สตรีเช่นข้ามาพร้อมระบบนายหญิงของหอนางโลม
นิยาย Dek-D
อัพเดต 09 พ.ค. 2567 เวลา 09.00 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2567 เวลา 09.00 น. • เมฆสีรุ้ง/Skywriterข้อมูลเบื้องต้น
จะเป็นอย่างไรเมื่อบิวตี้บล็อกเกอร์ผู้นี้ต้องลืมตาตื่นมาอยู่ในร่างของสตรีไร้นามในหอนางโลมแถมยังพ่วงตำแหน่งเป็นนายหญิงของหอนางโลมอีกต่างหาก
คนอื่นทะลุมาเป็นนางเอกหรือไม่ก็ตัวประกอบใกล้ตายหรือไม่ก็เป็นคนจนสร้างความร่ำรวยให้ตนเองแต่เธอล่ะ!
เธอล่ะ!!
เธอกลับมาอยู่ในร่างนายหญิงของหอนางโลมแล้วไหนจะครอบครัวที่ดันมาตายยกตระกูลเหลือรอดแค่เธอเพียงคนเดียวอีก
อะไรมันจะดวงซวยขนาดนั้นวะ!
น่าสงสารจับจิต
จากครอบครัวตระกูลผู้ดีตีนแดงรับราชกาลเป็นขุนนางใกล้ชิดฮ่องเต้ต้องตายเพราะสงครามและการก่อกฏบ
แล้วทำไม!
ทำไมพระเจ้าถึงไม่ให้เธอทะลุมาชื้นชมกับความร่ำรวยก่อนแต่ดันมาทะลุตอนเจ้าของร่างต้องหนีภัยสงครามแถมเกือบถูกขืนใจเนี่ยนะ!!
มันไม่เกินไปหน่อยเรอะ!!
แต่ไม่เป็นไรในเมื่อนางมีระบบติดกายจะทำอะไรก็สบาย หอนางโลมแห่งนี้จะกลายเป็นที่สร้างชื่อเสียงให้นางเอง
มีหรือที่บิวตี้บล็อกเกอร์คนนี้จะพลาดโอกาศสร้างกำไรสร้างฐานะให้ตัวเองมาทั้งทีก็ต้องทำให้สุด หอนางโลมจะไม่ใช่แค่สร้างความเพลิดเพลินแต่มันจะสร้างความสวยอีกด้วย!!
แค่เห็นการแต่งหน้าและการดูแลผิวของแต่ล่ะคนทำเอาเราเป็นเครียด
ดูแม่คนนี้ไว้นะลูก!!!
ดู ศึกษา! และจดจำให้ขึ้นใจว่ามันต้องทำยังไง
ฮุๆๆ
สร้างสร้างห้องโถงใหญ่ๆ มีTV จอโคตรของโคตรใหญ่เอาไว้ดูซีรี่ส์หาเงินเพิ่มจำนวนคนดู แม่จะขายเครื่องสำอางและความสายความงามจะทำแม่งทุกอย่างที่อยากทำไปเลย! คอยดู
ความร่ำรวยจ้า…
เงินจ้า…
ความสบายจ้า…
อ้างน้ำจาคุชชี่จ้า…แม่มาแล้ว…
“เข้ามาเลยจ้าา ครีมบำรุงก้นสวยเด้งดึงเนียนนุ่มประดุจสาวแรกเกิด อยากได้มาทางนี้ก้นจะสวยใสจนสามีไม่อาจหนีห่างได้แน่นอน”
เข้าเมืองหลวง
1.เข้าเมืองหลวง
นี่ใช่หรือไม่ ที่เขาเรียกว่าโชคชะตามักชอบเล่นตลกกับคนธรรมดาเช่นนาง
จากเดิมที่นางเป็นเพียงแค่บิวตี้บล็อกเกอร์หากินไปวันๆ ดังบางไม่ดังบ้างขึ้นอยู่กับผู้คนว่ารู้จักนางดีมากแค่ไหน วัยสาวที่ต้องมาหาเงินไปด้วยเรียนไปด้วยญาติรอบข้างตายหมด (แค่พ่อแม่) เมื่อโชคชะตาเริ่มเดินหน้าที่เราก็คือการเดินตามโชคชะตา
แต่ใครจะคิดเล่าว่าโชคชะตามักเล่นตลกกับเราเสมอ
และหนึ่งในนั้นคือหลางเหยาซูลูกสาวตระกูลขุนนางที่โชคชะตาช่างกลั่นแกล้งอะไรเช่นนี่
มารดาสิ้นใจตาย บิดาถูกฆ่า พี่ชายแต่ละคนก็ไม่รอด จากแต่เดิมที่เหลือกันสองพี่น้องมาครั้งนี้กลับเหลือเพียงนางแค่คนเดียวที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ คงมีเพียงน้องสะใภ้กับญาติผู้พี่ที่มารดานางเมื่อรู้ว่ามีภัยก็หนีหายไปพร้อมสมบัติปล่อยทิ้งสามีที่พิการทางขาให้สิ้นใจตายพร้อมคนในตระกูล
เพราะอำนาจและสงคราม
ช่างโลภมากเสียจริง
ถึงนางจะชอบดูซีรีย์จีนอยู่บ่อยครั้ง ใครจะคิดว่าในหนังกับชีวิตจริงมันจะไม่ต่างกันสักนิด
จากลูกคุณหนูตระกูลขุนนางต้องตายจากไปอย่างน่าสงสาร และนั่นทำให้นางเข้ามาอยู่ในร่างที่ดวงวิญญาณเจ้าของร่างดับไปแล้ว จากบิวตี้สาวต้องมาอยู่ในร่างของสตรีน่าสงสารที่สภาพไม่ต่างจากขอทาน เค้าโครงดูไม่ออกว่าเคยเป็นคุณหนูผู้มั่งมีมาก่อนเสื้อผ้าเต็มไปด้วยเศษดินและทรายผมแทบไม่เป็นทรง
ถ้าในละครนางเอกคงหลุดเข้ามาในร่างของอีกคนตอนเขาตายหรือเจ็บช้ำอะไรบางอย่าง แต่สำหรับนางมันไม่ใช่เลย เพราะนางเข้ามาในร่างของหลงเหยาซูตอนนางกำลังจะถูกข่มขืน
ใช่
ข่มขืน! น่าตกใจไหมล่ะ
แถมยังไม่ได้มาแค่วิญญาณด้วยนะ แต่ติดมาหมดทุกส่วนเลยคงมีเพียงแค่หน้าตาเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน แม้จะมีบางส่วนที่คล้ายกันก็ตาม
สตรีนางอื่นในโลกนี้คงนิยมมีผมสีดำสนิท ผิวขาว ผิวพรรณไร้ซึ่งร่องรอยของแผลเป็น แต่สำหรับนางที่มาจากโลกอื่นกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะอะไรน่ะเหรอ?
ก็เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่นางเคยทำมาดันติดมาด้วยนะสิ
ผมสีม่วงหม่นที่ผู้ใดเห็นก็คงจะต้องตกใจและถ่อยห่างเพราะคิดว่าเป็นปีศาจ รอยสักที่อุสาทนเจ็บมานานเพื่อให้ผิวสวยๆ มีตราประทับเพื่อระลึกเป็นความทรงจำทั้งบริเวณต้นคอและมือเรียวสวยก็ติดมาด้วย
สงสัยฟ้าคงเป็นใจและประทานพรมาเพราะเห็นใจนางเป็นแน่
แสงสว่างจากแดดที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์กำลังแผ่ขยายเพื่อบอกให้รู้ถึงอำนาจที่มันมีมาพร้อมกับเสียงของรถม้าที่ดังเป็นระยะจากการที่ล้อไม้สะดุดกับก้อนดินตามทาง รอบด้านเป็นกล่องสินค้นมากมายมีพื้นที่ให้สตรีร่างบางสวมผ้าคลุมจนมิดเพียงน้อยนิด ถ้าพ่อค้าเจ้าของรถม้าไม่สงสารและเห็นใจนางแล้วล่ะก็เหยาซูผู้นี้คงต้องใช้เท้าเดินจากชายแดนมาถึงเมืองหลวงอย่างแน่นอน
เอาเข้าจริง นางเองก็ยังคิดว่าพ่อค้าผู้นี้ช่วยเหลือนางเพราะหวังผล
ก็ใครล่ะจะมีผมสีม่วงหม่นที่โดดเด่นเป็นสง่าที่ใต้หล่านี้คงไม่มีใครเด่นเท่านางอีกแล้ว เทพเซียนช่างเป็นใจเสียจริง (-_-!)
เป็นคนอื่นคงตะโกนว่านางต้องเป็นปีศาจแน่นอน ถ้าเธอไม่ใช้มุกเดิมๆ แบบที้เห็นได้ทั่วไปคืออ้างไปว่ามีเทพเซียนมาช่วยนางทำให้สีผมของนางเป็นเช่นนี้
แบบนี้ถือว่าโกหกขาว ไม่บาป
หลางเหยาซูมีพี่น้องทั้งหมด 5 คนรวมตนด้วย ทุกคนล้วนแต่เป็นบุรุษทั้งสิ้นมีเพียงนางกับญาติผู้พี่ลูกสาวของน้าสะใภ้จากตระกูลจู้ที่หนีหายไปเท่านั้นที่เป็นสตรีชื่อหลางซิน พี่ชายที่อยู่กับนางนานที่สุดคือพี่สี่ชื่อหลางฉี่ ที่สุดท้ายก็ตายจากไปโดยไม่รู้เลยว่าน้องสาวที่ตนดูแลมาตลอดตายจากไปนานแล้ว
ผลสุดท้ายนางก็เหลือแค่ตนเอง
แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่าบทบาทนางเอก ครอบครัวตายยกตระกูล ทะลุมิติมาก็ดันมาแบบแปลกประหลาด ถ้าเป็นไปได้นางแทบอยากจะตะโกนด่าฟ้าด่าดินและเทพเซียนทุกองค์ที่ตนไม่รู้จักแต่ทำไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะมีความซวยเพิ่มขึ้นอีก
ถึงกระนั้นเหล่าพระเจ้าและเทพเซียนก็ยังพอให้อภัยได้เพราะนางไม่ได้มาตัวเปล่า
แต่นางมีระบบ!!!
ช่าย…
ถ้าเรื่องนี้เป็นนิยายนางเองคงมีมิติเป็นของตัวเอง ออกไปอยู่บ้านนอกหรือเมืองที่สงบๆ เพื่อปลูกผักและใช้ชีวิตหลังจากที่ครอบครัวตายยกครัวจากนั้นจะค่อยๆ มีเงินมีทองขึ้นมา แต่กับนางมันต่างออกไปเพราะนางไม่ได้มีระบบปลูกผัก ทำสวน มองเห็นผีแล้วให้พวกนั้นช่วยเหลือได้
เพราะอะไรนะเหรอ!
เพราะนางมีระบบนางโลมยังไงล่ะ
ใช่! นางโลมฟังไม่ผิด
นางโลม!!!
อันที่จริงจะเรียกว่าหลางเหยาซูเป็นเหมือนนางเอกในนิยายก็ไม่เชิง ถ้าให้เปรียบก็คงต้องเปรียบเสมือนนางร้ายในตอนท้ายๆ ของเรื่องราวที่ทุกคนมีความสุขแต่นางร้ายจะทุกข์ทรมานในตอนจบถึงจะถูก
เป็นธรรมดาที่บุตรสาวเพียงคนเดียวของบ้านที่เกิดจากฮูหยินจะถูกตามใจ แม้บิดามารดาและพี่ๆ ทั้งหลายจะมีความสามารถนิสัยดีจนทุกคนแปลกใจว่าเหยาซูผู้นี้ช่างเหมือนนรกส่งมาเกิด รักเงินทองและเครื่องประดับเป็นที่สุด เสื้อผ้าและชุดมากมายล้วนแล้วแต่ต้องเป็นของที่ดีที่สุด แม้แต่เครื่องประทินโฉมยังราคาแพง ถ้าใครทำให้ไม่พอใจก็จะอารมณ์เสียและโวยวาย เป็นคนที่ไม่ค่อยเก็บอาการเท่าไรนักแม้จะมีคู่หมั้นที่บิดาและเพื่อนของบิดาตกลงกันเอาไว้ก็ตาม แต่หลังจากที่รู้ว่าภัยจะมาถึงตัวทุกคนกลับหายหน้าหายตาไปหมดจากที่หลางเหยาซูจะได้แต่งงานเข้าตระกูลฮานมาบัดนี้ตระกูลฮานกลับให้ลูกชายเพียงคนเดียวของตนหมั่นหมายกับตระกูลซู ทำราวกับว่าพวกตนไม่เคยกล่าวสัญญาณหมั่นหมายกันมาก่อน
ช่างน่าสลดใจเสียจริง
แม้นางจะจำไม่ได้ว่าเจ้าของร่างและตระกูลหลางทำให้ถึงตายหมดตระกูลก็เถอะ เท่าที่จำได้ในความทรงจำของเหยาซูคือบิดาของนางเรียกได้ว่าเป็นขุนนางที่มีบทบาทให้ราชสำนักเลยก็ว่าได้ เพราะต้องการอำนาจและครองแผ่นดินจึงเกิดสงครามขึ้น 4 ปีก่อน เหยาซูอายุเพียงแค่ 14 เท่านั้นต้องหนีจากเมืองหลวงและบ้านเรือนอันงดงามแฝงไปกับขบวนของชาวบ้านพร้อมพี่ชายอีก 3 คนที่รอดชีวิตอยู่พี่ชายใหญ่ตายพร้อมกับบิดา พี่ชายสองศึกษาอยู่ที่สำนักก็ถูกลอบทำร้ายหลังจากนั้นได้ไม่นานเพียงครึ่งปี เหลือไว้เพียงพี่ชายอีกสองคนพี่สามอยู่กองทัพรวมรบอยู่ทางใต้ ส่วนนางกับพี่สี่อยู่ชายแดน
ตายสิ้นหมดตระกูลเพียงเพราะตราสัญลักษณ์ที่ท่านพ่อถูกไว้ใจจากฮ่องเต้คนก่อนให้นำมามอบให้กับรัชทายาทผลสุดท้ายรัชทายาทก็ตายจากภัยสงคราม ผลสุดท้ายฮ่องเต้องค์ใหม่ซึ่งคือลูกที่แทบไม่มีบทบาทอะไรเลยที่รอดชีวิตมาได้เพียงผู้เดียวและแรงสนับสนุนจากตระกูลขุนนางอื่นๆ ทำให้ชนะสงครามมาได้
หลังจากอยู่ชายแดนมาสักพักสงครามก็เดินทางเข้ามาสู่ชายแดนทางตะวันออกจนได้ในที่สุดจากการที่มีคนรู้จักของบิดาคอยช่วยเหลือให้ที่หลบภัยตายจากการบุกโจมตีจนทำให้คนที่เจ้าของร่างตายสิ้นแม้แต่พี่สี่ที่ช่วยให้นางหนีรอดออกมาจากที่นั้นแล้วตนสัญญาณว่าจะอยู่ช่วยคนที่ชายแดนแล้วให้น้องสาวเพียงคนเดียวหนีไปพร้อมชาวบ้าน ใครเล่าจะคิดว่าตั้งแต่วันนั้นเหยาซูแทบไม่ต่างอะไรจากขอทานเลยสักนิดในที่สุดก็ตายจากไป
ผลสุดท้ายนางที่มาจากโลกอื่นก็เข้ามาสวมร่างของเหยาซูพยายามอยู่นานเพื่อกลับไปยังชายแดน หวังเพียงให้ครอบครัวของเจ้าของร่างยังคงมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อกลับไปครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็จากไปเพราะอาการป่วยพร้อมร่างกายที่พิการ
แต่อย่างน้องพี่สี่คนนี้ก็ตายไปแบบสบายๆ เพราะรู้ว่าน้องสาวที่ตนช่วยเอาไว้ยังคงมีชีวิตรอดแม้จะเหลือเพียงร่างก็ตามที
จากตอนแรกที่อยู่คนเดียวพอมาอยู่ในร่างนี้ก็ตัวคนเดียวอีก
โชคชะตาช่างน่ากลัวเสียจริง
ไม่นานเสียงเสียงล้อก็ค่อยๆ จางหายไปในขณะที่รถม้าเริ่มจะช้าลงจนกลายเป็นนิ่งสนิทอยู่กับที่เป็นสัญญาณว่ารถม้าคันนี้มาถึงหน้าประตูเมืองหลวงเป็นทีเรียบร้อยแล้ว สตรีในรถม้าค่อยๆ เปิดผ้าบริเวณหน้าต่างออกไปดูโลกภายนอกว่าเมืองหลวงเป็นเช่นไร จะเหมือนในหนังหรือไม่ทำให้แสงแดดและลมจากด้านนอกเข้าปะทะจนผ้าบางที่ปิดบังแสงแดดจากด้านนอกจากที่เปิดเพียงนิดต้องปลิวไปตามแรงลม นั่นยิ่งเพิ่มความกว้างของหน้าต่างให้อ้าออกมาชัดขึ้นจนมองเห็นใบหน้าของสตรีในรถม้าได้อย่างชัดเจน
เหมือนกับในซีรีย์จีนที่เคยดูเลยแหะ
กองทัพตระกูลฝ่าน
2.กองทัพตระกูลฝ่าน
แสงแดด ทรายที่ปลิวไปตามแรงลม เสียงรถม้า เสียงผู้คนกับการต่อแถวเข้าเมืองที่ยาวจนเปรียบได้เหมือนจากเบตงไปเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ หน้าประตูทางเข้าเมืองหลวงเป็นประตูบานใหญ่อลังการงานสร้างเกินกว่าที่นางจะคาดเดาได้ แต่กลับมีทหารเพียงแค่ 5 นายเท่านั้นที่ยืนประจำที่คอยตรวจเช็คคนเข้าเมือง
“ถึงเมืองหลวงแล้วล่ะแม่นาง”
อย่าบอกนะว่านางต้องเดินลงไปต่อแถวที่ยาวขนาดนั้นเพื่อเข้าเมืองหลวงด้วยแดดขนาดนี้เนี่ยนะ ถึงจะไม่เท่าเมืองไทยก็เถอะแต่แดดขนาดนี้ทำลายผิวสวยๆ ได้เลยนะ (-_-!)
เสียงชาวบ้านและรถม้าที่แม้จะมีไม่มากแต่ก็ยังคงดังให้ได้ยินอยู่เป็นระยะไม่ขาดสาย พ่อค้าผู้แสนจะจิตใจดีที่ให้นางติดตามมาเมืองหลวงด้วยเดินลงจากรถม้าไปหยุดพูดคุยอะไรบางอย่างกับนายทหารท่านหนึ่งที่ดูจะว่างอยู่พร้อมยื่นกระดาษที่นางเดาว่านางจะเป็นตราสัญลักษณ์ให้เข้าได้บัตรผ่านที่มีแค่พ่อค้าบางคนเท่านั้นให้นายทหารดูก่อนจะพูดบางอย่างอีกไม่กี่ประโยคก่อนที่พ่อค้าจะทำท่าทางราวกับกำลังขอร้องอะไรสักอย่างแต่กลับโดนนายทหารปัดมือออก
และด้วยความเผือกที่ติดตามของนางมา เดาได้ไม่ยากว่าภาพที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่
นอกจากพ่อค้าที่โม้ตลอดทางว่าตนมีอะไรบ้างให้นางฟังนำบัตรผ่านไปให้นายทหารดูเพื่อจะเข้าเมืองโดยที่ตนไม่ต้องตรวจสอบ แต่โดนนายทหารบอกปัดให้กลับไปต่อแถวแน่นอน สีหน้าของพ่อค้าวัยกลางคนร่างสมส่วนใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นตามวัยเดินส่ายหน้าอารมณ์เสียกลับมาด้วยความผิดหวัง
“ดูเหมือนแม่นางกับข้าคงต้องรอตรวจสอบก่อนถึงจะเข้าเมืองได้”
“ไม่เป็นไร เท่านี้ข้าก็รบกวนท่านมากเกินพอแล้ว” เหยาซูกล่าวพยายามควบคุมสีหน้าให้ดีที่สุดแม้จะรู้อยู่แล้วว่าตนแสดงสีหน้าตามที่ต้องการได้เป็นอย่างดีอยู่แล้วก็ตาม น้ำเสียงเรียบนิ่งราวกับเทพธิดามาจุติบ่งบอกถึงการอบรมสั่งสอนถูกกล่าวออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่ม
“รบกวนอะไรกัน ไม่รบกวนเลยสักนิดถ้าไม่ติดว่าวันนี้พวกทหารตรวจสอบคนเข้าเมืองเป็นพิเศษท่านคงกลับถิ่นฐานบ้านเกิดได้นานแล้ว” พ่อค้าพูดด้วยน้ำเสียงเสียดายเล็กน้อยเพราะตนรู้ดีเพียงแค่ได้ยินชื่อตระกูลของสตรีสวมผ้าคลุมบนรถม้าก็รับรู้ได้ทันทีว่านางเจอกับอะไรมามากมายเสียเหลือเกิน
“ไม่เป็นไรหรอก เท่านี้ก็มากเกินพอแล้วล่ะขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือข้าจนมาถึงที่นี่”
นี่เราต้องยืนรอเข้าเมืองจริงๆ เหรอ!!
ไม่จริงใช่ไหม
ไหนพ่อค้าบอกมีบัตรผ่านพิเศษรับรองมาแล้วว่าเข้าได้แน่นอนไง แล้วไหงทำให้พวกทหารถึงนึกอยากทำหน้าที่ขึ้นมาวันนี้วะ
กรุบกรับ กรุบกรับ กรุบกรับ
เสียงฝีเท้าม้าที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงมาพร้อมเสียงตะโกนจากผู้ขี่ที่ดังก่องไปทั่วจากการตะโกนแบบไม่กลัวว่าเส้นเสียงของตนจะใช่การไม่ได้เรียกความสนใจจากผู้คนหน้าทางเข้าเมืองหลวง ทำให้มือเรียวที่มีรอยสักบริเวณข้อมือรูปดาวที่จับบริเวณหน้าต่างจำต้องหยุดชะงักไม่ให้ปิดลง
“แม่ทัพฝ่านกลับมาแล้ว…แม่ทัพฝ่านชนะสงครามแล้ว…”
ชายใบหน้าแทบดูไม่ได้สวมใส่ชุดที่เปื้อนจนดูแทบไม่ออกว่าเสื้อเกราะที่สวมอยู่คือเลือดหรืออะไรกันแน่ควบรถม้าพร้อมตะโกนวนไปอยู่แบบนั้นมืออีกข้างโบกธงที่มีสัญลักษณ์ว่าฝ่านอีกข้างยึดไม่ได้ร่างของตนตกลงหลังม้า ทันทีที่ทหารหน้าประตูเมืองได้ยินต่างก็วิ่งเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบทันทีพร้อมประตูเมืองที่ค่อยๆ เปิดอ้าออกจนชายคนนั้นควบม้าเข้าเมืองหลวงไปโดยที่เสียงยังคงไม่ลด
“อะไรน่ะ?”
ตระกูลฝ่าน ฝ่าน…
เหมือนเราเคยเห็นธงนั่นจากที่ไหนมาก่อนนะ
เหยาซูนึกถึงลักษณะธงและคำว่าฝ่านที่เด่นเป็นสง่าด้วยความพยายามว่านางเคยเจอที่ไหนมาก่อน ราวกับว่าสมองต้องการเล่นตลกและกลั่นแกล้งนางเล็กน้อยความคุ้นเคยที่เหมือนจะนึกออกแต่ก็นึกไม่ออกจนในที่สุด เหยาซูที่มีความคิดจะเดินลงจากรถม้าจำต้องเรียกสติกลับมาอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงแผ่นดินที่สั่นเล็กน้อยมาพร้อมเสียงฝีเท้าของม้าที่น่าจะไม่ได้มาแค่ตัวเดียวแต่อาจจะมากันเป็นฝูงดังขึ้นเรื่อยๆ
“แม่ทัพฝ่าน แม่ทัพฝ่านนะจะกลับเมืองหลวงคงเพราแบบนี้พวกทหารจึงขยันกันเป็นพิเศษนะขอรับ” พ่อค้ากล่าวโดยที่ใบหน้าไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองสตรีผมสีม่วงหม่นที่บัดนี้ผ้าคลุมศีรษะหลุดออกไปเพราะแรงลม เผยให้เห็นใบหน้าของหลางเหยาซูที่มือเรียวยังคงจับที่ขอบหน้าต่างมืออีกข้างจับที่ผ้าเพื่อไม่ได้มันบดบังทิวทัศน์ดวงตามองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อดูให้แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นด้านหลังคือสิ่งใดกันแน่
แทนที่ทุกคนจะสนใจสตรีสาวผมสีประหลาดกลับหันไปมองที่กองทัพขนาดใหญ่ที่มีธงคำว่าฝ่านสะบัดไปมาตามแรงลมที่ใกล้เข้ามาเต็มที
ว้าว…กองทัพเปิดตัวโคตรยิ่งใหญ่
“หยุด…”
“ยินดีกับท่านแม่ทัพที่ชนะสงครามขอรับ!!!” เสียงทหารที่มาจากไหนไม่รู้วิ่งเรียงแถมเข้ามาเพิ่มก่อนจะตะโกนด้วยประโยคเดียวกัน
“!!!(0_0)!!!”
“ซุบซิบ ซุบซิบ”
เสียงซุบซิบที่มาพร้อมกับประเพณีคู่บ้านคู่เมืองอย่างจีนมุงเริ่มแผ่ขยายมากยิ่งขึ้น ทหารที่ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคนเรียงเป็นแถวยาวสุดลูกหูลูกตา ด้านหน้าเป็นทหารที่มียศเรียงตามลำดับขั้นชาวบ้านที่ต่อแถวรอเข้าเมืองอยู่ริมขวา ส่วนรถม้าที่นางอยู่จอดอยู่ริมซ้ายสุดเพราะพ่อค้าต้องการจอดให้ไกลหน่อยคงไม่ต้องการให้เหยาซูเด่นสะดุดตา
จากตอนแรกที่บริเวณตรงหน้าว่างเปล่ามีเพียงแค่ทรายกับทรายมาบัดนี้กับมีกองพักทั้งกองยืนเรียงกันเป็นแถวยาวตนกลางทาง เหยาซูที่กำลังตกตะลึงกับกองทัพขนานใหญ่ที่เรียงกันเป็นแถวยาวจนไม่ได้มองเลยว่าด้านหน้ากองทัพเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือมีกี่สายตาที่กำลังลอบมองนางอยู่
“นั่นไง แม่นางคนนั้นไงเป็นนางจริงๆ ด้วย” เสียงที่เบามากดังมาจากหน้ากองทัพราวกับกำลังซุบซิบบางอย่างที่ต้องการให้ได้ยินกันเพียงแค่นั้น โดยที่สายตายังคงมองมาที่สตรีสาวสีผมสีม่วงหม่นที่กำลังเกาะขอบหน้าต่างนับในใจว่ามีกี่แถวจนไม่ทันได้ดูว่ามีสายตาหลายคู่จากในกองทัพมองมาที่นาง
“เป็นชายควรรักษามารยาท ถ้าไม่อยากถูกลงโทษเจ้าก็เงียบซะ” เสียงของชายคนที่ 2
“…” ความเรียบนิ่งจากชายคนที่ 3
“ยินดีกับท่านแม่ทัพฝ่านหลิงอี้ที่นำทัพชนะสงครามมาได้ขอรับ!!!”
“!!!(0_0)!!!”
ตกใจหมด!
เหยาซูหันมาตกใจอีกครั้งกับเสียงที่ดังอย่างพร้อมเพรียงเรียกสติให้นางหันมาโฟกัสที่ปัจจุบันเช่นเดิมเพื่อความตั้งใจถูกล่มเลิกเพราะแถวของกองทัพยาวเกินกว่าที่นางจะนับได้ ทันทีที่สตรีสีผมสะดุดตาหันกลับมาสายตาจากหลายคู่ก็หันไปทางอื่นทันทีราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเพราะกองทัพที่ใหญ่บัดบังรถม้าจากชาวบ้านอีกฝั่งจนมิดทำให้ไม่มีใครมองเห็นสีผมที่เด่นสะดุดตาของสตรีหนึ่งนางที่ยื่นหน้ามองกองทัพด้วยแววตาตื่นตะลึงที่แม้แต่พ่อค้าที่นางขอติดรถม้าด้วยยังรับรู้ได้ถึงสายตาของหลายคู่ที่มองมาจนต้องก้มหน้าหนี
“ตกใจหมด กองทัพอะไรจะใหญ่ขนาดนั้น” เหยาซูพูดกับตัวเองในใจโดยไม่คิดว่าประโยคที่ตนพูดจะทำให้คนทั้งกองทัพที่ถูกฝึกประสาทสัมผัสมาเป็นอย่างดีจะได้ยิน
“ไม่ต้องมากพิธี” ร่างของชายสมส่วนใบหน้าเป็นโครงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนเรียกความสนใจของเหยาซูให้หันไปมองด้วยความสงสัยปนอยากรู้ว่าแม่ทัพในชีวิตจริงกับในซีรีย์จะมีหน้าตาต่างกันหรือไม่ แต่เพราะระยะที่ห่างกันไกลพอสมควร บวกกับแสงแดดที่เป็นใจเสียเหลือเกินกับใบหน้าที่เห็นเพียงครึ่งก็รับรู้ได้ทันที่ว่าหล่อ ก่อนที่ร่างบางของเหยาซูจะหันไปสนใจบริเวณอื่นแทนจนไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายก็หันมามองตนเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีเช่นกัน “พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าที่พวกเจ้าทำอยู่นั้นคือการทำให้ชาวบ้านเสียเวลามากขึ้น”
“ข ขออภัยขอรับ พ พวกข้าแค่อยากจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่มีพวกโจรหรือพวกไม่ดีเข้ามาก่อกวนในเมืองหลวง” ตัวแทนทหารที่ยืนหน้าประตูเมืองเสียงสั่นด้วยความกลัวว่าตนกับคนในหน่วยจะโดนลงโทษ
“ไม่ต้องมากพิธีอยากจะทำหน้าที่ยามที่ข้ากลับมามากนักหรอก ถึงตรวจสอบไปก็เท่านั้นเพราะยังไงพวกนั้นก็ต้องเข้ามาทางอื่นอยู่ดี”
“ข ขอรับท่านแม่ทัพ”
สตรีประหลาด
3.สตรีประหลาด
เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ เมืองที่รวมเหล่าขุนนางและชาวบ้านมากมายเอาไว้ด้วยกันประดับด้วยวังหลวงอันใหญ่โตที่แสนจะงดงามที่ไม่ว่าผู้ใดต่างก็อยากจะเข้าไปเยือนสักครั้งในชีวิต สตรีทุกผู้ทุกนางต่างมีความฝันอยากจะเป็นองค์หญิงเติบโตท่ามกลางความรักใคร่ของฮ่องเต้ มีทรัพย์สินมากมายที่ใช้ได้ไม่จำกัด มีทาสบริวารมากมายคอยรับใช้และดูแล
แต่ใครเล่าจะคาดคิดถึงความมืดมนของวังหลวงที่แสนจะงดงามและใหญ่โตนี้ การแย่งชิง ผลประโยชน์ ความโดดเด่น การหักหลัง การลอบทำล้าย สิ่งเหล่านี้ฝ่านหลิงอี้รู้จักมันดีไม่มีผู้ใดไม่รู้ดีเท่าเขาอีกแล้ว แม่ทัพฝ่านหลิงอี้จากตระกูลฝ่านที่ตายสิ้นยกตระกูลจากสงครามการบุกโจมตีเมื่อ 10 ปีก่อนของอ๋องที่ต้องการอำนาจและตำแหน่งฮ่องเต้ ผลสุดท้ายก็ถูกกำจัดแต่ไม่คาดคิดว่ายังมีผู้ภักดีอยู่
ขบวนรถม้าคันสีดำสนิทให้ความรู้สึกน่ายำเกรงจนไม่มีใครมีความกล้ามากพอที่จะแทรกหรือขวางทางเพราะรู้ว่าผู้ใดที่อยู่ด้านใน แม่ทัพหลิงอี้จากตระกูลฝ่านที่ตายสิ้นยกตระกูล ลูกชายบุญธรรมของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่บัดนี้กำลังนั่งนิ่งอยู่ภายในรถม้าประจำตระกูลที่ถูกนำมาต้อนรับโดยจุดหมายของรถม้าคันสีดำสนิทจนน่ากลัวนี้คือวังหลวง
“เจ้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับแม่นางตระกูลหลางหรือไม่ เห็นว่าบุตรสาวคนเล็กตระกูลหลางไม่ตายด้วยนะ”
“จริงรึ ยังเหลือรอดอยู่อีกหรือข้าคิดว่าตายหมดทั้งตระกูลแล้วเสียอีก”
“จริงสิ เห็นว่าฮ่องเต้ประทานรางวัลพระราชทานให้กับตระกูลหลางนะสิ”
เสียงพูดคุยซุบซิบจากปากชาวบ้านผู้พบเห็นได้ทั่วไป ข่าวลือหนาหูที่ไม่มีผู้ใดไม่รู้เกี่ยวกับตระกูลหลางความน่าสนสารและความยิ่งใหญ่จางหายไปสิ้นแทบไม่เหลือ ยิ่งกับข่าวลือบุตรสาวเพียงคนเดียวของลูกสาวคนเล็กของตระกูลหลางด้วยแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีผู้ใดไม่รู้ถึงนิสัยของนาง
หลางเหยาซูบุตรสาวของตระกูลหลางคนที่ห้ามีคู่หมั่นคู่หมายเป็นถึงขุนชายหลิงจากตระกูลฮานบุตรชายเพียงคนเดียวของเสนาฝ่ายตรวจการที่บัดนี้กลับหมั่นหมายกับบุตรสาวตระกูลซู ทำราวกับว่าเรื่องราวการหมั่นหมายในคราแรกเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่มีอยู่จริง คำว่ามิตรสหายสูญสิ้นไปพร้อมกาลเวลาและอานาจเงินตราช่างน่าสงสารเสียจริง
แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่กลับไม่มีผู้ใดสงสารเหยาซูที่ถูกแย่งคู่หมั่นเลยสักนิด แต่ทุกคนต่างคิดว่าและลือกันหนาหูถึงความเหมาะสมของชายหญิงตระกูลฮานและตระกูลซูราวกับเทพเซียนสรรสร้างมาเพื่อให้คู่กัน
“คนพวกนี้ว่างกันมากจริงๆ ปากชาวบ้านดูสิขนาดพวกเรามายังเอาแต่พูดถึงแม่นางผู้นั้น” เสียงคนสนิทของท่านแม่ทัพเปรียบเสมือนมือซ้ายคนสนิทเลยก็ว่าได้ เหออั่นคือชายผิวขาวรูปร่างอวบมีพี่ชายนามว่าเหออิ่นมือขวาคนสนิทของท่านแม่ทัพหลิงอี้ พี่น้องสองเหอต่างรู้จักกับฝ่านหลิงอี้มาเป็นสิบปีที่บัดนี้ทั้งสองต่างเป็นแม่ทัพสองมือซ้ายและขวาคนสนิทของท่านแม่ทัพหลิงอี้บุตรชายบุญธรรมของฮ่องเต้
เพียงไม่กี่ชั่วยาม รถม้าคันสีดำสนิทก็จอดนิ่งอยู่หน้าคฤหาสน์ตระกูลฝ่าน คฤหาสน์ขนาดใหญ่หลังสีดำสนิทที่มีกลิ่นไอของความน่ายำเกรงรอบด้านเต็มไปด้วยทหารจนคฤหาสน์หลังนี้แทบไม่ต่างอะไรกับค่ายทหารเลยแม้แต่น้อย
ฝ่านหลิงอี้คือบุรุษที่สตรีในเมืองหลวงต่างใฝ่ฝันอยากจะได้ครอบครองหัวใจของเขาหนึ่งในบุรุษที่สตรีใฝ่ฝัน ชายใบหน้าหล่อเหลาราวเทพเซียนบรรจงสร้าง ดวงตาคมกริบ ริมฝีปากบางราวกรีบกุหลาบ ผมสีดำสนิทที่เข้ากันดีสีผิวแม้จะมีรอยแผลที่เกิดจากดาบและสงครามแต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกน่ารังเกียจเลยมันกลับให้ความรู้สึกที่ชวนให้หลงใหลมากขึ้น
รูปร่างสูงใหญ่ให้ความรู้สึกกับที่เป็นบุรุษกลิ่นอายที่มีเสน่ห์แผ่กระจายออกมายิ่งทำให้สตรีคนใดก็ตามเมื่อเข้าใกล้ต่างอยากอยู่ในอ้อมอกแม้จะมีชุดเกราะของแม่ทัพคันหว่างกลางก็ตาม แม้นิสัยจะเข้าถึงยากเพราะฝ่านหลิงอี้มักจะอยู่ในสนามรบมากกว่าที่เมืองหลวงจนผู้คนในเมืองหลวงต่างลือกันว่าเขาคือปีศาจและสนามรบคือบ้านของเขามากกว่าที่เมืองหลวงเสียอีก
ชายหนุ่มในชุดเกราะนั่งนิ่งอยู่ภายในเรือนหลักของตนเองราวกับรูปปั้นกำลังนั่งหลังตรงจิบชาอย่างดีอยู่ในเรือนอันเงียบสงบที่ไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิต ห่างออกไปมีเหออั่นกับเหออิ่นสองพี่น้องผู้ติดตามรองแม่ทัพคนสนิทที่คอยรับใช้หลิงอี้อยู่ไม่ไกล เหออั่นที่ตอนนี้กำลังตื่นเต้นกับข่าวลือที่ตนได้แอบไปสืบมาเพื่อนำมารายงานให้แม่ทัพน้อยนายของตนแต่ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดออกมาพี่ชายร่างสูงของตนก็แย่งบทพูดของตนเสียก่อน
“ข้าสืบข่าวมาว่าตอนนี้ขุนนางในราชสำนักกำลังยื่นกฤษฎีกาเรื่องของนายท่านที่ไม่ยอมไปรายงานตัวที่ราชสำนัก การกระทำไม่เหมาะสมกับการเป็นบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ขอรับเจ้าพวกนั้นสนามรบก็ไม่เคยไปสักครั้ง วันๆ เอาแต่หาเรื่องท่านเพราะกลัวท่านจะได้หน้ามากเกินไป”
เสียงเข้มของเหออิ่นกล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติที่พบเจอเป็นประจำ ในราชสำนักขุนนางแทบทุกตำแหน่งไม่ชอบหน้าแม่ทัพหลิงอี้เพราะสื่อตรงกับหน้าที่การงานและมักไม่ไว้หน้าผู้ใดยามต้องปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ขุนนางในราชสำนักต่างหาเรื่องยื่นกฤษฎีกาเกี่ยวกับแม่ทัพฝ่านหลิงอี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“ท่านจะไม่ทำสิ่งใดจริงๆ หรือนายท่านถ้าท่านไม่ทำอะไรหรือตอบโต้เจ้าพวกขุนนางที่ดีแต่ปากพวกนั้นจริงๆ นะหรือ”
เหออั่นแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นปนสีหน้าต้องการคำตอบจากปากของนายท่านของตนแม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่านายท่านคงไม่กล่าวสิ่งใดเลยก็ตาม ทุกเรื่องล้วนแล้วแต่ไม่มีอะไรสำคัญในชีวิตของเขาที่มากพอที่เขาจะใส่ใจเพราะไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นฮ่องเต้ก็ไม่มีทานเข้าข้างพวกขุนนางที่ดีแต่ปากพวกนั้นหรอก ท่าทีของหลิงอี้ไม่ได้แสดงสิ่งใดออกมาเข้าเพียงแค่วางแก้วน้ำชาลงก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงคมคายอย่างน่าเกรงขามออกมาด้วยสีหน้าเดาไม่ออกว่าบุรุษผู้นี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่
“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่ได้เจอขุนนางพวกนั้นนานเกินไปแล้ว”
“…”
“จริงสิ ข้าไปสืบข่าวเกี่ยวกับแม่นางผู้นั้นมาแล้วนางชื่อหลางเหยาซูขอรับ”
“นางคือบุตรสาวคนที่ห้าของตระกูลหลางที่มีชีวิตอยู่หลังจากที่เกิดสงครามเมื่อ 4 ปีก่อน พี่ชายของนางล้วนตายสิ้นไม่มีใครเหลือเลยสักคน ญาติที่พอมีชีวิตอยู่มีเพียงน้าสะใภ้ที่หนีไปพึ่งพาตระกูลเดิมของตนพร้อมบุตรสาวเท่านั้น”
เหออั่นกล่าวพร้อมส่ายหน้าไปมาด้วยความสงสารปนระอากับการกระทำของสะใภ้ตระกูลจูที่แอบหนีไปพร้อมกับบุตรสาวทิ้งครอบครัวสามีให้เผชิญหน้ากับความยากลำบากและความตายเพียงลำพัง ช่างน่าสงสารเสียจริง
“เจ้าว่างมากสินะ แค่วันเดียวก็ได้ข่าวมาขนาดนี้”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะขอรับ คนลือกันว่าแม่นางเหยาซูผู้นี้มีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ไม่เห็นใจผู้อื่น ใจร้ายใจดำ ชอบหาเรื่องผู้อื่นเป็นว่าเล่นไร้ซึ่งความเมตตามาแต่กำเนิด ไม่ใช่แค่นั้นนะขอรับนายท่านข้าให้คนไปสืบมาจากบ้านตระกูลจูเรียบร้อยแล้วจนรู้ว่าคนที่ปล่อยข่าวลือคือน้าสะใภ้ของนางเองกับสตรีตระกูลซู”
“…”
“ได้ข่าวว่าแม่นางตระกูลซูเป็นคู่หมายคนใหม่ของท่านชายตระกูลฮานบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลฮานคือฮานหลิงจือ"
"แต่เดิมเป็นคู่หมายของแม่นางเหยาซูพอหลางอู้ฮาวตายเพื่อนสนิทอย่างท่านเสนาฝ่ายตรวจการก็ทำราวกับว่าไม่รู้จักหลางอู้ฮาวมาก่อน แถมยังให้ลูกชายของตนไปหมั่นหมายกับคนในตระกูลซูที่ครอบครัวของนางสนิทชิดเชื้อจ้าวเฟยฉีอาสะใภ้ฮ่องเต้ด้วยขอรับไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญกันแน่”
อีกฝ่ายกล่าวสิ่งที่สืบมาด้วยความมั่นใจไม่สนบรรยากาศรอบด้านแม้แต่น้อยเพียงแค่รู้ว่านายท่านของตนที่ปกติแล้วแทบไม่สนใจเรื่องของสตรีเลยสักครั้ง แต่กลับสนใจสตรีนางหนึ่งที่โชคชะตาสร้างสรรและขีดเขียนเรื่องราวให้พบเจอกันนั่นหมายความว่าโชคชะตาลิขิตแล้วว่านางคงมีดวงสมพงกับนายท่านของตนจริงๆ
“ครั้งแรกที่เจอกันสภาพนางไม่ต่างจากขอทาน เส้นผมก็ประหลาดนักถ้าชาวบ้านคนอื่นเห็นเข้าคงคิดว่านางเป็นปีศาจโชคดีที่ครั้งนั้นนายท่านไปพบเจอนางทำให้นางรอดชีวิตมาได้นับเป็นชะตาฟ้าลิขิต”
“ใช่ขอรับ” ผู้น้องเสริมประโยคของพี่ชายตน
สองหนุ่มต่างพูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวต่างจากเจ้าของเรือนอย่างหลิงอี้ที่นั่งนิ่งเก็บสีหน้าจนมิดไม่ปรากฏท่าทีอะไรออกมา มุมปากยกขึ้นเป็นมุมเล็กๆ ฝ่ามือที่ด้านของชายในสนามรบยกแก้วชาขึ้นดื่มจนหมดก่อนที่จะวางแก้วชาลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนต่างจากสองพี่น้องตระกูลเหอที่เข้าใจนายท่านของตนดีว่านายท่านของตนกำลังสนใจสตรีเช่นบุรุษทั่วไปแล้ว
“ถึงเมืองหลวงแค่วันเดียวเจ้ากลับได้ข่าวมากถึงขนาดนี้ แปลว่าแผลของเจ้าหายดีแล้วสินะ”
“เออ…”
“…”
“คือ ข้าคิดว่านายอยากรู้นะขอรับข้าก็เลยไปสืบข่าวมาให้แต่ไม่ได้มีเท่านี้ข้ายังรู้เรื่องของแม่นางเหยาซูอีกนิดหน่อยเห็นว่าที่นางกลับมาก็เพราะต้องการสร้างธุรกิจ นางเอาเงินที่มีอยู่น้อยนิดของนางไปซื้อหอนางโลมแถมยังคิดอยากจะปรับปรุงหอนางโลมในเมืองหลวงด้วยนะขอรับนายท่าน” เหออั่นกล่าวเพื่อเอาใจท่านแม่ทัพหลิงอี้ อีกฝ่ายจะแสดงสีท่าทางว่าไม่สนใจอย่างไรก็ตามแต่เขาทั้งสองต่างก็รู้ว่านายท่านสนใจแม่ท่านผู้นั้นไม่น้อยเลย
เพียงแค่ท่านแม่ทัพหันมาสนใจสตรีเพศมากกว่าการรบในสนามรบ เพียงเท่านั้นก็สร้างความแปลกใจให้กับผู้คนไม่ใช่น้อยแล้ว
ขอบคุณฟ้าขอบคุณสวรรค์ที่ส่งแม่นางเหยาซูมาให้นายท่านของพวกข้า
มุมพูดคุย
เจอกันวันจันทร์นะทุกท่าน
ถ้าเขียนผิดประการใดข้าน้อยขออภัยเพราะยังเป็นมือใหม่หัดแต่งแนวนี้และนี่คือเรื่องแรกของข้าน้อยที่เขียนแนวจีนโบราณ แต่ยังคงเดิมเอาไว้คือความแฟนซีอยู่เช่นเดิมหวังว่าทุกท่านจะชอบอ่านจบแล้วทุกท่านสามารถแสดงความคิดเห็นโต้ตอบกับผู้เขียนเช่นข้าได้หรือจะแบ่งปันนิยายก็ได้เช่นกัน
555
เขียนแนวจีนก็ต้องพูดแนวจีนสินะมันถึงจะเข้ากันหลังจากที่ดองมานานไรท์ก็เริ่มขยันเพราะไรท์เรียนจบแล้วจ้า…จบแบบรอใบปริญญา