โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

10 เกร็ดประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในการกำเนิด รถไฟไทย

Sarakadee Lite

อัพเดต 13 ธ.ค. 2564 เวลา 15.19 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 03.37 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

รู้จักประวัติศาสตร์การกำนิด รถไฟไทย ผ่านเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ย้อนไปตั้งแต่รถไฟขบวนแรกที่เข้ามาในสยาม กลุ่มคนไทยกลุ่มแรกที่ได้พบเห็นเทคโนโลยีการเดินทางอันน่าตื่นตาตื่นใจไปจนถึงการสร้างรางรถไฟสายแรกในสยาม

สถานีหัวลำโพงในอดีต (ภาพ : หอสมุดแห่งชาติ)

1. รถไฟขบวนแรกในสยามเป็น “รถไฟจำลอง”

รถไฟขบวนแรกที่เข้ามาในสยามคือ รถไฟจำลอง ที่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร โปรดให้คณะราชทูตนำมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. 2398 พร้อมกับการเจรจาทำสนธิสัญญาเบาว์ริง โดยครั้งนั้นโปรดเกล้าฯ ให้คณะราชทูตนำรถไฟจำลองมาถวายมีราชทูตชื่อ แฮรี สมิธ ปาร์กส์ (Harry Smith Parkes หรือ มิสเตอร์ฮาริปัก ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์) เป็นผู้ทำหน้าที่นำรถไฟจำลองย่อส่วนจำนวน 5 ตู้ พร้อมราง มาพร้อมกับกำปั่นไฟ กระจกฉากรูปควีนวิคตอเรีย และเครื่องราชบรรณาการอื่น ๆ มาถวาย

รถไฟจำลองพร้อมรางจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

แฮรี สมิธ ปาร์กส์ เป็นอุปทุตที่เคยเดินทางมาพร้อมกับ เซอร์ จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) ราชทูตอังกฤษ ที่ถูกส่งมาเจรจาทำหนังสือพระราชไมตรีกับสยามก่อนหน้านั้น และก็เป็นแฮรี สมิธ ปาร์กส์ ที่ทำหน้าที่นำหนังสือสัญญาฉบับนั้นกลับออกไปประทับตราที่แผ่นดินอังกฤษ และกลับเข้ามาเปลี่ยนหนังสือสัญญาฉบับที่ประทับตรา ณ แผ่นดินกรุงเทพมหานคร ก่อนจะได้เข้าเฝ้าฯ รัชกาลที่ 4 ในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2398 พร้อมถวายรถไฟจำลอง และเป็นครั้งแรกที่ชาวสยามได้เห็นขบวนรถไฟ (แต่ก็เป็นเฉพาะคนในราชสำนักเท่านั้น)

รถไฟจำลองดังกล่าวย่อส่วนจากรถจักรไอน้ำที่ใช้จริงในประเทศอังกฤษยุคนั้น หัวรถจักรมีตัวอักษร เป็นหัวรถจักรไอน้ำชนิดมีปล่องสูงและมีรถพ่วงครบขบวนวิ่งบนรางได้เหมือนของจริง และกลายเป็นของเล่นที่โปรดปรานของเจ้านายเล็ก ๆ ในสมัยนั้น แต่เมื่อเล่นจนชำรุดรถไฟจำลองขบวนนี้ก็ถูกละเลยไป

ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงระลึกถึงของเล่นเมื่อครั้งพระเยาว์ จึงทรงค้นหารถไฟจำลองจากกองพัสดุเก่าและทรงมอบให้ทางโรงงานรถไฟมักกะสันซ่อมแซมตามสภาพที่เหลืออยู่ เป็นหัวรถจักรและรถพ่วงอีก 4 ตู้ขบวนรถพ่วงขาดหายไป1ขบวนปัจจุบันรถไฟจำลอง เครื่องราชบรรณาการจากอังกฤษถึงราชอาณาจักรสยามขบวนนี้จัดแสดงอยู่ที่ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร

บรรยากาศในห้องควบคุมรถไฟ (ภาพ: ฝ่ายภาพ นิตยสารสารคดี)

2. คนไทยคณะแรกที่ได้เห็นรถไฟ

ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้นการได้เห็นรถไฟจำลองที่วิ่งบนรางได้จริงถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นแล้ว และก็มีเพียงเจ้านายในวังเท่านั้นที่จะได้เห็น ยิ่งเป็นรถไฟของจริงด้วยยิ่งแทบไม่มีใครได้เห็น จนถึง พ.ศ.2400เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูต ร่วมด้วย เจ้าหมื่นสรรเพชภักดี (เพ็ง เพ็ญกุล) เป็นอุปทูต จมื่นมณเฑียรพิทักษ์ (ด้วง) เป็นตรีทูต และหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร)เป็นล่าม อีกทั้งมีผู้ร่วมขบวนคณะราชทูตอีก 27 คน ไปเจริญไมตรีกับอังกฤษ โดยบุคคลเหล่านี้ถือเป็นคนสยามคณะแรกที่ได้เห็นรถไฟของจริงก่อนใครโดยหม่อมราโชทัยนำเรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟมาเขียนไว้ในจดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปลอนดอน และเป็นที่มาของ“นิราศลอนดอน” นั่นเอง

ภาพบรรยากาศความคึกคักของสถานีรถไฟหัวลำโพงในอดีต (ภาพ: ฝ่ายภาพ นิตยสารสารคดี)

3. “รถไฟสายปากน้ำ” ทางรถไฟโดยเอกชนสายแรกในสยาม

ก่อนที่รัชกาลที่ 5 จะทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปิดเส้นทางรถไฟและบุกเบิกกิจการรถไฟเพื่อเชื่อมต่อการคมนาคมในภูมิภาคต่าง ๆ อันที่จริงมีบริษัทเอกชนจากต่างประเทศเคยยื่นข้อเสนอในการสร้างเส้นทางรถไฟในสยามมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เช่น มีตัวแทน บริษัท ลอยด์ (Lloyd Company) จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ เสนอขอสัมปทานทางรถไฟข้ามคอคอดกระ และมีแผนก่อตั้งบริษัทรถไฟสยามเป็นการร่วมทุนระหว่างไทยกับอังกฤษ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากทางกงสุลใหญ่อังกฤษประจำราชอาณาจักรสยามและข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสิงคโปร์ไม่เห็นชอบ เนื่องจากเห็นว่าผลประโยชน์ไม่คุ้มค่าใช้จ่ายและอาจทำให้กิจการค้าของสิงคโปร์ทรุดลง ความพยายามของเอกชนต่างประเทศมีมาต่อเนื่องถึงสมัยรัชกาลที่ 5แต่ไม่สำเร็จเช่นกันโดยมีหลักฐานเป็นพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 ตอบกงสุลอเมริกัน เมื่อปี พ.ศ.2420 ว่า “เวลานี้ยังไม่ต้องการที่จะคิดในเรื่องรถไฟ”

การขอสร้างทางรถไฟโดยเอกชนหายเงียบไปกว่า 8 ปี จากนั้นก็ได้มีชาวต่างชาติขอสร้างทางรถไฟขึ้นอีกครั้ง เป็นเส้นทางรถไฟจากบริเวณหน้าสถานีหัวลำโพงไปสิ้นสุดที่ปากน้ำ เป็นทางรถไฟสายแรกในไทยที่เอกชนตั้งขึ้นในรูปแบบของบริษัท เรียกว่า “บริษัทรถไฟปากน้ำ” เริ่มระดมทุนโดยวิธีเรียกหุ้น แต่ปรากฏว่าหุ้นไม่พอ รัชกาลที่ 5 จึงพระราชทานเงินช่วยเหลือ กิจการรถไฟปากน้ำจึงสำเร็จได้ โดยเริ่มลงมือสร้างใน พ.ศ. 2434 แล้วเสร็จในอีก 2 ปีถัดมา

รถจักรชุดปัจจุบันที่ประทับตราบริษัท GE Transportation

4. “กรุงเทพฯ-นครราชสีมา” ทางรถไฟสายแรกของรัฐบาลสยาม

อันที่จริงทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นแผนแรกของเส้นทางรถไฟ แต่กลายเป็นว่าสร้างทีหลัง แรกเริ่มเดิมที รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้าง ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นทางรถไฟสายแรกในสยาม ด้วยผลประโยชน์ทางการค้า ที่สยามจะได้รับจากแนวคิดของอังกฤษที่เป็นเจ้าอาณานิคมพม่าและมีการวางแผนส่งสินค้าจากสิงคโปร์ผ่านสยามไปขายที่จีนตอนใต้ และขนทรัพยากรธรรมชาติจากจีนลงมาสิงคโปร์ แต่ด้วยเหตุจำเป็นทางการเมืองที่ต้องการรับมือกับการรุกคืบของฝรั่งเศสทางฝั่งอีสาน ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จึงถูกสร้างขึ้นเป็นสายแรกในสยาม

ทางรถไฟสายแรก กรุงเทพฯ-นครราชสีมาเริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2436 ขนาดรางกว้าง 1.435 เมตร ระยะทาง 264 กิโลเมตรในยุคนั้นฝรั่งเศสที่เป็นเจ้าอาณานิคมลาวและกัมพูชา พยายามรุกสยามมาทางฝั่งภาคอีสาน ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จึงถูกสร้างขึ้นเป็นสายแรกเพื่อเป็นหลักประกันความเป็นเอกราชของสยามประเทศ ให้เห็นว่าการมีรถไฟเชื่อมความเจริญออกไปสู่เมืองต่าง ๆ เป็นรากฐานของการสร้างเอกราชให้สยามด้วย

โต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่รถไฟในอดีต (ภาพ: ฝ่ายภาพ นิตยสารสารคดี)

5. ที่มาของ “วันสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย”

วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2439 ตรงกับ วันสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย ในวันนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบการเปิดการเดินรถไฟ สถานีกรุงเทพฯ-อยุธยา ซึ่งเป็นส่วนแรกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จของเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้ถือเอาวันที่ 26 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย” นับแต่นั้นมา ทั้งนี้การสร้างรถไฟจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2443 และมีพิธีเปิดรถไฟสถานีนครราชสีมา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2443

ตราวงกลมพระนาม “บุรฉัตร” (ภาพ: ฝ่ายภาพ นิตยสารสารคดี)

6. ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ใช้ รถจักรดีเซล

ในอดีตไทยถือว่าเป็นประเทศในฝั่งเอเชียที่มีเทคโนโลยีด้านการเดินทางที่ทันสมัย ใน พ.ศ.2471ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีรถจักรดีเซล ครั้งนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ทรงซื้อรถจักรดีเซลจากบริษัทผู้ผลิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นรถจักรดีเซลขนาด 180 แรงม้ามีกำลังมากกว่ารถจักรไอน้ำ เหตุที่ต้องซื้อนอกจากกำลังขับเคลื่อนดีกว่ารถจักรไอน้ำแล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาการหาซื้ออะไหล่ซ่อมแซมได้ยาก รวมถึงผู้ผลิตรถจักรทั่วโลกได้ยกเลิกการผลิตรถจักรไอน้ำไปเป็นส่วนใหญ่กรมรถไฟสั่งซื้อรถจักรไอน้ำรุ่นสุดท้ายในปี พ.ศ.2493

ตราวงกลมพระนาม “บุรฉัตร” ติดอยู่ข้างรถจักรดีเซลทุกขบวน เป็นเครื่องระลึกถึง พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟคนแรกผู้ริเริ่มนำรถจักรดีเซลมาใช้ในสยาม เป็นประเทศแรกในเอเชียโดยรถจักรดีเซลที่มีกำลังมากได้ถูกใช้เป็นรถไฟสำหรับลำเลียงสินค้า

ไทยมีรถจักรไอน้ำใช้ขบวนแรกตั้งแต่เริ่มก่อสร้างทางรถไฟ เมื่อปี พ.ศ. 2436 ต่อมาต่างประเทศหันไปใช้รถจักรไฟฟ้า และเลิกผลิตรถจักรไอน้ำทำให้หาเครื่องอะไหล่ได้ยาก ไทยจึงเปลี่ยนไปซื้อรถจักรดีเซล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471 เป็นต้นมา

แสตมป์ชุดรถจักร รำลึก 80 ปี การสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย (ภาพ: ฝ่ายภาพ นิตยสารสารคดี)

ใครที่สนใจประวัติศาสตร์รถจักร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก แสตมป์ชุดรถจักร จัดทำขึ้นในวาระรำลึก 80 ปีแห่งการสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดจำหน่ายวันแรกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2520แสตมป์ชุดนี้มี 4 ดวง เสนอภาพรถจักรที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การรถไฟไทยนำมาใช้ได้แก่ รถจักรไอน้ำ George Egestoff รถจักรไอน้ำ รุ่น Pacific รถจักรดีเซลไฟฟ้า รุ่น Davenport (ซื้อจากบริษัทดาเวนปอร์ตเบสเลอร์ สหรัฐอเมริกา เริ่มใช้พ.ศ.2498) และรถจักรดีเซลไฟฟ้า รุ่น Alsthom (ซื้อจากบริษัทอัลาทอม แอตแลนติกประเทศฝรั่งเศส)

(ภาพ: ฝ่ายภาพ นิตยสารสารคดี)

7. “สะพานจุฬาลงกรณ์” กับซากรถไฟในสงครามโลก

รัชกาลที่ 5โปรดให้มีการสร้างเส้นทางรถไฟสายใต้ จากสถานีรถไฟบางกอกน้อยถึงสถานีรถไฟเพชรบุรีและผ่านเมืองราชบุรี โดยโปรดให้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองให้รถไฟวิ่งผ่านไปได้ และพระราชทานนามว่า“สะพานจุฬาลงกรณ์”พร้อมกันนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดสะพานอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2544จุดสังเกตสำคัญคือ“ป้ายหยุดรถไฟสะพานจุฬาลงกรณ์”ที่เขียนข้อความว่า “สะพานจุฬาลงกรณ์ สร้างปี 120”ระบุพระนามของรัชกาลที่ 5 และปีที่ก่อสร้างร.ศ.120

สะพานจุฬาลงกรณ์อยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ชาวบ้านเรียกสะพานดำ กลายเป็นจุดสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานจุฬาลงกรณ์หรือสะพานรถไฟจุฬาลงกรณ์หรือสะพานดำเป็นเส้นทางขนส่งเชลยศึกของกองทัพญี่ปุ่น และถูกระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตรทำลายจนเสียหายใช้การไม่ได้ ต่อมากองทัพญี่ปุ่นนำแรงงานเชลยศึกฝรั่งมาซ่อมแซมเป็นสะพานไม้ชั่วคราว แต่ระหว่างการนำหัวรถจักรไอน้ำมาทดลองวิ่ง สะพานได้หักลงและหัวรถจักรก็เสียหลักจมลงแม่น้ำ จนกระทั่งมีแผนการเก็บกู้ซากหัวรถจักรสมัยสงครามโลกของกองทัพญี่ปุ่นอีกครั้ง เมื่อปีพ.ศ.2561

8. กำเนิดศูนย์กลาง สถานีรถไฟหัวลำโพง

ศูนย์กลางการเดินทางโดยรถไฟจะเป็นที่ไหนไม่ได้ถ้าไม่ใช่ หัวลำโพง ศูนย์กลางการขนส่งผู้โดยสารจากกรุงเทพฯ ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งสายใต้ สายเหนือและสายอีสาน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการกระจายผู้คน สินค้า จากภูมิภาคต่าง ๆ เข้าสู่กรุงเทพฯสถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือหัวลำโพง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่สร้างเสร็จและเปิดใช้การได้ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพ.ศ. 2459 หรือ 9 ปี หลังจากรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคตไปแล้ว

แรกเริ่่มสถานีหัวลำโพงมีชื่อเรียกในภาษาราชการว่า “สถานีรถไฟหลวงสายเหนือ” ตั้งอยู่ในตำบลหัวลำโพง และถูกเรียกเป็นสามัญว่า สถานีรถไฟหัวลำโพง ในปี พ.ศ.2459 ข้าราชการกรมรถไฟหลวงสายเหนือและสายใต้ร่วมบริจาคทรัพย์สร้างลานน้ำพุบริเวณลานหน้าสถานีรถไฟ มีน้ำพุเปิดน้ำให้สาธารณชนได้ใช้ดื่ม โดยมีแท่นน้ำพุตั้งกลางสวนหย่อมล้อมรอบด้วยแท่นช้าง และมีซุ้มด้านหน้า (สมัยนั้นยังไม่มีหอนาฬิกา) เป็นอนุสาวรีย์ระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว (ภาพที่มีลานน้ำพุหน้าสถานีหัวลำโพง ปรากฏอยู่ใน หนังสือที่ระลึกในการเปิดทางรถไฟหลวงสายใต้ ปี พ.ศ.2459)

ในด้านสถาปัตยกรรมนั้นเป็นอาคารทรงโดมสไตล์อิตาเลียนเรอเนซองส์ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสถานีแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ซึ่งสร้างก่อนหัวลำโพง 25 ปีนอกจากนี้วัสดุในการก่อสร้างเป็นวัสดุสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนีและมีการติดตั้งนาฬิกาขนาดใหญ่บริเวณกึ่งกลางยอดโดมด้านหน้าของสถานีคล้ายกันอีกด้วย ซึ่งแม้ถ้าเทียบกับสถานีรถไฟระดับโลก หัวลำโพงอาจจะไม่ได้เก่าแก่มาก แต่สำหรับประเทศไทย หัวลำโพง นับได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ รถไฟไทย รวมทั้งประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างคมนาคมที่ต้องบันทึกไว้

เบื้องหลังความอร่อยในตู้เสบียง (ภาพ: ฝ่ายภาพ นิตยสารสารคดี)

9. ตู้เสบียงรถไฟในตำนานต้นตำรับ “ข้าวผัดรถไฟ”

ร้านอาหารบนรถไฟระหว่างการเดินทางไกลถูกจัดให้อยู่บนตู้พิเศษที่เรียกว่า ตู้สเบียง เป็นร้านอาหารที่บริการเมนูปรุงร้อนโดยพ่อครัวของการรถไฟและอาหารที่ขึ้นชื่อของตู้เสบียงต้องมีข้าวผัดรถไฟ ยำเนื้อพิเศษ และโอเลี้ยงยกล้อ

พ.ศ.2526 การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลตู้เสบียงไปบริหารจัดการ ซึ่งในการประมูลครั้งแรก ตู้เสบียงขบวนรถด่วน 16 ขบวนและรถเร็วอีก 20 ขบวน สร้างรายได้ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยถึงปีละ 40 ล้านบาท สูงกว่ากำไรที่การรถไฟแห่งประเทศไทยเคยทำได้จากการดำเนินการตู้สเบียงเองปีละแค่ 3 ล้านบาท แต่กระนั้นกลับมีปัญหาตามมาโดยในยุคแรกที่ปล่อยให้เอกชนเข้ามาบริหารงานทั้งหมดพบการร้องเรียนจากผู้โดยสารเรื่องราคาอาหารสูงและรสชาติไม่อร่อย การรถไฟจึงได้ปรับเปลี่ยนมาตั้งอัตราเช่าตู้เสบียงไว้เป็นราคามาตรฐานและกำหนดราคาจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเป็นราคามาตรฐาน ให้เอกชนแข่งขันด้านการบริการมากกว่าแข่งขันด้านราคาเช่าสูงสุด

อีกเสน่ห์ของ รถไฟไทย คือ บรรดาพ่อค้า แม่ค้าบนรถไฟที่ทำหน้าที่เป็นตู้เสบียงเคลื่อนที่ (ภาพ: ฝ่ายภาพ นิตยสารสารคดี)

สำหรับเมนูดั้งเดิมจากสูตรของพ่อครัวการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่าง ข้าวผัดรถไฟ นั้นมีลักษณะคล้ายข้าวผัดอเมริกัน เติมเมล็ดถั่วลันเตา ใส่ไส้กรอกหรือหมูแฮมหั่นชิ้นเล็ก ผัดกับซอสแดง โรยหน้าด้วยลูกเกด ส่วน ยำเนื้อพิเศษ เป็นยำเนื้อที่ใช้เนื้อสัน ย่างให้มีกลิ่นหอม ไม่ใช้การลวกเนื้อในน้ำร้อน แตกต่างจากสูตรยำเนื้อที่นิยมปรุงในร้านอื่น ๆ ในยุคนั้น ส่วน โอเลี้ยงยกล้อเครื่องดื่มชงจากกาแฟเม็ดคั่วสดจึงได้รสเข้มข้นและหอมกว่าโอเลี้ยงทั่วไปและเติมนมสดลงไปได้รสหวานมันกลมกล่อม ด้านเมนูอาหารเช้ายุคแรก ๆ ของตู้สเบียง ได้แก่ ปลาชุบเกล็ดขนมปังทอด เสิร์ฟพร้อมกาแฟร้อนและน้ำส้มคั้น

อีกจุดเด่นของตู้เสบียง คือความคลาสสิกของงานดีไซน์ ผนังด้านในทางสีเขียว โต๊ะอาหารเป็นโต๊ะไม้สัก และคลุมด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวมีดอกไม้ในแจกันที่ยุคหนึ่งนิยมดอกไม้พลาสติกสีแดงและม่วงตู้เสบียงจึงกลายเป็นจุดแฮงก์เอาต์กินอาหาร จิบเครื่องดื่มชมทิวทัศน์ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟ

10. รถไฟเพื่อการท่องเที่ยว

เกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ.2520 เมื่อไทยเจอวิกฤตการณ์น้ำมันแพง คนที่อยู่ย่านชานเมืองกรุงเทพฯ จึงหันมาใช้บริการรถไฟชานเมืองเดินทางไปทำงานมากขึ้น วันเสาร์-อาทิตย์จึงมีรถไฟตกค้างในย่านสถานีกรุงเทพฯมาก การรถไฟจึงจัด “นำเที่ยวทางรถไฟ” เพื่อใช้ประโยชน์จากขบวนรถไฟที่ตกค้างและได้รับความนิยมจากประชาชน เส้นทางนำเที่ยวมีทั้งแบบพักค้างคืนและไปเช้าเย็นกลับ จัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดราชการ โดยเส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ขบวนรถไฟลอยน้ำ กรุงเทพฯ-เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เส้นทางรถไฟสายมรณะกรุงเทพฯ-ไทรโยค เส้นทางคลาสสิกกรุงเทพฯ-นครปฐม สวนสนประดิพัทธ์ นอกจากนี้ยังมีรถไฟท่องเที่ยวขบวนรถจักรไอน้ำเส้นทางกรุงเทพฯ-อยุธยา ที่จะเปิดให้บริการเฉพาะวันสำคัญเท่านั้น

อ้างอิง

The post 10 เกร็ดประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในการกำเนิด รถไฟไทย appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...