โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP ชี้ เศรษฐกิจไทย น่าห่วง จับตานโยบายการเงิน-ค่าบาทผันผวนครึ่งปีหลัง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 17.22 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 10.22 น.

KKP ชี้ เศรษฐกิจไทย น่าเป็นห่วงจาก 3 ปัจจัยหลัก: ท่องเที่ยวซบเซา, ขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมลด, และปัญหาภาคการเงิน คาด "นโยบายการเงิน" มีบทบาทสำคัญหนุนเศรษฐกิจฟื้น แนะจับตานโยบายการเงินและการอ่อนค่าของบาทระยะยาวหนุนเศรษฐกิจ

ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.เกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนาKKP 2025 Mid-Year Review ภายใต้ธีม “The Power of Two” (KKP-Goldman Sachs Asset Management) เมื่อวันที่3 กรกฎาคม 2568 ใน หัวข้อ“โอกาสการลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับหลายปัญหา ขณะที่ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปียังคงมีผลงานที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแต่ความเสี่ยงถดถอยลดลง

ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีหรือช่วงที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเคยก่อให้เกิดความกังวลและความไม่แน่นอนด้านนโยบายอย่างมาก สถานการณ์ปัจจุบันแม้จะมีการชะลอตัว แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกลดลง และยังพอมีแรงขับเคลื่อนให้ไปต่อได้

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ยังคงต้องจับตามองคือ นโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ รวมถึงการเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง นอกจากนี้ ราคาน้ำมัน นโยบายและโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดดอกเบี้ย รวมถึงความกังวลจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมทั้งโอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะอ่อนค่าลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับค่าเงินบาท ดร. พิพัฒน์มองว่า แม้ในระยะสั้นอาจเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยน "แข็งเกินไป" และเชื่อว่าในระยะปานกลางถึงระยะยาว มีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะ "อ่อนค่าลง" โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ประเมินได้ยาก และธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเข้ามาดูแลเพื่อลดความผันผวน

3 ปัจจัยหลักกดดันเศรษฐกิจไทย

KKP มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังคง "น่าเป็นห่วง" จากแรงกดดัน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่:

1. ภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว: นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องจักรเดียวของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับความท้าทายหนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปถึง 40% คาดว่าปีนี้น่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเพียง 4 ล้านคน และนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดลดลง 4% ทำให้มีโอกาสที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยปีนี้จะน้อยกว่าปีที่แล้ว ดร. พิพัฒน์เน้นย้ำว่า "ในช่วงครึ่งปีหลังของปีน่าห่วง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแบงก์ชาติมีการปรับประมาณการขึ้นเพราะไตรมาส 1 ดีกว่าที่คาด แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีแบงก์ชาติมองว่ายังมีความเสี่ยง ซึ่งคาดว่าน่าจะ Bottom ได้ในช่วงไตรมาส 3 ไตรมาส 4"

2. ขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมไทย: แม้ไตรมาส 1 และ 2 ที่ผ่านมา ภาคการส่งออกจะเติบโตดี โดยเฉพาะในเดือนเมษายน-พฤษภาคม การส่งออกเพิ่มขึ้น 18% และส่งออกไปสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวเพิ่มขึ้นประมาณ 45% แต่ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% เท่านั้น ประกอบกับ 3 อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของไทยคือ รถยนต์ ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ยังคงเผชิญกับปัญหาค่อนข้างมาก ทั้งจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแข่งขันที่รุนแรงจากจีน

3. ปัญหาภาคการเงิน: ยอดปล่อยสินเชื่อของธนาคารติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส เนื่องจากธนาคารกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและมองว่าหากปล่อยกู้ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจจะเผชิญปัญหามากกว่าเดิม ส่งผลให้ปริมาณเงินต่อ GDP อยู่ในช่วงขาลง

ความเสี่ยงเพิ่มเติม: การเมืองและการเจรจาการค้า

นอกจาก 3 ประเด็นหลักข้างต้นแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่ KKP ไม่ได้นำมาประเมินแต่ต้องจับตา ได้แก่:

1. ประเด็นทางการเมือง: สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากการเมืองมีปัญหาจนกระทบต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ไม่สามารถผ่านไปได้ หรือเกิดความล่าช้า GDP ไตรมาส 4 มีโอกาสที่จะติดลบได้อีก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีสัญญาณว่าน่าจะหาทางออกกันได้ ทำให้ความเสี่ยงลดลง

2. การเจรจาการค้า: ปัจจุบันสินค้าไทยเสียภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ 10% แม้สินค้าบางประเภทเช่น ฮาร์ดดิสก์หรืออิเล็กทรอนิกส์จะได้รับการยกเว้น แต่หากถูกเรียกเก็บภาษีสูงขึ้น ความต้องการสินค้าจะหายไป สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือหากไทยโดนอัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรือจีน จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจของไทยในการเป็นฐานการผลิต

นโยบายการเงินเตรียมมีบทบาทมากขึ้น

ในแง่ของปัจจัยบวก ดร. พิพัฒน์มองว่า ปัญหาทางการเมืองและข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการคลัง น่าจะทำให้นโยบายการเงินมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่แค่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น โดยคาดว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้ามีโอกาสเห็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงไปเหลือประมาณ 1% ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำคนใหม่

"บทบาทที่สำคัญของนโยบายการเงิน คือการปลดล็อกเรื่องของการส่งผ่านในช่องทางของธนาคาร โดยเฉพาะการกระตุ้นแบงก์ปล่อยกู้เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้าได้"

ท้ายที่สุด ดร. พิพัฒน์ย้ำถึงความสำคัญของ "ค่าเงิน" โดยชี้ว่า การที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของไทยไม่ได้สนับสนุนให้ "ค่าเงินบาท" แข็งค่าถึงขนาดนี้ จะส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งสินค้าและบริการ แม้แนวโน้มระยะสั้นดอลลาร์จะอ่อนค่าและบาทแข็งค่า แต่ในระยะกลางถึงยาวน่าจะเห็นเงินบาทอ่อนค่าลง ไม่เช่นนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันจะถูกกระทบอย่างต่อเนื่อง

KKP เศรษฐกิจไทย
KKP เศรษฐกิจไทย
KKP เศรษฐกิจไทย
KKP เศรษฐกิจไทย
KKP เศรษฐกิจไทย
KKP เศรษฐกิจไทย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...