โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เสด็จพี่รอง ท่านนอนให้น้อยลงหน่อย

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 23 พ.ค. 2567 เวลา 05.43 น. • พรจากจินนี่
ชาติที่แล้ววิ่งวุ่นไปมาเพื่อบัลลังก์ที่มิใช่ของตนมาทั้งชาติ กว่าจะสำนึกถึงความลำบากก็โดนคมกระบี่จิ้มจนตายตก มาเวลานี้ถึงไม่พอใจที่ได้เกิดใหม่ แต่ก็ดีที่ยังเหลือตำหนัก ตั่งนอน หมอน ฟูก ไว้ให้ซุกหัวนอน

ข้อมูลเบื้องต้น

เว่ยซีอิ๋ง เป็นองค์ชายที่ตายลงอย่างน่าอนาถ แต่กลับได้โอกาสย้อนมาในวัยเด็กอีกครั้ง แม้จะไม่เข้าใจนักว่าคนที่ตายแล้วอย่างเขาทำไมถึงไม่ได้ไปเยือนปรโลก แต่เมื่อมองความมั่งคั่งที่แสนสงบสุขตรงหน้านี้แล้วก็ได้แต่คิดว่า อยู่เฉยๆ เป็นองค์ชายไร้สามารถที่กินกับนอนไปวันๆ ก็ดีอยู่แล้ว เรื่องแย่งชิงบัลลังก์อะไรก็ช่างมันเถอะ ไว้ถึงเวลาเขาค่อยลาออกจากการเป็นองค์ชาย หอบสมบัติก้อนสุดท้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขนอกวังดีกว่า

แต่กว่าจะถึงวันนั้นก็มีเวลาอีกเป็นสิบปี ค่อยไปคิดอีกหลายปีข้างหน้าก็ยังไม่สาย แต่ตอนนี้เขาเหนื่อย เหมือนมันสะสมความเหนื่อยล้ามาจากชาติที่แล้ว ทางแก้เดียวคือเขาต้องนอนหลับพักผ่อน ต้องนอนเท่านั้นจึงจะหายเหนื่อย

ในเมื่อตำหนักยังอยู่ดี ฟูก หมอน ผ้าห่มที่มีก็ยังอยู่ครบ จะให้เขาอดใจไม่นอนได้อย่างไร

บทนำ

ชาติก่อนพี่ใหญ่ผู้เป็นรัชทายาทถึงแก่ความตายก่อนวัยอันควร แม้จะโศกเศร้าแต่ในเวลานั้นตัวเขาที่อายุเพียงสิบเจ็ดก็อดที่จะมีความรู้สึกตื่นเต้นแบบเด็กๆ มิได้ว่าบัลลังก์มังกรย่อมตกเป็นของตนผู้เป็นองค์ชายลำดับที่สองซึ่งประสูติจากฮองเฮาโดยชอบธรรม

แต่ทว่าเสด็จพ่อกลับแต่งตั้งองค์ชายสามโอรสของกุ้ยเฟยขึ้นเป็นรัชทายาทแทนองค์ชายไม่เอาไหนอย่างเขา ยามนั้นความไม่เข้าใจ โศกเศร้า ผิดหวัง โกรธเคือง น้อยเนื้อต่ำใจ ล้วนแต่ประเดประดังเข้ามา เหตุใดเสด็จพ่อจึงมองข้ามเขา แค่เพียงเพราะเขาเกิดมาร่างกายอ่อนแออย่างนั้นหรือ แต่ด้านสติปัญญาเขาล้วนสู้พี่น้องคนอื่นได้ สามารถช่วยดูแลราชกิจได้ตั้งแต่อายุสิบสี่ เพียงเท่านี้ยังไม่เป็นที่พึงพระทัยของโอรสสวรรค์อีกอย่างนั้นหรือ

ในวัยสิบแปดหนาวเขากลายเป็นบุคคลที่ถูกมองข้ามโดยสิ้นเชิง แต่เขาทำอะไรผิดล่ะถึงต้องถูกหมางเมินเช่นนี้ หรือจะให้เขากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เสียก่อน ทุกคนจึงจะหันมามองเขาเสียที

ด้วยความไม่เข้าใจทำให้เขาอยากไขว่คว้าหาอำนาจมาไว้ในมือ คิดเพียงว่าหากเขาแสดงความสามารถให้ทุกคนในใต้หล้าได้เห็น บัลลังก์นั้นย่อมตกเป็นของตน

แต่เส้นทางสู่อำนาจไหนเลยจะงดงามอย่างที่วาดฝัน ยามที่เขาแสดงท่าทีว่าต้องการมันทุกคนก็ล้วนวางแผนขัดขวาง นานวันเข้าก็สืบค้นจนล่วงรู้ความลับที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลงมือฆ่าใครสักคนเพื่อปกปิดความลับไว้มิให้มันถูกเปิดเผย

เขาวางตนเป็นปรปักษ์ต่อบิดาและพี่น้องทุกคนที่ไม่เห็นค่าในตัวเขา ยอมถูกมารดาตราหน้าว่าเลือดเย็นที่มองดูพี่น้องล้มตายไปทีละคนอย่างไร้ความเศร้าเสียใจหรือสำนึกผิด

ยามนั้นเขาโหดร้ายขนาดนั้นเชียวหรือ เป็นคำถามที่แม้แต่ตัวเขาในยามนี้ก็มิอาจหาคำตอบที่กระจ่างแก่ใจได้

สุดท้ายเมื่อคิดว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดกำลังจะเห็นผล ตนกลับต้องมาตายอย่างอนาถด้วยคมกระบี่ของบุรุษในชุดคลุมมังกร

เมื่อใกล้ตายจริงๆ จึงเพิ่งมาคิดได้ว่าตนนั้นไร้วาสนากับบัลลังก์มังกรนั่นแค่ไหน ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าหากเขามีวาสนาจริงย่อมได้มันมาครองตั้งแต่แรกแล้ว มิใช่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึงยามนี้ที่ต่อให้เขาใกล้ตายก็ยังไม่ได้เฉียดเข้าใกล้แท่นบัลลังก์

ตัวเขาในวัยยี่สิบสอง ทั่วร่างนองไปด้วยเลือด ได้แต่อธิษฐานวิงวอนต่อฟ้าดิน

‘หากมีชาติหน้า ขอให้เขาเกิดมาเป็นที่รักของทุกคน แม้จะเป็นแค่เพียงคนธรรมดาฐานะยากจนเขาก็ไม่รังเกียจ ขอแค่ให้มีครอบครัวที่อบอุ่นพร้อมหน้า ไม่ต้องพยายามไขว่คว้าหาอำนาจเพื่อแย่งชิงกับใครอีก ขอมีชีวิตที่สงบเรียบง่ายไร้ซึ่งคนเกลียดชังปองร้ายเช่นชาตินี้ เขาขอแค่นี้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว’

เบาสบายดุจขนนก นี่คงเป็นความรู้สึกของผู้ที่ตายแล้วกระมัง รู้เช่นนี้คงรีบตายตั้งนานแล้ว ไม่อยู่รอจนโดนฆ่าหรอก เสียชื่อ เสียชื่อจริงๆ

นึกไปถึงตอนที่โดนคมกระบี่แทงทะลุอก เป็นความตายที่แสนทรมานหาใช่ตายเพราะโรคประจำกายที่เป็นอยู่แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ความเจ็บปวดนั้นคงอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยว แม้จะเป็นความรู้สึกที่น่าหวาดเสียว แต่โชคดีที่เขาสิ้นใจตายกลายเป็นวิญญาณเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคงจะเจ็บปวดน่าดู ส่วนร่างกายนั้น หากยังพอมีใครเวทนาสงสารก็คงจะได้ไปนอนในหลุมดีๆ สักที่หนึ่ง เพราะถึงอย่างไรก่อนตายเขาก็มีศักดิ์เป็นถึงองค์ชาย แม้จะมีความผิดโทษฐานกบฎติดตัวที่กฎหมายบ้านเมืองระบุไว้ชัดเจนว่าไม่มีสิทธิ์ได้ฝังร่างในสุสานราชวงศ์ แต่เขาก็ยังหวังว่าเสด็จแม่ ไม่ใช่สิ องค์ฮองเฮาคงจะหลงเหลือความเมตตาที่มีต่อเขาในฐานะโอรสที่ฟูมฟักเลี้ยงดูมาตั้งแต่กำเนิด แต่ถ้าไม่ ก็ไม่เป็นไรหรอก ถือว่าเขาได้ชดใช้ความผิดด้วยการตายโดยไร้ดินกลบฝัง ปล่อยให้สัตว์ป่าหรืออีแร้งแทะร่างไปก็แล้วกัน คนก็ตายไปแล้วจะไปอาวรณ์ร่างกายที่ใช้งานไม่ได้ของตนไปอีกทำไมกัน เพราะอีกประเดี๋ยวเขาคงจะได้ไปเยือนปรโลก สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยจินตนาการไว้ว่าเป็นอย่างไร จะสวยงามหรือไม่น่ามอง จะปลอดโปร่งหรือหม่นหมอง อีกไม่นานเขาก็คงจะได้เห็นมัน

ตอนที่1 เกิดใหม่เป็นใครนะ อ๋อ เว่ยซีอิ๋ง บัดซบ!!!

ความรู้สึกประหลาดสัมผัสเข้าที่ปลายจมูกทันทีที่รู้สึกตัว

กลิ่นดินหลอมรวมกับความชื้นแฉะของยอดหญ้าเกลี่ยอยู่บริเวณใบหน้าให้ความรู้สึกแปลกพิกลนัก เหมือนเคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อน

อา เจ็บจัง แถมยังมีเลือดอีกต่างหาก ทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ล่ะ ตัวเขาตายไปแล้วควรจะไปเยือนปรโลกจึงจะถูก แต่นี่แม้แต่ขอบประตูสู่ดินแดนหลังความตายเขาก็ยังมิได้สัมผัส

คงมิใช่ย้อนกลับมาที่เดิมหรอกนะ ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาจะวิ่งตะโกนแหกปากให้ดู

ใครมันจะอยากมีชีวิตที่ทุกข์ทรมานซ้ำสองล่ะ ลองถามตั้งแต่นรกจนถึงสวรรค์ชั้นฟ้าดูสิ จะมีผู้ใดพยักหน้าสักกี่คนกัน

มือเล็กยกขึ้นมาขยี้จมูกที่คันยิบ ก่อนจะชะงักไปเมื่อพบว่ามือของตนมีขนาดที่เล็กลง คล้ายจะเป็นมือของเด็ก

เอ๋ เด็กอย่างนั้นเหรอ เด็กที่ไหนกัน

หรือเขาจะเผลอเข้ามาสวมร่างลูกบ้านไหนเข้า หากเป็นเช่นนั้นเขาจะทำอย่างไรต่อไป แย่ล่ะสิ ถ้าถูกจับได้ขึ้นมา…

แต่ว่านะ เด็กที่ไหนมันจะมานอนคว่ำหน้าเลือดท่วมตัวอยู่ตรงนี้ ไม่มีผู้ดูแลเลยหรือไร ช่างน่าเห็นใจเสียจริง

เด็กน้อยตัวเล็กค่อยๆ ใช้แขนคู่น้อยของตนพยุงร่างให้ลุกขึ้นจากพื้น ยืนมองซ้ายมองขวาด้วยความงุนงงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเดินไปตามทางที่ปูด้วยหินอ่อนภายในสวน สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ส่วนใหญ่เป็นพืชชนิดที่หายากและมีราคาแพง ซึ่งอย่าว่าแต่บุคคลทั่วไปเลย แม้แต่จวนขุนนางก็ยังมิอาจครอบครองได้ด้วยซ้ำหากไม่ได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้

ใช่แล้ว

ดูเหมือนว่าลางสังหรณ์ก่อนหน้านี้ของเขาจะเป็นเรื่องจริง เห็นทีเขาคงจะได้วิ่งตะโกนแหกปากในเวลาไม่ช้านี้กระมัง เพราะไม่ว่าเขาจะมองอย่างไร ที่นี่ก็เหมือนจะเป็นอุทยานชัดๆ

ซึ่งที่แห่งเดียวที่จะมีอุทยานได้นั่นก็คือวังหลวงเท่านั้น

เพียงแต่ร่างของเขาในตอนนี้จะใช่ร่างเดียวกันกับเมื่อชาติก่อนหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ บางทีอาจเป็นลูกที่เกิดจากนางสนมขั้นต่ำผู้จืดจางที่หลบซ่อนลูกของตนไว้ในวังแห่งนี้เพื่อความปลอดภัยก็เป็นได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะเขาจะได้มีชีวิตที่สงบสุขอย่างไรล่ะ

ยิ่งอยู่นอกสายตาโอรสสวรรค์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

เหรอ

ดูอย่างชาติก่อนเขาก็อยู่นอกสายตาสุดๆ เลยนี่ แต่ก็ยังมีจุดจบแบบนั้น เฮ้อ บัดซบจริงๆ

แต่ตอนนั้นก็เป็นเขาที่แกว่งเท้าหาเสี้ยนเองนี่นา จะไปโทษใครได้ พอเถอะ เลิกคิดอะไรที่มันผ่านไปแล้ว มาสนใจที่ปัจจุบันดีกว่าเนื่องจากตอนนี้เหมือนเขาจะหลงทางเข้าแล้ว พื้นที่โดยรอบเริ่มไม่คุ้นตาขึ้นเรื่อยๆ แถมร่างกายเล็กๆ นี่ยังมีอาการหนักขึ้นราวกับคนป่วยไข้ ขืนเดินอยู่แบบนี้ต่อไปเขาได้สลบหน้าทิ่มแน่

“อ๊า!!! อะไรๆ เจ็บนะ” ผู้ใดมันบังอาจใช้สิ่งใดก็ไม่รู้ขว้างใส่หัวเปิ่นหวาง อย่าให้เจอตัวเชียวนะจะโบยเสียให้เข็ดหลาบ

“เอ๋ ผลท้อเองเหรอเนี่ย”

ผลสีชมพูกลิ่นหอมหวานที่อยู่บนพื้นเป็นหลักฐานชัดเจนว่าตอนนี้เขาหลงเข้ามาในป่าท้อของใครก็ไม่รู้เข้าเสียแล้ว

ทำอย่างไรดีล่ะ ทางออกอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แถมตอนนี้เขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือให้เดินต่ออีกแล้ว หากว่าเขาตายขึ้นมาอีกครั้งจะเป็นอย่างไร จะได้เกิดใหม่อีกไหม เขาเพิ่งฟื้นขึ้นมาไม่ทันไรเองนะ

จะตายอีกแล้วเหรอ น่าหดหู่จริงๆ

ชั่วขณะที่ร่างกายเล็กจ้อยโงนเงนใกล้จะล้มลงกับพื้นก็มีอ้อมแขนอบอุ่นของใครบางคนเข้ามารองรับไว้อย่างทันท่วงที

บุคคลผู้มาใหม่พิศดูร่างเล็กจ้อยที่หลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมแขนด้วยแววตาอาดูร ก่อนจะช้อนอุ้มร่างปวกเปียกนั้นขึ้นมา พาไปยังตำหนักเบื้องหลังป่าท้อแห่งนี้

“เจอตัวเสียทีนะเสี่ยวซีอิ๋ง”

จิ๊บ จิ๊บ

อือ หนวกหู

นกที่ไหนมาร้องอยู่ใกล้ๆ เนี่ย คนจะหลับจะนอน

“….ไป ออกไป”

“องค์ชายรองทรงฟื้นแล้วเพคะ”

เป็นเสียงหญิงผู้หนึ่งเอ่ยอะไรบางอย่างคล้ายเป็นการรายงานต่อผู้เป็นนายทำให้เว่ยซีอิ๋งตื่นขึ้นมาเต็มตา ไม่ใช่เพราะหนวกหูอย่างก่อนหน้าแต่เป็นเพราะคำที่หญิงผู้นั้นเอ่ยเรียกต่างหาก

องค์ชายรอง เขาน่ะหรือ

เพื่อให้ความสงสัยของตนกระจ่าง เว่ยซีอิ๋งจึงรีบหยัดกายลุกขึ้นเพื่อมองดูสิ่งรอบตัวให้ชัดๆ แต่ก่อนเขาจะลุกได้สำเร็จก็มีมือคู่หนึ่งยื่นมากดไหล่ไว้เบาๆ ให้เขานอนราบลงไปกับเตียงเช่นเดิม

“นอนลงให้หมอหลวงตรวจอาการก่อนเถิด”

น้ำเสียงที่คุ้นเคยเช่นนี้ ไม่ผิดแน่

ดวงตากลมโตเผยแววตื่นตระหนกขณะหันใบหน้าไปสบตากับคนที่นั่งอยู่บนเตียงเดียวกันกับตน

แย่แล้ว

“ฝะ ฝ่าบาท”

“หืม นี่เจ้า….”

“….”

“สมองได้รับความกระทบกระเทือนแบบใดถึงจำได้ว่าข้าเป็นฝ่าบาท แต่กลับจำไม่ได้ว่าข้าเป็นบิดาของเจ้า”

“….”

“เหตุใดจึงไม่เรียกเสด็จพ่อ

“เอ่อ….ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรองเพิ่งประสบเหตุร้าย อีกทั้งบาดแผลที่ศีรษะอาจส่งผลต่อความทรงจำ ขอฝ่าบาทโปรดทรงอย่าคาดคั้นองค์ชายตอนนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

สมองได้รับความกระทบกระเทือน ความทรงจำเสียหาย

นี่มันเรื่องที่เคยมีคนเล่าให้เขาฟังว่ามันเกิดขึ้นตอนอายุห้าขวบนี่

เมื่อชาติก่อนเขาจำเรื่องราวก่อนห้าขวบไม่ได้เลยสักนิด ทั้งที่ความเป็นจริงความทรงจำในช่วงวัยนั้นควรจะหลงเหลืออยู่บ้าง พอเขาสงสัยก็ถามคนที่อยู่ข้างกายเขาในยามนั้นก็ได้ความว่าเขาเคยสูญเสียความทรงจำตอนอายุห้าขวบเพราะบาดเจ็บสาหัส

ตอนนั้นเขาเชื่อโดยไม่ติดใจสงสัยอะไรเพราะเขาจำเหตุการณ์ก่อนบาดเจ็บไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่ในเวลานี้ทำไมเขาถึงยังจำได้ล่ะว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างช่วงก่อนหน้านี้

ทำไมเรื่องราวจึงแตกต่างไปจากเดิมล่ะ จะว่าโชคชะตาทำงานผิดพลาดก็ไม่น่าใช่ หรือความจริงแล้วเขาไม่ได้สูญเสียความทรงจำไปตั้งแต่แรก แต่มีคนตั้งใจบิดเบือนความทรงจำของเขา

แต่จะทำไปเพื่ออะไรกัน เขาเป็นแค่เด็กห้าขวบเองนะ

“ได้เวลาเสวยโอสถแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงของหมอหลวงปลุกให้คนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ให้ได้สติขึ้นมา

“อืม ยกเข้ามาได้เลย”

เว่ยซีอิ๋งหันไปมองผู้เป็นใหญ่ข้างกายตนที่พยักหน้าตอบคำหมอหลวงด้วยความฉงนใจ

จริงสิ ตอนนี้เขาไม่มีอาการเจ็บปวดตรงที่ใดแล้ว จะไม่กินยาก็ได้สินะ เพราะหากเขาไม่ได้สูญเสียความทรงจำไปตั้งแต่ทีแรก ปัญหามันอาจอยู่ที่ยาถ้วยนั้นก็ได้

เห็นเด็กน้อยจ้องถ้วยยาเขม็ง คนเป็นฮ่องเต้จึงหยิบยาถ้วยนั้นมาถือไว้ในมือ ใช้ช้อนตักน้ำสีเข้มขึ้นมาเป่าไล่ความร้อนก่อนจะนำมาจ่อที่ปากเล็ก

เมื่อเห็นผู้เป็นโอรสเอาแต่นั่งนิ่งไม่ยอมเปิดปาก เขาจึงต้องเอ่ยเร่ง

“รีบอ้าปากเร็วเข้า ยาต้องกินตอนร้อน หากเย็นไปรสชาติก็จะยิ่งแย่”

เว่ยซีอิ๋งมองยาสีคล้ำในช้อนสลับกับใบหน้าของคนป้อนด้วยความชั่งใจ

เมื่อชาติก่อนอาการป่วยด้วยโรคประหลาดของเขาเริ่มมีอาการรุนแรงตอนอายุสิบแปด ยามนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เว้นเสียแต่หมอประจำตัวที่ตรวจอาการและรักษาให้

เขาจำคำพูดที่อีกฝ่ายเคยบอกเขาไว้ได้ว่าอาการของโรคประหลาดจะกำเริบตอนที่รู้สึกสับสนและกดดันรวมไปถึงโศกเศร้า อีกทั้งมันจะอาการแย่ลงเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งชาติก่อนโรคนี้ไม่สามารถรักษาได้เพราะสายเกินแก้แล้วเนื่องจากเขาน่าจะป่วยมาตั้งแต่ตอนเด็ก

เพราะป่วยตั้งแต่อายุยังน้อย เลยไม่มีทางรู้เลยว่าป่วย ก็เด็กเล็กที่ไหนมันจะไปมีความรู้สึกแบบผู้ใหญ่ได้เล่า มันจึงยิ่งไม่แสดงอาการอย่างไรล่ะ โรคประหลาดของเขา อยู่ที่สภาพจิตใจล้วนๆ เลย

แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว อายุวิญญาณของเขาคือผู้ใหญ่เต็มตัว หากเป็นเช่นนี้ก็จะสามารถทำให้โรคร้ายที่แฝงอยู่แสดงอาการออกมาได้เลยอย่างนั้นสิ

นอกจากมันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องยาในตอนนี้ได้แล้ว มันยังอาจทำให้เขาได้รับการรักษา….พอเถอะๆ ข้อหลังนี่อย่าคาดหวังจะดีกว่า ใช่ว่าตอนนี้หมอหลวงจะสามารถตรวจเจอโรคนี้ได้ง่ายดายเสียหน่อย

หลังจากตบตีกับตัวเองทางความคิดไปพักใหญ่ เว่ยซีอิ๋งก็ตัดสินใจอ้าปากรับยาในช้อนที่เริ่มเย็นแล้วเข้าปาก แสร้งทำเป็นกลืนลงคอ จากนั้นก็รออาการ

มาสิ มาสิ เจ้าโรคร้าย ตอนนี้ข้ากำลังเครียดได้ที่เลยเชียว

อึก

แค่ก แค่ก

“เว่ยซีอิ๋ง!!!”

เลือด เขากระอักเลือดออกมาเต็มไปหมดเลย ดีมากเจ้าโรคร้าย ครั้งนี้ข้าขอเชยชม

กลิ่นเลือดผสมกลิ่นยาที่ถูกพ่นออกมาจากปากเล็กๆ ของโอรสตัวน้อยยิ่งทำให้พระทัยของโอรสสวรรค์ร้อนรนและเจ็บปวด เขาช้อนร่างเล็กขึ้นมานอนบนตักกว้างแล้วกอดไว้ในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม พร้อมกับเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมเย็นชาชวนขนหัวลุก

“องครักษ์เงา เก็บยาถ้วยนี้ไปตรวจสอบแล้วจับตัวหมอหลวงกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปขังไว้ รอเราไปสอบสวน”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เจิ้งกงกง รีบไปบอกเสนาบดีหลินให้มาที่นี่ บอกเขาว่าด่วนที่สุด”

“กระหม่อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อทุกคนแยกย้ายออกไปหมดแล้ว ฮ่องเต้เว่ยซีหลางก้มลงทอดพระเนตรโอรสตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมอก ใบหน้าดวงเล็กไร้สีเลือดยิ่งดูขาวซีดขึ้นไปอีกเมื่อมีรอยเลือดแดงเข้มเปรอะเปื้อน เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดของตนขึ้นมาเช็ดเลือดที่เลอะตามใบหน้าและลำคอของบุตรชายอย่างเบามือ แววตาของเขาเผยให้เห็นถึงความเจ็บปวดและรู้สึกผิดที่อัดแน่นอยู่ข้างใน มือใหญ่วางผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดไว้ข้างตัวก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบหัวบุตรชายในอ้อมแขนเบาๆ

“เสี่ยวซีอิ๋ง เจ้าอย่าเป็นอะไรไปเลยนะ”

ส่วนเจ้าของชื่อที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่นั้น ความเป็นจริงมิได้สลบไปอย่างที่ใครเข้าใจ เขาแค่หลับตาเพื่อหลีกหนีความเป็นจริงต่างหาก

คำแรกก็ เว่ยซีอิ๋ง

คำที่สองก็ เสี่ยวซีอิ๋ง

อ๊ากกกก ไม่ต้องย้ำ!!!

เขารู้แล้ว รู้แล้วว่าเขากลับมาเป็นคนเดิม เป็นเว่ยซีอิ๋งคนเดิม เป็นองค์ชายรองที่ถูกฆ่าตายอย่างอนาถเมื่อชาติที่แล้ว คนเลวคนเดิม

ฮือออ รับไม่ได้ ตายแล้วทำไมไม่ไปเกิดใหม่ จะย้อนอดีตกลับมาทำไม บัดซบ!!!

ตอนที่2 คนที่รวยขนาดนี้ ขนสมบัติหนีจะดีไหม

ถึงแม้ชาติก่อนเว่ยซีอิ๋งจะจำอะไรในวัยเด็กไม่ได้ แต่เขาก็มั่นใจว่าหลังจากฟื้นขึ้นมาจากการบาดเจ็บ บุคคลแรกที่เขาเห็นย่อมมิใช่เสด็จพ่อ และยิ่งไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะเรียกเขาว่าเสี่ยวซีอิ๋งด้วยน้ำเสียงเอ็นดูแบบนั้น หรือเป็นเพราะชาตินี้เขาฟื้นขึ้นมาแล้วเดินสะเปะสะปะจนมาเจอกับเสด็จพอเข้าพอดี เรื่องราวมันก็เลยเปลี่ยนไป

ตั้งแต่จำความได้เสด็จพ่อมักจะใช้น้ำเสียงเย็นชาและเรียกเขาอย่างห่างเหินด้วยชื่อเต็มอย่างเว่ยซีอิ๋ง หรือไม่ก็เรียกด้วยยศฐาอย่างคำว่า องค์ชายรอง โดยเฉพาะยามอยู่ต่อหน้าผู้คนยิ่งไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะเรียกเขาด้วยชื่อจริงเลยสักครั้ง ส่วนยามที่อยู่ด้วยกันสองคน เสด็จพ่อเรียกเขาว่าอะไรเขาก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยอยู่ด้วยกันเลยสักครั้ง

ความจริงเป็นเขาเองที่ไม่ค่อยกล้าเข้าหาผู้เป็นพระบิดาเช่นพี่น้องคนอื่นๆ หรือเป็นเช่นนี้เลยทำให้เขาเป็นบุคคลที่ห่างเหินกับครอบครัวกันนะ เพราะเขาเป็นคนไม่ชอบไปสุงสิงกับใครนี่เองเลยทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นในชาติก่อนย่ำแย่ถึงเพียงนั้น

ถ้าหากชาตินี้เขาลองเข้าหาทุกคนดูบ้าง ทุกคนจะดีต่อเขาหรือไม่ ทุกคนจะรักเขาหรือเปล่า เขาก็อยากลองกลายเป็นคนที่เป็นที่รักของทุกคนเหมือนกัน

เว่ยซีอิ๋งตื่นขึ้นมาในยามที่ท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ความรู้สึกแรกที่ได้รับคือความเจ็บปวด เขาลองใช้นิ้วแตะเบาๆ ที่แผล ดูเหมือนว่ามันจะบวมขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนเขาหลับไปยังไม่มีอาการปวด แต่พอตื่นขึ้นมากลับรู้สึกปวดระบมเสียได้

อีกอย่าง แม้ว่าตอนนี้จะเป็นยามดึกแต่เพราะเขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน ยามนี้เว่ยซีอิ๋งจึงรู้สึกหิวเป็นที่สุด

ถ้าได้โจ๊กร้อนๆ สักชามก็คงจะดี

เว่ยซีอิ๋งนั่งนิ่งบนเตียงอยู่พักใหญ่ ใจนึงก็อยากลุกออกไปหาอะไรมาเติมให้ท้องไส้หยุดปั่นป่วน แต่อีกใจก็ไม่อยากลุกเพราะปวดแผล

แต่สุดท้ายแล้วความหิวก็เอาชนะความเจ็บปวด เด็กน้อยลุกจากเตียงค่อยๆ ก้าวลงมาเบื้องล่าง ทันทีที่เท้าเล็กๆ สัมผัสกับพื้นพรม เว่ยซีอิ๋งก็ยิ้มร่าด้วยความดีใจ เวลานี้ไม่แน่ว่าอาจมีนางกำนัลคอยเฝ้าอยู่ไหม หากเขาจะขอให้ช่วยไปหาอะไรมาให้กินจะสะดวกหรือเปล่า

ด้วยวังหลวงมีขนาดใหญ่ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในนี้ก็มีจำนวนมาก กฎเกณฑ์ภายในก็ย่อมมากตามเป็นเรื่องธรรมดา อย่างเวลาเข้าออกของสถานที่ต่างๆ ภายในวังแต่ละที่ย่อมระบุไว้อย่างชัดเจน ใช่ว่านางกำนัลจะไปที่ไหนเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ หากจำไม่ผิดเวลานี้ห้องครัวหลวงคงจะปิดไปแล้วกระมัง

โคมไฟในตำหนักยังคงจุดเอาไว้เพื่อให้ความสว่าง เว่ยซีอิ๋งจึงไม่ต้องเดินคลำทางเพื่อไปยังประตู เด็กน้อยทำเพียงพยุงร่างของตนให้สามารถเดินบนพื้นได้อย่างมั่นคงก็แค่นั้น

ขณะที่ระยะห่างระหว่างตัวเขาและประตูอยู่ใกล้เพียงเอื้อม ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาขัดจังหวะ

“จะไปไหน”

เฮือก

เว่ยซีอิ๋งสะดุ้งตกใจจนตัวโยน ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองแล้วช่างน่าเอ็นดูและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน ฮ่องเต้เว่ยซีหลางที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่คิดจะกลั่นแกล้งเด็กน้อยอีก เขาเดินออกมาจากมุมมืด เผยตัวตนให้เจ้าเด็กขวัญอ่อนเห็น

“เสด็จพ่อ” เว่ยซีอิ๋งเอ่ยเสียงเบาเพราะเขายังตกใจไม่หาย ก็ใครใช้ให้อีกฝ่ายโผล่มาแค่เสียงแบบนี้ล่ะ เกิดเขาตกใจตายขึ้นมาจะทำอย่างไร

ฮ่องเต้เว่ยซีหลางแปลกใจกับคำเรียกขานของโอรส อีกฝ่ายไม่เคยเรียกเขาเช่นนี้มาก่อน มีแต่เรียกว่าฝ่าบาท ฝ่าบาท ฝ่าบาททุกครั้งที่เจอหน้า หรือที่หมอหลวงบอกว่าสมองกระทบกระเทือนเห็นทีว่าจะหนักเอาการ อีกฝ่ายหลงลืมเรื่องก่อนหน้าไปสิ้น แม้แต่คำเรียกก็เปลี่ยนไป เขาหลอกให้เรียกว่าเสด็จพ่อ เจ้าเด็กน้อยคนนี้ก็เรียกตามอย่างว่าง่ายเสียอย่างนั้น

“ว่าอย่างไร เจ้าจะไปที่ใดกัน”

“คือ….”

“….”

“เสด็จพ่อ”

“ว่าอย่างไรเล่าเจ้าตัวน้อย เจ้าอยากได้สิ่งใดบอกพ่อมาเถิด” ไม่เพียงพูดเท่านั้นแต่ผู้เป็นฮ่องเต้กลับโน้มตัวลงมาเบื้องหน้าบุตรชายตัวน้อย สอดฝ่ามือเข้ามาใต้วงแขนก่อนจะออกแรงยกขึ้นจนเว่ยซีอิ๋งตัวลอยขึ้นไปอยู่ในอ้อมอกอันแข็งแรงของพระบิดา

น้ำเสียงรวมกับท่าทางแนบชิดที่อบอุ่นเช่นนี้เขาไม่เคยได้รับมาก่อน อยากได้อะไรอย่างนั้นหรือ หากเขาบอกความต้องการออกไปจะเป็นไรไหมนะ

แต่ก่อนอื่นเขาต้องทำหน้าตาออดอ้อนให้ดูน่ารักน่าสงสาร เสด็จพ่อจะได้ใจอ่อน

“ลูก….ลูกหิวพ่ะย่ะค่ะ” พูดออกไปแล้ว

“….”

“ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน” เสด็จพ่อ ลูกทำหน้าเช่นนี้ดูน่าเอ็นดูขึ้นมาบ้างหรือยัง

แต่เมื่อเห็นบิดายังคงนิ่งค้าง ความมั่นใจที่มีเต็มเปี่ยมก็เริ่มลดน้อยถอยลง เว่ยซีอิ๋งเริ่มคิดไม่ตก หรือว่าท่าทางที่เขาแสดงออกไปเมื่อครู่มันดูน่าเกลียดจนไม่อยากจะพูดกับเขาแล้วอย่างนั้นหรือ

ไม่เป็นไร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย

“เสด็จพ่อ เวลานี้ดึกมากแล้ว ลูกไม่หิวแล้วก็ได้ ปล่อยให้ลูกไปนอนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เว่ยซีอิ๋งขยับตัวเพื่อจะลงจากอ้อมแขนใหญ่ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็รัดแน่นเสียจนเขาไม่อาจดิ้นหลุด

ชักจะเริ่มเหนื่อยแล้วนะ หิวก็หิวเนี่ย

ในขณะที่บุตรชายเริ่มตัดพ้อ ผู้เป็นพระบิดากลับยืนนิ่งค้างเพราะท่าทางของลูกเมื่อครู่

ยามปกติเว่ยซีอิ๋งโอรสคนรองของเขาก็มีใบหน้าที่น่ามองมากอยู่แล้ว ราวกับเทวดาตัวน้อยๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นด้วยความรักจากองค์เทพ ผิวของเจ้าตัวน้อยขาวราวหิมะ ทั้งแก้มทั้งปากล้วนมีสีแดงระเรื่อดูน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตสีดำขลับรวมกับขนตายาวโค้งหนาราวอิสตรี คิ้วโก่งได้รูปเหมือนมีจิตรกรมาร่างไว้ ใบหน้าอิ่มเอิบตามช่วงวัยดูแล้วน่ารักจิ้มลิ้มชวนทะนุถนอม โดยรวมแล้วหน้าตาเช่นนี้ หากเติบใหญ่ขึ้นเมื่อใด ย่อมจะงดงามปานล่มชาติล่มเมืองยิ่งกว่าอิสตรี ต่อให้จะเป็นบุรุษก็ตาม

หากเป็นก่อนหน้านี้ เว่ยซีอิ๋งไม่แม้แต่จะออดอ้อนหรือแสดงสีหน้าท่าทางเพื่อสื่อถึงอารมณ์ต่างๆ ยามอยู่ต่อหน้าเขาเลย อีกฝ่ายมีใบหน้าที่นิ่งงันราวกับตุ๊กตาที่ถูกปั้นให้มีรูปร่างคล้ายเด็กเพียงเท่านั้น

แต่ยามนี้เหมือนโอรสตัวน้อยของเขาจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เสี่ยวซีอิ๋งในยามนี้รู้จักใช้ใบหน้าน่ารักนั่นมาออดอ้อนบิดาให้ใจอ่อนยวบได้แล้ว

ฮ่องเต้เว่ยซีหลางกระชับเจ้าตัวน้อยในอ้อมกอดของตนให้แน่นขึ้นพลางยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังเล็กๆ อย่างแผ่วเบา

“ในเมื่อเจ้าบอกว่าหิว ย่อมต้องได้กินอย่างแน่นอน”

“….”

“ไม่ว่าเจ้าอยากจะกินอะไร พ่อจะหามาให้เจ้า”

หลังจากฟาดฟันกันอยู่พักใหญ่ เว่ยซีอิ๋งก็ได้โจ๊กธัญพืชจำนวนหนึ่งชามตามที่ต้องการ ไม่สะทกสะท้านต่อคำร้องขอของพระบิดาที่บอกให้เอาอย่างอื่นมาเพิ่ม

“เจ้าจะกินแค่นี้จริงหรือ”

“จริงพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่มันก็น้อยไปอยู่ดี”

“ลูกกินแค่นี้ก็อิ่มพ่ะย่ะค่ะ” เอ่ยตอบพลางใช้ช้อนคนโจ๊กเนื้อข้นที่อยู่ในชามจนไอความร้อนลอยขึ้นมาด้านบน ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ

“เช่นนั้นให้พ่อป้อนเจ้าดีหรือไม่ อาการป่วยยังไม่หายดีอาจจะมีอ่อนแรงไปบ้าง”

เว่ยซีอิ๋งมองช้อนที่ถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตาอย่างปลดปลง

ไหน มันผู้ใดบอกกับเขาว่าเสด็จพ่อเป็นฮ่องเต้ผู้เย็นชา โหดเหี้ยม เป็นทรราช ไม่น่าเข้าใกล้อย่างไรเล่า เหตุไฉนตอนนี้จึงมีแต่บิดาผู้แสนดีอบอุ่นกันล่ะ

เชื่อไม่ได้จริงๆ รู้อย่างนี้ชาติที่แล้วเขาไม่น่าไปฟังข่าวลือที่ไร้สาระพรรค์นั้นจนถือเป็นจริงเป็นจัง ทำให้หวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าหาเสด็จพ่อเลย

“หากเจ้ารู้สึกไม่ดี ให้ตะโกนเรียกพ่อทันทีเข้าใจหรือไม่”

“ลูกเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วก็….”

“เสด็จพ่อ ลูกไม่เป็นอะไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ เสด็จกลับไปบรรทมเถิด”

“….”

“หรือจะบรรทมที่นี่ดีพ่ะย่ะค่ะ ลูก….”

“ได้ พ่อจะนอนนี่แหละ เจิ้งกงกง ไปหาผ้าห่มมาให้เราด้วย เราจะนอนกับลูก”

เสด็จพ่อ ลูกแค่ประชดเองนะพ่ะย่ะค่ะ

ตอบรับรวดเร็วทันใจดีเหลือเกิน ยิ่งกว่านั้นบิดาผู้แสนดีก็ก้าวขึ้นเตียงมานอนข้างๆ กันแล้ว ทีก่อนหน้าตอนเขาบอกให้ไปนอนกลับทำทีอิดออดไม่ยอมไป

เห็นทีคืนนี้คงต้องอยู่แบบนี้ไปทั้งคืน

วันรุ่งขึ้น เว่ยซีอิ๋งตื่นมาก็ไม่พบเจอพระบิดาแล้ว คงจะออกไปว่าราชการตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ตัวเขาที่รับสำรับเช้าและกินยาเสร็จสิ้นแล้ว จึงเอ่ยปากบอกกับหลิวกงกงที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายตั้งแต่ตอนตื่นว่าเขาอยากออกไปเดินเล่นนอกตำหนัก

หลิวกงกงผู้นั้นพยักหน้าตอบรับด้วยความยินดี ก่อนจะจูงมือพาเขาไปเช็ดหน้าเช็ดตา เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ เป็นชุดสีม่วงอ่อน ปักลวดลายดอกบ๊วยด้วยดิ้นเงินอย่างงดงาม ผมยาวสลวยดำขลับถูกสางด้วยหวีหยกมันแพะ ก่อนจะรวบมัดไว้ครึ่งหัวด้วยผ้าผูกผมสีเดียวกันกับชุด เมื่อผูกผ้าคาดเอวเสร็จสิ้นแล้ว หลิวกงกงจึงเปิดกล่องไม้แดงหยิบเอาพู่หยกห้อยเอวมาผูกไว้ให้เสร็จสรรพ พร้อมกับบอกว่าเป็นเสด็จพ่อที่พระราชทานมาให้

แต่งตัวเสร็จหลิวกงกงก็พาเขาออกมาด้านนอกตำหนักที่มีนางกำนัลนับสิบชีวิตยืนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเขาออกไปทุกคนล้วนมองมาที่เขาเป็นตาเดียว อีกทั้งยังเผลอส่งเสียงวี๊ดว๊ายออกมาเบาๆ ราวกับเจอสิ่งที่ถูกใจ จนหลิวกงกงต้องถลึงตาใส่

เว่ยซีอิ๋งเดินเข้ามาในสวนท้อที่เขาเพิ่งรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของตำหนักหลังใหญ่แห่งนี้ ไม่ใช่อุทยานทั่วไปในวังที่ใครก็สามารถเข้าออกได้ทุกเมื่อ ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาในนี้ได้ยกเว้นโอรสสวรรค์แล้ว ทุกคนล้วนต้องได้รับการอนุญาตจากเขา

ใช่แล้ว จากเขา องค์ชายรองผู้นี้

เพราะตำหนักแห่งนี้ เสด็จพ่อได้ยกให้เขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีทั้งป่าท้อด้านหน้า ป่าไผ่ด้านหลัง ทะเลสาบด้านซ้าย และครัวประจำตำหนักที่ด้านขวา

แค่นี้เขาก็กลายเป็นองค์ชายผู้มั่งคั่งแล้ว แต่เดี๋ยวก่อน ความมั่งคั่งยังไม่จบแค่นี้เนื่องจากเสด็จพ่อยังมีรับสั่งอีกว่า สมบัติในพระคลังส่วนพระองค์ยกมาให้เขากึ่งหนึ่ง

ยกให้เป็นสมบัติส่วนตัวของเขา

แต่สมบัติส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ย่อมมีมากมายมหาศาล ถึงจะแยกมากึ่งหนึ่งมันก็ยังเป็นกึ่งหนึ่งที่มากมายมหาศาลอยู่ดี

มากขนาดที่ว่า ต่อให้เขาเอาไปถลุงทั้งชาติมันก็ยังไม่หมดอยู่ดี

ย้อนเวลากลับมาได้แค่วันเดียวก็กลายเป็นองค์ชายผู้ร่ำรวยเสียแล้ว

แต่ว่านะ

คนที่รวยขนาดนี้ ขนสมบัติหนีจะดีไหม….

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...