โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซูดาน : ประเทศที่ไม่ใช่ชาติ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 06.58 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 05.33 น.

ซูดาน – สาธารณรัฐซูดาน เป็นประเทศที่ในอดีตมีพื้นที่มากที่สุดในทวีปแอฟริกา ตั้งอยู่ทางภาคอีสานของทวีป มีเมืองหลวงชื่อคาร์ทูม มีพรมแดนทางทิศเหนือติดกับประเทศอียิปต์ ทิศใต้ติดต่อกับเซาท์ซูดาน ทิศตะวันออกติดกับประเทศเอริเทรียและประเทศเอธิโอเปีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับทะเลแดง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ทิศตะวันตกติดกับประเทศชาด และทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับประเทศลิเบีย มีพื้นที่ 1,886,068 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 44,909,353 คน

ประเทศซูดานได้รับเอกราชใน พ.ศ.2499 หลังจากที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษร่วมกับอียิปต์ในนาม “คอนโดมิเนียม” ซึ่งแปลว่า “บ้านของคนสองคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน” อังกฤษปกครองทางตอนเหนือ อียิปต์กุมอำนาจทางวัฒนธรรม แต่ไม่มีใครสนใจดินแดนทางใต้ที่เต็มไปด้วยป่าไม้อันดิบชื้นและชนเผ่าพื้นเมืองที่พูดภาษาคนละภาษากับทางเหนือ เมื่อถึงเวลาจะให้เอกราช การตกลงกันว่าจะให้ใครปกครองจึงกลายเป็นเรื่องเหมือนให้แมวกับสุนัขจับมือกันวางแผนแต่งงาน ผลคือไม่ถึงสองปี รัฐบาลพลเรือนถูกโค่นโดยทหารและการปกครองซูดานก็เปลี่ยนไปเป็นรัฐบาลแบบเผด็จการทหาร

ซูดานนั้นเดิมเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ในภาคเหนือเป็นมุสลิม มีความสัมพันธ์กับโลกอาหรับ และถือว่าตนเองเจริญแล้ว ขณะที่ทางใต้ของประเทศกลับเต็มไปด้วยคริสเตียนและผู้นับถือความเชื่อแบบหมอผีดั้งเดิม เป็นกลุ่มคนที่ชาวเหนือเห็นว่าป่าเถื่อน

สงครามกลางเมืองครั้งแรกระหว่างเหนือกับใต้เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.2558 ก่อนที่ซูดานจะได้เอกราชเสียด้วยซ้ำ และมันก็ดำเนินมาอย่างเรื่อยๆ จนถึง พ.ศ.2515 เมื่อมีการลงนามในข้อตกลง “แอดดิสอาบาบา” แต่สงบเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อถึงปี 1983 ประธานาธิบดีนูเมรีย์ผู้เผด็จการทหารคนหนึ่งจากหลายคน ได้ประกาศใช้กฎหมายชารีอะห์ (เป็นกฎหมายทางศาสนาที่เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีศาสนาอิสลามซึ่งอิงตามคัมภีร์ของศาสนาอิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์กุรอ่านและหะดีษ ในศัพท์ศาสนาอิสลามชารีอะห์หมายถึงกฎหมายศักดิ์สิทธิ์) ทั่วประเทศ รวมถึงในภาคใต้ที่ไม่มีใครต้องการมันเลย

กฎหมายชารีอะห์นี้ไม่เพียงเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟเท่านั้น แต่ยังจุดประกายไฟสงครามกลางเมืองครั้งที่สอง ซึ่งยืดเยื้อยาวนานไปอีกยี่สิบปี และคร่าชีวิตผู้คนกว่าสองล้านคน

เมื่อถึง พ.ศ.2532 นายพลโอมาร์ อัล-บาชีร์ ผู้เผด็จการทหารอีกคนหนึ่งได้ทำรัฐประหารขึ้นสู่อำนาจ และปกครองประเทศด้วยมือเหล็กผสมกลิ่นธูปแห่งความเคร่งศาสนา และมวลสารแห่งการคอร์รัปชั่น

บาชีร์ไม่เพียงกดขี่ภาคใต้ด้วยนโยบายศาสนา แต่ยังปล่อยให้กองกำลังติดอาวุธที่รัฐบาลสนับสนุนในดาร์ฟูร์ กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในนามของ “ความมั่นคง” และ “เอกภาพของชาติ” ผู้หญิงถูกข่มขืน เด็กถูกเกณฑ์เป็นทหาร หมู่บ้านถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน องค์การสหประชาชาติจึงต้องประกาศให้ซูดานกลายเป็นชื่อพ้องของคำว่า “นรกบนดิน”

จนในที่สุด ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ก็ได้ออกหมายจับบาชีร์ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เจ้าตัวก็ยังเดินทางไปร่วมประชุมระหว่างประเทศได้เสมอ เพราะชาติอาหรับและแอฟริกาบางประเทศมองว่า ICC เป็นเพียงศาลของชาติตะวันตกเพื่อเอาผิดกับชาติที่มีผู้นำผิวดำและผิวสีเท่านั้น

ใน พ.ศ.2554 คือปีที่ซูดานสูญเสียดินแดนทางใต้ไปอย่างเป็นทางการ ชาวซูดานใต้โหวตแยกตัวเกือบ 99% และประเทศใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นในชื่อ “สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน” โดยความยินยอมพร้อมใจขององค์การสหประชาชาติ อย่างไรก็ดี การหย่าร้างนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะดินแดนที่มีน้ำมันมากที่สุดอยู่แถวชายแดน และเกิดข้อพิพาทแทบจะทันทีหลังการแยกตัว มีการยิงกันในสนามบิน ปิดท่อส่งน้ำมัน และทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็น “ลูกทรพี” แต่ประเทศใหม่ซูดานใต้เองก็ไม่ได้มีโชคดีไปกว่ากันนัก เพราะพอพ้นจากการเป็นทาสเหนือ ก็หันมารบราฆ่าฟันกันเองระหว่างเผ่า “ดิงกา” และ“นูเออร์” แสดงให้เห็นว่าความสามัคคีในชาติแอฟริกานั้นบอบบางยิ่งนัก

ประเทศซูดานและประเทศเซาท์ซูดาน ทวีปแอฟริกากับประเทศซูดานและประเทศเซาท์ซูดาน

เมื่อ พ.ศ.2562 จอมเผด็จการบาชีร์ถูกโค่นล้มโดยขบวนการประชาชนและทหารบางส่วนที่เบื่อหน่ายกับการปกครองเผด็จการ พวกเขาจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย แต่ก็ดูเหมือน “คำว่าประชาธิปไตย” ในซูดานจะยังเป็นเพียงเสียงกระซิบในพายุทราย

ใน พ.ศ.2567 นายพลอับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮานผู้บัญชาการทหาร และ นายพลฮัมดาน ดากาโล หรือที่รู้จักในนาม“เฮเมตี้” ผู้นำกองกำลัง RSF (Rapid Support Forces) ซึ่งแต่เดิมคือกองกำลังติดอาวุธที่ใช้สู้รบในดาร์ฟูร์ ได้เปิดศึกแย่งอำนาจกันเองในกรุงคาร์ทูม สงครามกลางเมืองอุบัติขึ้นอีกครั้ง คร่าชีวิตประชาชนไปนับหมื่น ชนชั้นกลางพังทลาย เศรษฐกิจล่มสลาย และประเทศก็กลายเป็นซากปรักหักพังอีกหนหนึ่งในประวัติศาสตร์อันเต็มไปด้วยรอยเลือดของคน

ซูดานคือเครื่องเตือนใจของโลกว่า “ประเทศ” กับ“ชาติ” นั้นใช่ว่าจะเป็นสิ่งเดียวกันถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ จะเปลี่ยนผู้นำกี่คน หรือจะมีน้ำมันมากเท่าใด หากประชาชนไม่รู้สึกว่าตนเป็น “พี่น้องร่วมชาติ” แล้วไซร้ บ้านเมืองนั้นก็จะกลายเป็นสมรภูมิตลอดกาล และที่สำคัญที่สุดคือ

“ศาสนาคือยารักษาจิตใจ แต่เมื่อผสมกับการเมือง กลับกลายเป็นยาเบื่อ”

ซูดานคือเหยื่อของการเมืองที่ไร้ศีลธรรม ศาสนาที่ไร้เมตตา และชาตินิยมที่ไร้สติ เป็นบทละครที่แสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางเวทีทรายและเลือด ที่แม้ผู้ชมจะเบื่อ แต่ตัวละครก็ยังต้องแสดงต่อไป เพราะไม่มีใครกล้าลงจากเวที ปัจจุบันซูดานกลายเป็นประเทศที่ขาดความมั่นคงตามดัชนีความเสี่ยงของการเป็นรัฐที่ล้มเหลว เพราะการปกครองแบบเผด็จการทหารและสงครามดาร์ฟูร์

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซูดาน : ประเทศที่ไม่ใช่ชาติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...