โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปั้น กองทัพดิจิทัล เสริมมิติรบไซเบอร์ประเทศไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 11.51 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 04.51 น.

เปิดภารกิจหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร เดินเครื่องผสานการทำงานร่วมกับ 3 เหล่าทัพ Transformation สู่การเป็น “กองทัพดิจิทัล” ยกระดับศักยภาพมิติรบทางไซเบอร์ของประเทศไทย

ความมั่นคงของประเทศชาติในทางทฤษฎีแล้ว หมายถึง สถานะที่ประเทศปลอดจากภัยคุกคาม และมีความสามารถในการรักษาสถานะความมั่นคงได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งระดับประเทศ การจะมีครบทุกองค์ประกอบแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการโจมตีไซเบอร์ระดับประเทศ ที่ยกระดับความรุนแรงจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า “ไม่มีสถานการณ์ปกติ” อีกต่อไป

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ พลโท ดร.ชาติชาย ชัยเกษม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ถึงบทบาทหน้าที่ของหน่วยบัญชาการไซเบอร์ที่ต้องทำหน้าที่ป้องกันประเทศและต่อสู้ในมิติทางไซเบอร์ รวมถึงความเสี่ยงทางไซเบอร์ของประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งทางไซเบอร์ให้กับกองทัพไทย

หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร

ยกระดับมิติรบด้านไซเบอร์

พลโท ดร.ชาติชาย เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ด้วยการฉายภาพมิติการรบของกองทัพไทยว่า ปัจจุบันกองทัพไทย มีมิติการรบแบบหลายมิติ เรียกว่า “Multi-Domain Operations” ประกอบไปด้วย 5 รูปแบบคือ 1. การรบทางบก 2. การรบทางน้ำ 3. การรบทางอากาศ 4. การรบทางอวกาศ 5. การรบทางไซเบอร์ ซึ่งการทำสงครามในปัจจุบันจะทำการผสานรวมโดเมนต่างๆ เข้าด้วยกัน ส่งผลให้สนามรบมีความซับซ้อนกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

การที่มีมิติการรบทางไซเบอร์เข้ามานั้น มีความสำคัญอย่างมากในสนามรบ ดังนั้น กองทัพไทยจึงยกระดับของโดเมนนี้จากการเป็นศูนย์ไซเบอร์ทหาร ให้กลายเป็น “หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร”

ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร ย้อนความให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า 12 ปีที่แล้วได้ย้ายจากการเป็นรองทูตที่ประเทศสหรัฐอเมริกากลับมาเข้ากองทัพในช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2556 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สภากลาโหมต้องการตั้งหน่วยไซเบอร์ทหาร ทำให้ได้รับหน้าที่ปลุกปั้นมิติการรบทางไซเบอร์ของกองทัพไทยมาตั้งแต่แรก ซึ่งที่จริงแล้วตนเองเรียนจบวิศวะเครื่องกล มีประสบการณ์เป็นหน่วยรบพิเศษอีก 24 ปี การมาเริ่มต้นกับเรื่องมิติการรบทางไซเบอร์จึงถือเป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวอยู่ไม่น้อย

“แม้จะไม่ตรงกับความถนัด แต่ผมเป็นคนไม่ยอมให้ใครมาตำหนิได้ง่ายๆ จึงเริ่มจากการศึกษาเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์อย่างละเอียด และเริ่มเขียนยุทธศาสตร์ทางไซเบอร์ของประเทศ, ยุทธศาสตร์ทหารด้านไซเบอร์ของประเทศ จนถึงการเขียนหลักนิยมไซเบอร์ของกองทัพเล่มแรก พร้อมกับการออกแบบโครงสร้างและจัดตั้ง สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ขึ้นมา”

พลโท ดร.ชาติชาย อธิบายว่า ในการทำการรบทางไซเบอร์ระดับประเทศ การโจมตีอาจมาได้จากหลายทาง ซึ่งกองทัพได้มีการแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น 2 พื้นที่คือ 1. ภายในกองทัพ มีหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารเป็นผู้รับผิดชอบ 2. ภายนอกกองทัพ มี สกมช. เป็นผู้รับผิดชอบ

สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการในกองทัพ หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารจะมีชุดปฏิบัติการ 2 ฝั่ง เป็นชุดปฏิบัติการภายใน กับชุดปฏิบัติการฝั่งข้าศึก โดยปฏิบัติการภายในจะแบ่งเป็น 2 พื้นที่คือ 1. พื้นที่ในกองทัพ 2. พื้นที่นอกกองทัพ ซึ่งในปฏิบัติการจริงจะเป็นลักษณะของการใช้กำลังของหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการร่วมกับหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร ซึ่งมีเหล่าทัพร่วมด้วย

“การรบทางไซเบอร์ จะอิงตามหลักนิยมทางไซเบอร์ของกองทัพ เน้นเชิงรับและเชิงรุก มีการระบุพื้นที่ปฏิบัติการ และระบุจุดที่อาจถูกโจมตีด้วยการทำ Asset Inventory ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 400 Asset ทั้งแบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ดังนั้น ต้องระบุให้ได้ทั้งหมดว่าจะต้องป้องกันอะไร จากอะไร จากนั้นจะระบุภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นให้ได้ทั้งหมด”

พลโท ดร.ชาติชาย อธิบายต่อว่า สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการภายนอกกองทัพ สกมช. จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานในกรณีที่หน่วยงานสำคัญในประเทศถูกโจมตี ซึ่งยอมรับว่าภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากสถานการณ์ไซเบอร์ในปัจจุบันไม่มีภาวะปกติอีกต่อไป จากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้น สกมช. อาจต้องยกระดับตัวเอง หรือมีการตั้งหน่วยงานภายใต้ สกมช.ขึ้นมาอีกหน่วยงานหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นศูนย์เฉพาะกิจในเรื่องการแก้ไขภัยไซเบอร์แห่งชาติ ขณะที่สกมช.ก็ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลของแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อยืนยันข้อมูลที่ถูกต้อง ระบุความเสียหาย และตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ผสานการทำงาน 3 เหล่าทัพ

มุ่งสู่การเป็นกองทัพดิจิทัล

พลโท ดร.ชาติชาย เผยเป้าหมายของหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารว่า ต้องการยกระดับศักยภาพด้านไซเบอร์ของทหารไปสู่การเป็น กองทัพดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมี 2 ประเทศที่ตั้ง กองทัพดิจิทัล แล้ว คือประเทศเยอรมนี และประเทศสิงคโปร์ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่ปัจจุบันถือเป็นประเทศศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ดังนั้น จึงต้องมี กองทัพดิจิทัล เพื่อปกป้องเศรษฐกิจไอที และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ขณะที่เยอรมนีก็มีความคิดเช่นเดียวกัน

ด้านแนวทางในการตั้งกองทัพดิจิทัลของประเทศไทยนั้น ควรจะต้องนำบุคลากรบางส่วนของแต่ละเหล่าทัพ ปรับตัวมาอยู่ในมิติทางไซเบอร์โดยตรง เพื่อให้สามารถสื่อสารได้ทั้งฝั่งไซเบอร์และเหล่าทัพ ขณะที่งบประมาณก็ควรได้รับการจัดสรรไปทิศทางเดียวกับเหล่าทัพอื่นๆ เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณด้านไซเบอร์ถือว่าน้อยกว่าเหล่าทัพอื่นมาก ท่ามกลางสถานการณ์ในโลกปัจจุบันมีความขัดแย้งเกิดขึ้นทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาค สถานการณ์นี้จะยิ่งทำให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการมีศักยภาพทางไซเบอร์ เพราะการลงทุนกับไซเบอร์สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

พลโท ดร.ชาติชาย ให้มุมมองว่า การตั้งกองทัพดิจิทัลยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศอาเซียน โดยประเทศสิงคโปร์เพิ่งตั้งเมื่อปี 2565 ขณะที่ประเทศไทยนั้นให้ความสนใจในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2556 แต่ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเท่าสิงคโปร์ ซึ่งหากประเมินแล้วประเทศสิงคโปร์นำหน้าประเทศไทยไปหลายเท่าตัว ด้วยการลงทุนระดับหมื่นล้านบาท

ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย ก็มีการตั้งหน่วย Cyber Command แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งประเมินว่า ประเทศไทยนำหน้าอยู่ประมาณ 5 ปี ดังนั้น หากมองระดับอาเซียนเชื่อว่ามีเพียงประเทศสิงคโปร์ที่นำหน้าอยู่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม แต่ก็ถือว่าประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นจากนี้คือ การทำให้ระดับนานาชาติยอมรับศักยภาพในการเป็นทหารไซเบอร์ของประเทศไทย

“ศักยภาพด้านไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับประเทศไทย เป็นหนึ่งในมิติสำคัญของการรบ กองทัพไม่ได้มีแค่ทหาร รถถัง ปืน เครื่องบินรบ เรือรบ แต่เรามีหน่วยบัญชาการไซเบอร์ที่ปกป้องความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศ ที่ควรได้รับการให้ความสำคัญอย่างมากในเวลานี้ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโลก”

ขับเคลื่อน 3 ภารกิจ

พ่วงงานข่าวและสร้างคนไซเบอร์

พลโท ดร.ชาติชาย ให้นิยามของภาวะสงครามไซเบอร์ว่า เป็นการโจมตีที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ หากเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วไปที่หวังจะเข้ามาขโมยเงินหรือข้อมูลจะยังไม่ถือว่าเป็นภาวะสงคราม ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ประเทศไทยยังเผชิญกับอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นหลัก

สำหรับภารกิจของหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารจะมี 3 ระดับคือ

  • การทำงานร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทยและ 3 เหล่าทัพ เพื่อทำ Asset Inventory
  • การทำให้เกิดปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่มีการรวมกันของ 3 เหล่าทัพและกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อสนับสนุนการป้องกันภัยไซเบอร์ของประเทศแบบ Multi Domain Operation
  • การสนับสนุนการทำงานของ สกมช. ที่รับผิดชอบพื้นที่นอกกองทัพ

อีกส่วนที่สำคัญคืองานข่าว เพราะในสนามรบต้องเข้าใจว่าฝั่งตรงข้ามคือใคร ซึ่งปัจจุบันกองทัพมีการเก็บรวบรวมข้อมูลอยู่ตลอดว่าใครมีความสามารถอย่างไร มีการเก็บเทคนิคที่ใช้โจมตีทั้งหมด และนำเอาหลักการนี้มาตรวจจับภัยไซเบอร์ที่โจมตีมาที่ประเทศไทย

พลโท ดร.ชาติชาย เน้นว่า นอกจากภารกิจด้านไซเบอร์และงานข่าวแล้ว ส่วนที่สำคัญต่อมาคือ การสร้างโรงเรียนเพื่อผลิตบุคลากรด้านไซเบอร์เพื่อรองรับอนาคต เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่เก่งด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้เป็นที่ต้องการของตลาดสูงมาก ดังนั้น จึงต้องมีการผลิตบุคลากรขึ้นมาทดแทนในกรณีที่บุคลากรระดับหัวกะทิของกองทัพถูกซื้อตัว

โดยโรงเรียนไซเบอร์นี้จะมีหลักสูตรปรับพื้นฐานด้านไอทีและไซเบอร์ซีเคียวริตี้ซึ่งใช้เวลา 4 เดือน ต่อมาคือ หลักสูตรผลิตหน่วยรบ Cyber Protection ที่จะมีการแบ่งทีม 12 คน ทำงานเชิงรับ เชิงรุก งานข่าว และทีมด้านการสนับสนุน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต, สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมถึง สกมช.

“ในอนาคตอาจต้องมีการเปิดสอนแบบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) โดยเป็นทหาร 40% ตำรวจ 30% และพลเรือน 30% เพื่อเข้ามาเรียนเกี่ยวกับ National Mechanism เพราะหากผู้บริหารไม่รู้จักการเตรียมการด้านนี้ อนาคตจะกลายเป็นปัญหาของประเทศและต้องมาล้อมคอกกันทีหลัง ซึ่งเรามีแผนจะเปิดการสอนในลักษณะนี้ในปีต่อๆ ไป”

นอกจากนี้ จะมีการเปิดหลักสูตรระดับสูงซึ่งจะเป็นเรื่องของ Threat Hunting, Cyber Threat Intelligence, Cyber Forensics รวมถึงทีม Audit เพื่อตรวจและสร้างมาตรฐานทางไซเบอร์ สุดท้ายคือ ต้องมีหลักสูตรสำหรับรองรับ Leadership และนักวางแผน และยังมองไปถึงการเปิดหลักสูตรเฉพาะทางอีกกว่า 10-20 หลักสูตรในอนาคตด้วย

พลโท ดร.ชาติชาย ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ปัจจุบันมีการดำเนินการแล้ว 4 หลักสูตร เพื่อให้ทุกหน่วยต้องมีเจ้าหน้าที่ทางไซเบอร์ร่วมทีมด้วย ขณะที่ในระดับประเทศ สกมช. ก็ต้องผลิตเจ้าหน้าที่ไซเบอร์ให้กับหน่วยงานรัฐ ซึ่งปัจจุบันถือว่าคืบหน้าไปพอสมควร

ดร.อริชัย รักธรรม ที่ปรึกษาคณะทำงาน เทคโนโลยีทางด้านการเงิน ในมิติทางไซเบอร์ หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร

ผนึกภาคมหาวิทยาลัย
เฟ้นหาคนไซเบอร์หัวใจรักชาติ

หนึ่งในหน้าที่สำคัญของหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารคือการสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับกองทัพ ซึ่งปัจจุบันหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารได้มีการสร้างความร่วมมือกับภาคการศึกษาใน 4 มหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยมหิดล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ให้มาร่วมงานกับหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร

ดร.อริชัย ฉายภาพภารกิจนี้ว่า หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารพยายามดึงตัวบุคลากรที่จบในสายไอทีและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่มีทักษะด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้เข้ามาร่วมงาน แต่ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะบุคลากรเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานสูงมาก อย่างไรก็ตามการร่วมงานกับกองทัพมีข้อดีตรงที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทหาร ซึ่งมีข้อดีเรื่องสวัสดิการระยะยาว ซึ่งเด็กจบใหม่หลายคนที่มีใจอยากทำเพื่อชาติก็สนใจในเส้นทางนี้

“การทำงานกับกองทัพจะได้รับสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง มีโอกาสได้ลงไปลุยพื้นที่ และที่สำคัญยังเป็นการทำงานเพื่อความมั่นคงทางด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของประเทศไทยด้วย”

ดร.อริชัย ฉายภาพต่อว่า เมื่อเข้ามาร่วมงานกับหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารแล้ว บุคลากรจะได้รับการฝึกอบรมเพิ่มทักษะใหม่ๆ เช่น การร่วมโปรแกรมพัฒนาทักษะภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา จนถึงการซ้อมรบทางไซเบอร์

โดยกองบัญชาการไซเบอร์ทหารมีการผสานความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งรัฐและเอกชน ครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรม ทำการฝึกร่วมกันผ่านรูปแบบการจำลองสถานการณ์ ทั้งในรูปแบบ Black Hat และ White Hat เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์การถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะช่วยยกระดับความสามารถของบุคลากรให้สูงขึ้นอย่างมาก

นอกเหนือจากการดึงดูดหัวกะทิรุ่นใหม่แล้ว หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารยังต้องการสร้างเครือข่ายบุคลากรประเภท “On Call” ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวรีตี้ที่พร้อมทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ โดยคนเหล่านี้สามารถทำงานกับบริษัทภายนอกได้ แต่หากเกิดสถานการณ์ที่ประเทศชาติต้องการก็สามารถกลับเข้ามาช่วยงานได้ นี่คือสิ่งที่ทางหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหารต้องการสร้างให้เกิดขึ้น

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกรกฎาคม 2568 ฉบับที่ 519 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...