผมจากมุมมืดของห้อง พร้อมกับความรู้สึกที่ชวนขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก

และแน่นอนว่าไอ้ความรู้สึกนั่น…มันคือลางร้ายอย่างแน่นอนครับ

“เชี่ยล่ะ…”

ผมพูดขึ้นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะสัมผัสได้ว่าอะไรบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา ซึ่งผมเรียกความรู้สึกแบบนี้ของตัวเองว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากสิ่งที่มุ่งจะเอาชีวิตของผม

“ถอยไป!”

ผมตะโกนขึ้นอย่างสุดเสียง พร้อมกับผลักไอ้เติร์กที่ยืนอยู่อย่างไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆ จนมันเซไปชนเข้ากับผนังห้องอีกด้านหนึ่งอย่างจัง

เมื่อสิ้นเสียงของผมแผ่นไม้ขนาดใหญ่พร้อมกับเหล็กปลายแหลมหลายร้อยชิ้นก็หล่นลงมาจากเพดานด้านบน แล้วตกลงมาทับร่างลูกสมุนของไอ้กัปตันจนนอนจมกองเลือดไปสี่คน

“อ๊ากกกกกก!!”

“กับดักเหรอวะ!”

“นี่มันเรื่องเชี่ยอะไรกันวะ!”

เสียงกรีดร้องด้วยความกลัวมาจากพวกที่กระโดดหลบได้ทัน และตอนนี้ดูเหมือนว่าแต่ละคนตกอยู่ในสภาพสติแตกกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ เผลอๆ ผมก็จะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

มันเกิดเรื่องเชี่ยอะไรขึ้นวะเนี่ย มีคนตายเพิ่มขึ้นมาอีกสี่คนแล้วนะเว้ย!

ผมหันไปมอบรอบๆ ห้อง สิบสามคนที่อยู่ในห้องใต้ดินนี้ด้วยกันในตอนแรกนั้น ตอนนี้เหลือเพียงแค่หกคนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งไอ้เติร์ก และไอ้กัปตันก็เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต

“ตะ…ตรงนั้น!”

ไอ้เติร์กพูดตะกุกตะกักพร้อมกับชี้ไปที่แผ่นไม้ขนาดใหญ่ที่ทับร่างคนอยู่บนพื้น

“มะ…มีข้อความติดอยู่ ตะ…ตรงนั้นด้วย”

“ข้อความ?”

ผมพูดขึ้นก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปดูข้อความตามที่ไอ้เติร์กบอก และบนแผ่นไม้มีตัวหนังสือสีแดงเขียนติดอยู่จริงๆ ด้วยครับ

แถมมันยังเป็นตัวเมืองเหมือนกับที่เขียนติดไว้บนผนังห้องในตอนแรกอีกด้วย และดูเหมือนว่าคนที่เขียนข้อความนี้น่าจะเป็นคนคนเดียวกันไม่ผิดแน่ เพราะลายมือเหมือนกันอย่างกับก็อปวาง

“ตัวหนังสือเชี่ยนี่อีกแล้วเหรอวะ! ไอ้บอสอยู่ไหนวะ มึงมาอ่านดิว่ามันเขียนเชี่ยอะไรไว้!”

ไอ้กัปตันที่ชะโงกหน้าดูพูดขึ้น ก่อนที่มันจะหันไปเรียกหาไอ้บอสลูกสมุนของมันที่อ่านตัวเมืองออก

“ไอ้บอส ตะ…ตายแล้ว”

ลูกสมุนของมันอีกคนตอบเสียงสั่น พร้อมกับชี้ร่างของไอ้บอสที่ติดแหงกอยู่ใต้กับดักแผ่นไม้บนพื้น

“ซวยแล้วไงวะ ทีนี่ใครจะอ่านภาษาเชี่ยนนี่ออก!” ไอ้กัปตันเริ่มโวยวายอย่างคนสติแตกขึ้นอีกครั้ง “ทีนี่แม่งได้ตายห่ากันหมดแน่!”

ไอ้เหี้ยนี่! ปากมึงนี่นะ ด้วยคำพูดของไอ้กัปตันทำให้บรรยากาศที่ไม่สู้ดีอยู่แล้วยิ่งดูเลวร้ายเข้าไปกันใหญ่

ตั้งสติหน่อยดิวะหนุ่ม ก็มีกูนี่ไงที่อ่านมันออก

ผมได้แต่ส่ายหัวให้กับไอ้กัปตันอย่างเอือมระอาก่อนจะหันไปตั้งใจอ่านข้อความบนแผ่นไม้แทน

‘สิ่งนี้เป็นของเจ้าเอง แต่คนอื่นกลับใช้มันมากกว่าตัวเจ้า’

อะไรวะนั่น? มันคือคำถามเหรอ? หรืออะไร?

ผมขมวดคิ้วเป็นปม พลางใช้ความคิดอย่างหนักกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะอ่านไป เอาแล้วไง…ตอนเรียนภาษาไทยผมก็ดันแอบหลับมันซะแทบจะทุกคาบ

ไอ้เรื่องการตีความ ถอดความจากบทกลอนหรือคำพรรณนานี่ดูเหมือนว่ามันจะยากเกินไปสำหรับผมแล้วล่ะครับ

“สิ่งนี้เป็นของเจ้าเอง แต่คนอื่นกลับใช้มันมากกว่าตัวเจ้า”

ผมพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ไอ้ห้าคนที่เหลือต่างหันมามองหน้าผมกันอย่างไม่เข้าใจว่าผมพูดอะไรออกมา

“มึงพูดอะไรของมึงวะไอ้เมฆเพื่อน” ไอ้เติร์กเป็นคนแรกที่ถามขึ้น

“ก็ไอ้ข้อความบนแผ่นไม้นั่น มันเขียนไว้แบบนั้น” ผมตอบกลับไป

“นี่มึงอ่านภาษานี่ออกด้วยเหรอวะ!” เป็นไอ้กัปตันที่ถามขึ้นบ้าง

“เออ กูอ่านออก” ผมพูดพลางมองหน้าพวกคนที่เหลือก่อนจะพูดต่อ “แต่กูไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร ‘สิ่งนี้เป็นของเจ้าเอง แต่คนอื่นกลับใช้มันมากกว่าตัวเจ้า’ พวกมึงมีใครพอจะเข้าใจบ้างว่ามันหมายถึงอะไร”

ทั้งห้าคนที่เหลือต่างเงียบแล้วมองหน้ากันไปมา บางคนก็ส่ายหน้า บางคนก็ทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างสิ้นหวัง ก่อนที่เสียงเท้าของใครบางคนจะดังมาจากทางบันได เรียกให้พวกเราทั้งหมดหันไปมองพร้อมกัน

โดยที่ร่างไร้ศีรษะสามร่างของเจ้าพวกที่ถูกตัดหัวที่ประตูกำลังเดินโซซัดโซเซลงบันไดมาในสภาพโชกเลือด

ชนิดที่ว่าลืมฉากในหนังผีน่ากลัวๆ ที่เคยดูไปในชีวิตนี้ให้หมดเลยครับ

ชิบหายล่ะผีหลอก…

และแน่นอนว่านั่นคือวินาทีที่ผมเพิ่งจะรู้ตัวครับว่าชีวิตของผมนั้นกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ!

– รีไรท์ 20/07/2023

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...