โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทย : คำศัพท์และการสร้างตัวตนในสังคมสมัยใหม่ (4)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.59 น. • เผยแพร่ 25 ส.ค. 2565 เวลา 03.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทย

: คำศัพท์และการสร้างตัวตนในสังคมสมัยใหม่ (4)

เมื่องานก่อสร้างยุคสมัยใหม่ถูกครอบครองด้วยจิตสำนึกใหม่ ที่แยกเนื้องานออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ สถาปนิก วิศวกร และช่างก่อสร้าง (ในแต่ละกลุ่มก็ยังมีการแยกย่อยอีก เช่น ช่างเขียนแบบ ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ผู้รับเหมา ฯลฯ)

ปัญหาที่ตามมาคือ การจัดวางสถานภาพความสัมพันธ์ของคนทั้งสามกลุ่ม ว่าควรจะเป็นไปในรูปแบบใด ใครสูงกว่า ใครต่ำกว่า หรือใครเท่ากัน

แน่นอน ทุกกลุ่มต่างแข่งขันแย่งชิงเพื่อสร้างสถานะที่สูงกว่า และสถาปนิกก็เช่นกัน มีความพยายามที่จะกำหนดสถานภาพของวงการตนเองให้อยู่เหนือสุดของวงจรการก่อสร้างทั้งหมด ดังที่ นารถ โพธิประสาท พยายามอธิบายว่า

“…สถาปนิกถือกันว่า ‘สถาปัตยะกรรม’ เป็นอารฺท ชะนิดนางพญา (Mistress Art) และเลิศกว่าอารฺทอื่นๆ…”

หรือที่ ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร ก็อธิบายไปในทำนองเดียวกันว่า “…เราไม่หมายจะแสดงว่าอาชีพของเรานี้ประเสริฐไปกว่าอาชีพอื่นๆ มากนัก แต่เราถือว่าอาชีพของเรานี้เป็นอาชีพที่ให้กำเนิดแก่อารยการได้ดีกว่าอาชีพอื่นๆ และไม่ใช่แต่เพียงในส่วนที่เกี่ยวด้วยการผัดหน้าการโยธาให้หมดจดเท่านั้น…”

น่าสังเกตว่า สถาปนิกไทยยุคแรก พอใจที่จะเปรียบเทียบวิชาชีพตนในระดับสูงมาก โดยมักเทียบกับแพทย์หรือเนติบัณฑิต จากเอกสารร่วมสมัย เรามักพบการอธิบายความเป็นสถาปนิก (ที่นอกเหนือไปจากคุณสมบัติในเชิงการออกแบบ) ว่าต้องเป็นผู้รอบรู้ในสรรพวิชาที่สมบูรณ์พร้อม รู้จักกาลเทศะ มีสมบัติผู้ดี และสุจริตเที่ยงธรรม

ทัศนะเช่นนี้ อาจเชื่อมโยงกลับไปไกลถึงกำเนิดวิชาชีพสถาปนิกรูปแบบใหม่ในยุคเรอแนซ็องส์ ที่มองว่า สถาปนิกจะต้องรอบรู้ในศาสตร์สาขาที่กว้างขวาง ทั้งวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ ปรัชญา แม้กระทั่งการแพทย์ และยังจะต้องเป็นสุภาพบุรุษด้วย

ทัศนะเหล่านี้สืบทอดต่อเนื่องมายังสถาปนิกในยุโรปทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสยุคต่อมา จนถึงราวต้นศตวรรษที่ 20 ที่นักเรียนไทยเดินทางไปศึกษาต่อ ก็น่าจะได้รับผลสืบเนื่องทางความคิดนี้กลับมาไม่มากก็น้อย

ความคิดข้างต้น เมื่อผสานเข้ากับวัฒนธรรมการแบ่งช่วงชั้นทางสังคมไทยที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนานก็ยิ่งทำให้กลุ่มสถาปนิกยุคแรกเริ่ม (ที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้านายและผู้ดีมีสกุลเกือบทั้งสิ้น) พยายามจัดวางสถานะวิชาชีพของตนอย่างสูงส่ง และเหยียดวิชาชีพอื่นในวงการก่อสร้างให้ต่ำกว่าตนเอง

เมื่อแรกก่อตั้ง “สมาคมสถาปนิกสยาม” หลวงบุรกรรมโกวิท เคยเสนอให้รับสมาชิก ที่ประกอบไปด้วยคน 4 กลุ่ม คือ สถาปนิก ช่างเขียนแบบ ผู้ตรวจงาน และช่างก่อสร้าง แต่ ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า

“…กล่าวต่อไปถึงนโยบายของเธอที่ว่าจะให้มีสมาชิก 4 ประเภท, โดยนับช่างเขียนแบบ ผู้ตรวจงาน แลช่างก่อสร้างเข้าสมทบด้วยนั้น, เป็นความหวังดีที่น่าชื่นชมมาก, แต่ฉันเกรงว่าผู้ที่ไม่ได้รับความอบรมแลศึกษามาจากสถาปนิกศึกษาสถานอันดีแล้ว จะทำได้ละหรือ? ฉันยังไม่เคยเห็นช่างเขียนแบบก็ดี ผู้ตรวจงานก็ดี หรือช่างก่อสร้างก็ดี ที่เขาหาเวลาหรือสามารถฝึกตนเองให้เป็นสถาปนิกขึ้นมาได้…การที่จะอนุญาตให้ช่างเขียนแบบสามัญ ผู้ตรวจการก่อสร้าง ช่างก่อสร้างเข้าร่วมสโมสรด้วยเช่นนี้ น่าจะเป็นที่รังเกียจสำหรับสถาปนิกที่เทียบตนเท่ากันกับเนติบัณฑิตย์แลแพทย์อย่างที่เธอว่าได้ เพราะในประเทศอื่นๆ เขาถือกันว่าคนงานเหล่านั้นจะต้องอยู่ในโอวาทของสถาปนิกๆ เขาจะวิสาสะสนิทด้วยไม่ได้เลย…”

แน่นอน ทัศนะที่มองว่าสถาปนิกควรอยู่เหนือหรือควบคุมช่างต่างๆ นั้นมิใช่เรื่องใหม่ เราอาจสืบย้อนกลับไปได้ไกลถึงสถาปนิกยุคเรอแนซ็องส์ที่ก็มองว่าสถาปนิกคือกลุ่มคนที่ควรจะมีสถานะเหนือสุดในกระบวนการก่อสร้างทั้งหมด

เช่น Leon Battista Alberti สถาปนิกชาวอิตาเลียนยุคเรอแนซ็องส์ ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ช่างฝีมือทั้งหลายคือเครื่องมือของสถาปนิก” หรือ Philibert Delrome สถาปนิกชาวฝรั่งเศสก็มองในลักษณะเดียวกันว่า “ช่างก่อ ช่างตัดหิน และคนงานทั้งหลายคือบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมโดยสถาปนิก”

แต่ทัศนะดังกล่าวได้ผนวกเข้ากับรากฐานทางสังคมของไทยที่ชอบจัดแบ่งทุกอย่างออกเป็นช่วงชั้นตามระนาบแนวดิ่งตลอดเวลา จึงทำให้ทัศนะดังกล่าวถูกยกระดับขึ้นกลายเป็นการแบ่งชนชั้นในเชิงสูง-ต่ำ ดี-เลว ไปโดยปริยาย

หากมองกลับมาในสมัยปัจจุบัน รากความคิดนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ในหมู่มวลสถาปนิกรุ่นใหม่ของไทย ที่มีการจัดระดับสถาปนิกไว้บนยอดพีระมิดของศาสตร์การก่อสร้างและดูถูกช่างฝีมือหรือช่างระดับอาชีวะว่ามีสถานะที่ต่ำต้อยกว่า

แต่ถ้าเราเหลียวมองดูวิชาชีพช่างและสถาปนิกในสังคมอื่น ประเด็นนี้แม้จะมีเช่นกัน แต่ดูเสมือนว่าจะไม่แหลมคมและหนักหน่วงเท่าใดนัก เช่น สังคมญี่ปุ่น สถานะและบทบาทของช่างไม่ได้ต่ำต้อยกว่าสถาปนิกแต่อย่างใดเลย แน่นอน ทั้งสองอาชีพมีความต่างกัน แต่ก็ไม่ได้ต่างกันในเชิงระดับชั้นสูงต่ำที่แบ่งแยกมากเหมือนกับสังคมไทย

ไม่เพียงแต่การแบ่งช่วงชั้นสูงต่ำระหว่างสถาปนิกกับช่างเท่านั้น ภารกิจสำคัญอีกอย่างคือ การเข้าไปต่อสู้กับ “ช่างจีน” ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่รับเหมาก่อสร้างอาคารต่างๆ ของสังคมไทยในช่วงดังกล่าว

นับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ช่างจีนคือกลุ่มหลักที่เข้ามารับหน้าที่ก่อสร้างในไทย ทั้งที่เข้ามาเป็นกุลีไร้ฝีมือ จนมาถึงแรงงานมีฝีมือ เช่น ช่างก่อ ช่างปั้น ฯลฯ ต่อมา คนจีนเหล่านี้ได้พัฒนาทักษะจนสามารถออกมารับเหมาก่อสร้างของตนเองได้ จนสุดท้าย ช่างจีนก็ได้เข้ามายึดกุมงานช่างเกือบทุกอย่างของสังคมไทย

ดังนั้น ช่างจีน จึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งของการสร้างตัวตนและอำนาจของวิชาชีพสถาปนิก และจึงไม่แปลกใจที่ในห้วงเวลาดังกล่าว การโจมตีช่างจีนโดยกลุ่มสถาปนิก (รวมถึงวิศวกรด้วย เพราะช่างชาวจีนมีสถานะเป็นเหมือนศัตรูร่วมของสองวิชาชีพนี้) จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านการสร้างภาพความขี้โกง เห็นแก่เงิน และมุ่งแต่กำไรโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของช่างจีน

ตัวอย่างที่สะท้อนได้ดีคือ ข้อเขียนบรรณาธิการวารสารข่าวช่าง พ.ศ.2479 ความตอนหนึ่งว่า

“…บัดนี้ ถ้าเราหันมามองดูการช่างของเราบ้าง จะเห็นว่ายังอยู่ในฐานะที่ยังต้องการความเอาใจใส่อยู่มาก สมาคมการช่างของเราเวลานี้มีอยู่ 2 สมาคม คือ สมาคมนายช่างแห่งกรุงสยาม และสมาคมวิศวกรรม แต่ทั้ง 2 สมาคมยังไม่มีอำนาจปกครองผู้ที่อาศัยอาชีพการช่างได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันเหมือนแพทยะสมาคมหรือเนติบัณฑิตสภาเลย…และตราบใดที่เรายังไม่มีการควบคุมเช่นนี้แล้ว อาชีพการช่างของเราน่าจะยังคงต่ำต้อยอยู่ตราบนั้น…เขายังคงเข้าใจอยู่ว่าการมาหาช่างจีนที่ไม่ได้รับปริญญาการช่างมาจากสำนักใดเลย ก็อาจจะได้ผลดีกว่าการมาหาช่างปริญญาในการช่างเสียอีก…”

ในกลุ่มสถาปนิกก็มีความคิดไปในทำนองเดียวกัน เช่นมีการอธิบายว่า

“…คำถามที่ว่า ‘เมื่อจีนช่างก่อสร้างทำการก่อสร้างได้โดยไม่ต้องมีแบบแปลนไซร้ ทำไมเราจึงต้องใช้สถาปนิกด้วย?’ นั้นเป็นปัญหาที่น่าคิด…” ตามมาด้วยการนำเสนอภาพการโกงของช่างจีนต่างๆ นานา เช่น “…บรรไดบ้านของฉันซึ่งสูงตั้ง 75 เซนติเมตร์ จะให้จีนช่างก่อสร้างทำ 5 คั้น เขาก็ไม่ยอม บอกว่าทำไม่ได้, ช่างก่อสร้างทำห้องให้ฉันเล็กเกินไป บางห้องก็ต้องรื้อ…สิ่งก่อสร้างควรมีรากใหญ่, ลึกและแน่น ก็ทำรากเล็ก, ตื้นและไม่แน่นพอ…นอกจากนี้ยังมีเล่ห์ของจีนช่างก่อสร้างอีกมากมาย เขาไม่มีความรู้พอแก่งานในหน้าที่ใหญ่โตเช่นนี้ มากนอกเหนือไปกว่าความรู้ในการค้ากำไรของเขา…”

ช่างจีนกลายเป็นจำเลยหลักในการโจมตีของกลุ่มสถาปนิกและวิศวกร เพราะช่างจีนเป็นกลุ่มที่เข้ามาแย่งงานโดยตรง

ซึ่งกระบวนการสร้างช่างจีนให้เป็นคนโกง จะดำเนินสืบเนื่องต่อมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ผ่านเอกสารและข้อเขียนของกลุ่มสถาปนิกมากมายที่เกินกว่าจะเอามาแจกแจงในบทความนี้ได้

ปรากฏการณ์นี้ได้รับการตอบสนองอย่างดีจากนโยบายชาตินิยมไทยที่สร้างภาพคนจีนให้เป็นผู้ร้าย ที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนถึงสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม จนทำให้ภาพลักษณ์ด้านลบของช่างจีนกลายเป็นภาพจำหลักของสังคมไทย

และทำให้การสถาปนาช่วงชั้นทางสังคมที่สูงส่งของสถาปนิกค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นอย่างมั่นคงในสังคมไทยตามไปด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...