ปรากฏการณ์สีส้มฟันน้ำนมฟีเวอร์ ปลุกระแสโคตรปัง-แต่ยังไร้ประสบการณ์
นับถอยหลังเลือกตั้ง 2566 สำรวจความนิยมของประชาชน ในการเลือกพรรคเลือกคนแนวโน้มการเลือกฝ่ายประชาธิปไตย เต็มคาราเบลถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ ออกมาตามผลโพล มหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมกับ ดีโหวต ตั้งค่าความเชื่อมั่นไว้ที่ร้อยละ 97 ปรากฏว่าพรรคการเมืองที่ประชาชนจะเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมากที่สุด เป็น พรรคก้าวไกล ถึงร้อยละ 44.20 พรรคเพื่อไทยที่ร้อยละ 35.60 และพรรครวมไทยสร้างชาติ มาอันดับ 3 ที่ร้อยละ 8.97
เมื่อเอาคะแนนของก้าวไกลและเพื่อไทยมารวมกันจะได้ มากกว่าร้อยละ 89 ในขณะที่ถ้าเอาคะแนนพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันภูมิใจไทย ร้อยละ 3.47 พลังประชารัฐ ร้อยละ 2.91 ประชาธิปัตย์ร้อยละ 1.40 รวมไทยสร้างชาติ อีกร้อยละ 8.97 ก็ยังไม่ถึงร้อยละ 15 ในส่วนของ ส.ส. แบบแบ่งเขต อันดัน 1 ยังเป็นเพื่อไทย ที่ร้อยละ 37.62 อันดับ 2 พรรคก้าวไกลที่ร้อยละ 37.2 และอันดับ 3 ภูมิใจไทยที่ร้อยละ 8.67 รวมไทยสร้างชาติ มาที่ 4 ร้อยละ 7.38
เมื่อเอาจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเพื่อไทยกับก้าวไกลมารรวมกัน ก็ยังได้ ส.ส.เกินกว่าร้อยละ 74 ก็ยังมากกว่าฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันเกินครึ่ง หรือถ้าคิดเป็นจำนวน ส.ส. ของฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไทยกับก้าวไกลได้ เกิน 376 เสียง จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปิดฉากฝ่ายอนุรักษ์นิยมทันที
โดยเฉพาะความนิยมต่อตัวบุคคลที่ประชาชนอยากจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ อันดับ 1 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 44.73 อันดับ 2 แพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 21.20 อันดับ 3 เศรษฐา ทวีสิน ร้อยละ 14.89 และอันดับ 4 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 9.67 นาทีนี้ พิธา และ แพทองธาร ยืนหนึ่งนายกฯ เท่านั้น อยู่ที่จำนวน ส.ส. ในสภา ระหว่าง เพื่อไทยกับก้าวไกล จะชี้ว่า พิธา หรือ แพทองธาร จะได้เป็นนายกฯ และพรรคนั้นจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตามวิถีประชาธิปไตย
วิเคราะห์จากการเลือกตั้งล่วงหน้าไปสดๆ ร้อนๆ จากจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า กว่า 2 ล้านคน และเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรกว่า แสนคน มีคนไทยไปใช้สิทธิกันมืดฟ้ามัวดิน การเลือกตั้ง วันที่ 14 พฤษภาคม 2566 จะเป็นการเลือกเพื่อการเปลี่ยนแปลง เลือกเพื่ออนาคตประเทศไทย ฟันธง อ้างอิงจากเนชั่นโพล การแข่งขันในแต่ละสนามเลือกต้ังมีโอกาสเปลี่ยนแปลง ล้มบ้านใหญ่ ถึง 55 เขต เนื่องจากคะแนนผลสำรวจค่อนข้างจะออกมาสูสี
โดยเฉพาะในจังหวัดใหญ่เช่น กทม., สุพรรณบุรี ,สระแก้ว, พิจิตร ,กาญจนบุรี, นครปฐม ,สุราษฎร์ธานี ,นนทบุรี ,นครราชสีมา ,สงขลา ,นครสวรรค์, เชียงราย นครศรีธรรมราช , อุบลราชธานี แม้แต่บุรีรัมย์ เมืองหลวงของภูมิใจไทย อาณาจักรของ ครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบก็มีโอกาสถูกเจาะไข่แดง สุพรรณบุรี ของลูกท้อป วราวุธ ศิลปะอาชา มีโอกาสที่นะถูกตีแตก คาดพรรคเพื่อไทย เฉพาะ ส.ส. เขต บวกลบ เกือบ 250 ที่นั่ง ก้าวไกล ส.ส.เขตทั่วประเทศคาดจะได้ระหว่าง 52-79 ที่นั่ง
เอาแค่ 2 พรรค ถ้าจับมือกันตั้งรัฐบาล มากกว่า 300 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์อยู่ระหว่าง 19-42 ที่นั่งกับภูมิใจไทย 16-39 ที่นั่งรวมไทยสร้างชาติ 13-36 ที่นั่งและพลังประชารัฐ 6-29 ที่นั่ง ถ้าออกมาตามโพลจะเป็นการปิดสวิตซ์ สายอนุรักษ์นิยม ม้วนเดียวจบ
นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ออกมาวิเคราะห์ การตั้งรัฐบาล หลังเลือกตั้ง สูตรแรก ฝ่ายอนุรักษ์เป็นฝ่ายตั้งรัฐบาล 126 บวก ส.ว. อีก 250 เสียง สูตรที่ 2 เพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล จับขั้วฝ่ายค้านเดิมมีก้าวไกล ร่วมด้วย หรือจะไปจับข้ามขั้ว เพื่อความมีเสถียรภาพ และเป็นภารกิจสุดท้ายที่จะนำอดีตผู้นำ ทักษิณ ชินวัตรก ลับบ้าน สูตรที่ 3 ในกรณีที่มีการยุบพรรคการเมืองจะเป็นโอกาสของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และสูตรที่ 4 เพื่อไทยแม้จะมีคะแนนมากที่สุด หากตั้งรัฐบาลไม่ได้ มีการประท้วงวุ่นวาย นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ โดยทหาร
ระบุด้วยว่า แลนด์สไลด์ จะเป็นชนวนเหตุ ให้เกิดรัฐประหาร จับขั้วรัฐบาลในอนาคต จะเป็นรูปแบบของ รัฐบาลขั้วประชาธิปไตย และจะเปฺ็นเหตุและผลไปสู่การแลนด์สไลด์ ของพรรคขั้วประชาธิปไตย สูตรแรก เพื่อไทยจับมือกับก้าวไกลเป็นแกนนำ ไปจับกับขั้วฝ่ายค้าน รวมแล้วจะได้กว่า 310 เสียง ไปหาเสียงจาก ส.ว. หรือ ไปจับมือกับ พรรคการเมืองที่เหลือไม่ใช่ขั้วรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเดิม ให้ได้เสียง เกินกว่า 376 ปิดสวิตซ์ สาม ป. และขั้วอนุรักษ์ ได้ทันที
แต่จะนำไปสู่การเมืองนอกสภา หรือการเมืองเหนือรัฐธรรมนูญ หรือไม่ยังเป็นเครื่องหมายคำถาม สูตรสอง เพื่อไทย ไปจับมือกับฝ่ายค้าน และพรรคอื่นทั้งหมด แต่ไม่มี พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ภูมิใจไทยและก้าวไกล สูตรนี้ เพื่อไทยต้องแลนด์สไลด์สุดขั้ว อาจไม่ตอบโจทย์เรื่องของคาดิเดตนายกฯและการกลับบ้านของ อดีตผู้นำ ทักษิณ ชินวัตร เพราะฝ่ายค้านมีกำลังที่แข็งแกร่งเกินต้าน รวมทั้งกองทัพ ที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์ เสี่ยงต่อการประท้วงและการยึดอำนาจ
สูตรที่สาม เพื่อไทยตั้งรัฐบาลสลับขั้ว ไปจับมือกับ พลังประชารัฐ หรือ รวมไทยสร้างชาติ มีประชาธิปัตย์ มี ภูมิใจไทย ขั้วรัฐบาลเดิมมาร่วมด้วย แน่นอนว่าไม่มีก้าวไกล และฝ่ายค้านเดิม สูตรนี้จะต้องตอบคำถามประชาชนหนักมาก และเสี่ยงต่ออนาคตของเพื่อไทยเอง อาจเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพในสภาได้ทั้ง ส.ว.และฝ่ายความมั่นคงเป็นแนวร่วม แต่จะเสียแนวร่วมฝ่ายประชาธิปไตย
สูตรที่สี่ เพื่อไทย จับมือกับ ทุกพรรคตั้งรัฐบาล ยกเว้น3 พรรคทีมีนโยบายทางการเมืองต่างกัน คือ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และ ภูมิใจไทย สูตรนี้ ก็จะมีปัญหาคล้ายกับสูตรที่สาม แต่จะได้มวลชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถ้ามองถึงการเมืองในอนาคตระยะยาวที่สนองตอบความต้องการ เปลี่ยนแปลง
และสูตรสุดท้าย เมื่อตั้งรัฐบาลสูตรไหนก็ไม่ลงตัว ฝ่ายตรงกันข้ามตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่สำเร็จ จนนำไปสู่ ที่มาของนายกฯคนนอก น่าจะออกสูตร รัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลเฉพาะกาล หรือรัฐบาลปรองดอง ก่อนที่จะไปจบที่ปลายกระบอกปืน เป็นคำตอบสุดท้าย
การด่วนสรุปว่า ที่ ก้าวไกล นำโดยพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ติดลมบนทั้งคนทั้งพรรคในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งในเวลาที่รวดเร็ว เป็นเพราะวลีเด็ดคำเดียว มีลุงไม่มีเรา เกิดกระแส เลือกต้ัง ปิดสวิตซ์ สาม ป. ต่อจากนั้น ก็จะปิดสวิตซ์ ส.ว. 250 ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ถ้านำมาพิจารณาในรายละเอียด ต้องยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสของ ก้าวไกล ทั้งมิติทางการเมืองและการปฎิรูปเพื่อความเปลี่ยนแปลง
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มานานถึง 8 ปี ซึ่งไม่ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นรัฐบาลติดต่อกันถึงสองสมัย คนก็จะเบื่อ โดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่าง รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นรัฐบาลสองสมัยติดต่อกัน คนก็เริ่มเบื่อและออกมาขับไล่ จน พล.อ.เปรม ต้องยุติบทบาท การนำประโยคสั้นๆ มีเราไม่มีลุง มีลุงไม่มีเรา มาเป็นแคมเปญในการหาเสียงเป็นจังหวะบวกพอดี
นโยบายของก้าวไกลไม่มีอะไร โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่กล้าเสี่ยงที่จะเอานโยบายการยกเลือกการเกณฑ์ ทหาร แก้ไข ม.112 ปฎิรูุปกองทัพ ซึ่งเป็นดาบสองคมมาหาเสียง ก้าวไกลมีระบบบริหารภายในไม่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น คนที่เป็นผู้นำทางความคิด ก็ยังเป็น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยะบุตร แสงกนกกุล อดีตผู้บริหารพรรคอยู่ดี การเลือกตั้งครั้งนี้ ส่งบัญชีรายชื่อ นายกฯ ของพรรคเพียงคนเดียวเหมือนกับพรรคการเมืองอื่นที่ต้องการความชัดเจนจากคะแนนนิยมของประชาชน
มีจุดเด่นที่การสร้างตัวตนของพิธา ให้เติบโตโดยธรรมชาติให้คนรู้จักบนเวทีหาเสียงและเวทีดีเบตเพราะมั่นใจว่า พิธา จะโชว์ความเป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่ได้ดีกว่าคู่แข่งคนอื่น ทั้งๆที่พิธา ไม่เคยเป็นผู้บริหารในองค์กรที่มีขนาดใหญ่มากก่อนไม่มีประสบการณ์การบริหารภาครัฐใดๆ เลย ความแตกต่างระหว่างนโยบายหาเสียงกับการบริหารประเทศคือ ไม่มีโอกาสลองผิดลองถุูกเพราะประเทศไม่ใช่บริษัท ไม่ใช่สนามเด็กเล่น