ทูตพาล่องแม่น้ำโก-ลก สำรวจการแบ่งเขตแดนไทย-มาเลเซีย ที่ยังรอลงนามเอ็มโอยู
ภูมิรัฐศาสตร์ ศัพท์ที่ต้องแปลไทยเป็นไทย กำหนดความสัมพันธ์ของคนกับพื้นที่ และเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดและดำเนินนโยบายของไทยกับเพื่อนบ้านรอบทิศ ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซียในช่วง 40 ปีของสงครามเย็น และภูมิรัฐศาสตร์ได้กลับมามีความสำคัญอีกครั้งในปัจจุบัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำในหลายเวที
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเยือนมาเลเซียเมื่อต.ค.ปีที่แล้ว และเมื่อต้นพ.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้พบกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซียเมื่อตอนเดินทางไปจังหวัดภูเก็ต เป็นความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับมาเลเซีย เพื่อนบ้านทางใต้ปลายด้ามขวาน
ติดตามคณะของนายณัฐพล ขันธหิรัญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศลงพื้นที่อำเภอตากใบ สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ให้ความรู้เพื่อสร้างความเข้าใจตามโครงการการทูตเพื่อประชาชนเมื่อ 28-30 พ.ค.ที่ผ่านมา
การปักปันเขตแดนแม่น้ำโก-ลก ข้อมูลเทคนิกและผลงานที่ผ่านมา
แม่น้ำโก-ลกขั้นกลางไทยและมาเลเซีย ดังนั้นเพื่อให้ได้ภาพว่า จริงๆเขตแดนในแม่น้ำโก-ลกอยู่ที่ไหนในภูมิประเทศหรือพื้นที่จริง จึงพาคณะลงเรือล่องแม่น้ำ เพื่อดูว่าปักหลักเขตแดนอย่างไร มีวิทยาศาสตร์รองรับอย่างไร
ย้ำ "ตบมือข้างเดียวไม่ได้ ต้องทำร่วมกัน"
ปักเขตแดนอย่างไรจนเป็นที่ยอมรับทั้งด้านกฎหมายและเทคนิก ทำให้เขตแดนที่ถูกกำหนดขึ้นเป็นที่ยุติกันทั้งสองประเทศ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คำถามเปิดเรื่องราวจากนายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ ผอ.กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงต่างประเทศ ซึ่งทำให้การเจรจาและการสำรวจจัดทำหลักเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มีหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องในระดับนโยบายโดยมี นักการทูตอาวุโส กระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ผู้แทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และฝ่ายเทคนิกอย่างกรมแผนที่ทหาร และกรมอุทกศาสตร์
เขตแดนไทยและมาเลเซียมีความสัมพันธ์กัน ตามสนธิสัญญาอังกฤษกับสยาม ได้มีการกำหนดเขตแดนในแม่น้ำโก-ลกในปีค.ศ. 1909 หรือกว่า 115 ปีมาแล้ว กำหนดว่าเขตแดนในแม่น้ำโก-ลกเป็นไปตามร่องน้ำลึกในแม่น้ำ
• การใช้ร่องน้ำลึกแบ่งเขตไทย-มาเลเซีย
พันเอกจีระศักดิ์ บรรเทิง แม่กองสนามจัดทำหลักเขตแดนไทย-มาเลเซีย อธิบายว่า แม่น้ำจัดเป็นเขตแดนทางบก ไม่ใช่ทางทะเล
ลักษณะทั่วไปของเขตแดนไทย-มาเลเซียทางบกมีความยาวรวมทั้งสิ้น 662 กิโลเมตร แบ่งเป็นสันปันน้ำ 556 กิโลเมตรและร่องน้ำลึก 106.1 กิโลเมตร ทางประเทศไทยเรียงจากทิศตะวันตกไปตะวันออกประกอบด้วยจังหวัดสตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส ทางมาเลเซีย ประกอบด้วย รัฐปะลิส เคดาห์ เปรักและกลันตัน
เกล็ดความรู้ : สันปันน้ำคือ สันเขาที่ยาวต่อเนื่องไม่มีน้ำไหลตัดผ่านสันเขานั้น แบ่งหรือปันน้ำฝนที่ตกลงบนสันภูเขาเป็น 2 ฟาก เรียก สันปันน้ำ และ ร่องน้ำลึก คือจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโก-ลก
• ประวัติโดยสังเขป แบ่งเป็น 3 ยุค
ยุคที่ 1 การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย และมาเลเซีย เริ่มสมัยร.5 ปีพ.ศ. 2453 -2455 ใช้เวลาในการปักปันเขตแดนร่วมกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่า มลายูของอังกฤษ รวมแล้ว ในสมัยร.5 ปักได้ 109 หลัก ใช้เวลา 2 ปี ตลอดแนวเขตแดนทางบก
ยุคที่ 2 ปี 2516 -2528 เวลา 12 ปี กรมแผนที่ทหารและ กรมสำรวจและทำแผนที่มาเลเซียดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกัน สามารถก่อสร้างหลักเขตแดน 12,169 หลัก ตัวอย่าง 4 ชนิด ประเภทเอ บี ซี ดี และทุกหลักที่สร้างสามารถมองเห็นกันทุกหลัก
ตัวอย่างเช่น นาย ก ยืนบนสันปันน้ำ สามารถเห็นหลักต่อไป ต่อไป ต่อไป เรื่อยๆ จนไปถึงครอบคลุมสันปันน้ำของไทย
หลักเขตแดนหน้าบ้านประชาชน
ยุคที่ 3 ปี 2536 เป็นต้นมา เนื่องจากหลักยุคที่ 2 ชำรุด สูญหาย ถูกทำลายและตั้งไม่ตรงตำแหน่ง จึงซ่อมแซม บำรุงรักษาหลักเขตแดนได้ 417 กิโลเมตรจาก 556 กิโลเมตร
• ในยุคที่ 3 เน้น 9 ปีที่ผ่านมา 9 ปีของการสำรวจ
ไทยและมาเลเซียตกลงกันว่า แม่น้ำโก-ลกเป็นเขตแดนแบบคงที่ หมายความว่า ไม่ว่าแม่น้ำโก-ลกจะไหลไปอย่างไร จะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่เขตแดนไม่เปลี่ยนแปลง โดยการสำรวจและปักปันเขตแดน เริ่มสำรวจปี 2543 จนถึงปี 2552 ระยะเวลาทำงานประมาณ 9 ปี สามารถสร้างหลักอ้างอิงเขตแดนสองฝั่งตลิ่งกำหนดแนวตำแหน่งที่ตั้งได้ 2,550 แนว ปักทั้งสองฝั่งไทยและมาเลเซีย ฝั่งละสองหลัก คือหลักอ้างอิงเขตแดนและหลักอ้างอิงเสริมได้จำนวน 1,550 คู่ รวม 6,200 หลัก
ชมหลักอ้างอิงเขตแดนไทยกับมาเลเซียที่สร้างร่วมกันเมื่อปี 2543 แล้วอธิบายได้ดังนี้
ตัวเลข 50 เมตรบนหลักสีขาว หมายความว่า จากหลักที่ปักอยู่นี้ เส้นเขตแดนจะอยู่ในแม่น้ำห่างจากหลักนี้ไป 50 เมตร ตามหลักการปักปันเขตแดนแบบคงที่
เขตแดนที่คงที่แล้วจะไม่เปลี่ยนไปไหน หากหลักเขตแดนเกิดสูญหาย ไทยมีแผนผังสนามเปรียบเหมือนโฉนดบ้าน สำหรับใช้อ้างอิงในการสร้างหลักใหม่ ทดแทนอันเก่าที่หายไปได้
“เสาคือหลักอ้างอิงเขตแดน ไม่ใช่เส้นเขตแดน เพราะเส้นเขตแดนอยู่ในแม่น้ำ เนื่องจากปักหลักกลางแม่น้ำไม่ได้ ซึ่งต่างจากเขตแดนบนบก ที่เรียกว่า หลักเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำ (บนภูเขา)” ผอ.กองเขตแดนกล่าว
เกล็ดความรู้: หลักอ้างอิงเขตแดนกับหลักอ้างอิงเสริม หลักอ้างอิงเขตแดนอยู่ติดกับริมแม่น้ำ หลักนั้นถูกทำลายโดยการพัฒนาของประชาชน แต่หลักอ้างอิงเสริมซึ่งอยู่ถัดเข้ามาจะสามารถระบุได้ว่า หลักอ้างอิงเขตแดนที่หายหรือถูกทำลายตรงนั้นคือหลักพิกัดที่เท่าไหร่
ดังนั้นในแนวเดียวกันของสองฝั่งแม่น้ำจึงมี 4 หลัก แบ่งเป็น ไทยสองหลักมาเลย์สองหลัก ทุกระยะร้อยเมตรจะมีลักษณะแบบนี้รวมแล้ว 1,550 คู่ ตลอดความยาวแม่น้ำ 106.1 กิโลเมตร
ปัจจุบัน อยู่ในระหว่างการเจรจาจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยูให้เป็นไปตามผลสำรวจเหล่านี้
เส้นเขตแดนแม่น้ำโก-ลกยังไม่มีผลตามกฎหมาย
เขตแดนแม่น้ำโก-ลก มีอยู่แล้ว แต่ทำให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการปักปันเขตแดนไทยและมาเลเซียเป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับไทยและเพื่อนบ้านอื่นๆ เป็นตัวอย่างที่ดี
เมื่อถามว่า ทำไมปักปันเขตแดน รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า ดินแดนและอธิปไตยมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ทำอย่างไรให้การปักปันเขตแดนนำไปสู่ประโยชน์ทั้งสองฝั่ง
การปักปันเขตแดนที่มีความชัดเจน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น อาชญากรรมการล้ำแดน และ จะนำไปสู่การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสองฝั่งมีความกินดีอยู่ดี แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน คือเป้าหมายระยะยาวของไทย
ปากแม่น้ำโก-ลก สิ้นสุดเขตแดนทางบก
“ความคืบหน้าเอ็มโอยู ขณะนี้การเจรจายังไม่เกิดขึ้น อยู่ระหว่างการตั้งกรรมการเพื่อให้เป็นทางการ ซึ่งรัฐบาลจะแจ้งความคืบหน้าต่อไป การจัดทำเอ็มโอยูเพื่อให้เป็นความตกลงระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล เริ่มไปอย่างธรรมชาติแต่ไม่เร่งด่วน เนื่องจากประชาชนกินดีอยู่ดีแล้ว แต่จะทำยังไงให้มีความมั่นคงและยั่งยืน” รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าว
การปักปันเขตแดนที่ยังไม่เสร็จเกิดจากปัญหา อาทิ ความพร้อมสองฝ่าย การเปลี่ยนแปลงของการเมืองท้องถิ่น งบประมาณ
“แม่น้ำไม่ใช่อุปสรรคต่อความสัมพันธ์ของประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งมีมาตั้งแต่แม่น้ำโก-ลกยังไม่กลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดน และเมื่อมีการแบ่งเขตแดนไม่กระทบความสัมพันธ์อันดีที่มีอยู่แล้ว แต่ในทางตรงกันข้ามอาจจะใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เนื่องจากเขตแดนที่ชัดเจนขึ้นจะทำให้ภาครัฐ 2 ฝ่าย รู้ขอบเขตการใช้อำนาจพื้นที่บริเวณแม่น้ำอย่างชัดเจน เพื่อลดปัญหาการกระทบกระทั่งกันตามเขตแดน” รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศกล่าว
นายอดิศร สิทธิการ นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กล่าวบรรยายภาคทฤษฎีในห้องประชุมโรงแรมแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติและการบริหารจัดการแนวเขตแดนในพื้นที่แม่น้ำโก-ลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพและในทิศทางเดียวกัน ซึ่งแนวปฏิบัติของภาครัฐกำหนดโดยมติครม. ลงวันที่ 12 ต.ค.2542, มติครม. 10 พ.ค.2548 ,มติครม. 7 ส.ค. 2550 เป็นต้น
“ในอดีต การได้มาซึ่งเขตแดนหรือดินแดนโดยวิธีการทำสงคราม ถือเป็นการได้เขตแดนโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เมื่อมีการตั้งองค์การสันนิบาตแห่งชาติ รวมถึงองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็นทำให้การทำสงครามไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
ปัญหาเขตแดนในปัจจุบันมี 4 ข้อ ได้แก่ เขตแดนไม่ชัดเจนในสมัยอดีต การเปลี่ยนแปลงสภาพเขตแดนเกิดจากการสร้างเขื่อน การแสวงหาประโยชน์บริเวณชายแดน เกิดปัญหาการล้ำแดน การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี และการแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ชายแดนเพื่อความมั่นคงและการเมือง
การแก้ไขปัญหาเขตแดนของกระทรวงการต่างประเทศ ได้แก่ การเจรจาบนพื้นฐานทางกฎหมายและเทคนิก สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับประเทศเพื่อนบ้าน แยกประเด็นเขตแดนออกจากการเมือง สื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเขตแดน
“การเจรจาต้องมีความรอบคอบ และมีข้อหารือระหว่างประเทศที่จะต้องคำนึงถึงการใช้น้ำอย่างเป็นธรรม ปันกันใช้แม่น้ำ การเข้าถึงน้ำของประชาชนทั้งสองฝั่ง การรักษาตลิ่งหรือฝั่งไม่ให้ตลิ่งพัง ฝั่งมาเลเซียมีเขื่อนป้องกันตลิ่ง ฝั่งไทยมีบ้างไม่มีบ้างเป็นฟันหลอ อยู่ในแผนการเร่งด่วนของไทยในการที่จะรักษาตลิ่ง หวังว่ากระบวนการเช่นนี้นำไปสู่การเห็นภาพและเข้าใจกันทั้งสองฝั่ง จนนำไปสู่การลงนามในเอ็มโอยูต่อไป” นายกาจฐิติ ผอ.กองเขตแดน กรมสนธิสัญญาและกฎหมายกล่าว
เส้นเขตแดนแบบคงที่ในแม่น้ำโก-ลกปัจจุบันเป็นเพียงผลงานทางเทคนิกเท่านั้นและยังไม่มีผลเป็นเส้นเขตแดนตามกฎหมาย โดยจะมีผลตามกฎหมายต่อเมื่อไทยและมาเลเซียได้จัดทำเอ็มโอยูรับรองผลการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนแบบคงที่ของแม่น้ำและให้สัตยาบันความตกลง โดยไทยต้องดำเนินการตามมาตรา 178 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา ผ่านการให้สัตยาบัน
บ้านเรือนฝั่งไทย
บ้านเรือนฝั่งไทย
ความท้าทาย ทำอย่างไรการพัฒนาชายแดนดำเนินการได้โดยไม่กระทบ "เขตแดน" และ ไม่ให้ประเด็นเขตแดนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ตามแนว "ชายแดน"
เกล็ดความรู้ : ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิพื้นที่ใต้ทะเลในไหล่ทวีปซ้อนกัน แต่สามารถตกลงกันได้ ผ่านการทำความตกลงเอ็มโอยู เรียกว่า พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area: JDA)
สองประเทศได้มีการเจรจาทำความตกลงเพื่อให้สามารถแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเล (ปิโตรเลียม) บริเวณที่เหลื่อมล้ำร่วมกัน และในที่สุดก็ได้มีการลงนามร่วมกันสมัยเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2522 ในบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและมาเลเซียเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่กำหนดของไหล่ทวีปของประเทศทั้งสองในอ่าวไทย
ความคืบหน้าสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก แห่งที่ 2
ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานชายแดนที่สำคัญ มูลค่าโครงการราว 3 พันล้านบาท ไทยและมาเลเซียลงทุนฝ่ายละครึ่ง หลังจากหยุดชะงักไปในช่วงโควิด-19 กระทั่งเมื่อ 11-12 ต.ค.ปี 2566 นายกรัฐมนตรีสองฝ่ายเห็นชอบให้เร่งรัดพัฒนาโครงการนี้
ปัจจุบันสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกที่สร้างเสร็จแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ สะพานบูเก๊ะตา อ.แว้ง จ.นราธิวาส และสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 1 โดยใช้กึ่งกลางสะพานในการแบ่งเขตบำรุงรักษาสะพานเป็นฝั่งไทยและมาเลเซีย ส่วนสะพานที่บูเก๊ะตาใช้ร่องน้ำลึกในการแบ่งเขตการบำรุงรักษาสะพาน
และในอนาคตสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 หรือสะพานคู่ขนานที่จะสร้างห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 1 ออกไป 8 เมตร เพื่อรองรับปริมาณการจรจาที่เพิ่มมากขึ้น
เจ้าหน้าที่กรมทางหลวงอธิบาย รายละเอียดโครงการถูกออกแบบโดยประเทศมาเลเซียความยาว 116 เมตร บวกหัวท้ายอีก 2 เมตรรวมเป็น 120 เมตร ช่องจราจรรถยนต์ 2 ช่องจราจร ช่องละ 3.50 เมตร ช่องมอเตอร์ไซค์อีก 2.50 เมตร ช่องทางคนเดินอีก 2.50 เมตร โดยมีหลังคาคลุมในช่องคนเดิน ส่วนงานก่อสร้างสะพาน มาเลเซียเป็นผู้ก่อสร้าง ยกเว้นถนนฝั่งไทย ไทยจะเป็นฝ่ายก่อสร้าง
สถานะล่าสุดของสะพาน อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไออี คาดแล้วเสร็จเดือนก.ย. ปีนี้ หลังจากนั้นสองฝ่ายลงนามความตกลงการก่อสร้าง กำหนดเดือนต.ค.เริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์และประมูลทางออนไลน์ของสองประเทศ คาดว่า มาเลเซียมีโอกาสประมูลได้สูงมากกว่า
ตามกรอบเวลาเริ่มก่อสร้างเดือนเม.ย.ปี 2568 แล้วเสร็จภายใน 24 เดือนและภายในเม.ย. ปี 2570 จะมีสะพานโก-ลกอีกหนึ่งแห่งให้ชาวบ้านได้ใช้กัน
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ความคืบหน้าเป็นไปได้ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการขอใช้พื้นที่ของการรถไฟ โดยกรมทางหลวง การใช้พื้นที่ชายแดนได้ประสานกรมแผนที่ทหาร กรมสนธิสัญญาและกฎหมายแล้ว การจัดตั้งคณะกรรมการร่างความตกลงเรียบร้อยแล้ว
การเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 11 คน ทางเจ้าของเสนอเงินเยียวยา และทางช่างที่เสนอมามูลค่า 480,000 บาท รัฐต่อรองลดเหลือเยียวยารายละ 257,000 บาท เมื่อจ่ายเงินเยียวยาแล้ว ชาวบ้านพร้อมรื้อถอนทันที โดยไม่มีเงื่อนไข
อีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกการค้าชายแดนและรองรับนักท่องเที่ยวที่ขาดไม่ได้ ทำหน้าที่การจัดเก็บภาษีรายได้เข้าประเทศและป้องปรามอาชญากรรมคือ ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ตั้งอยู่ตรงข้ามด่านรันเตาปันยัง รัฐกลันตันของมาเลเซีย ถือเป็นศูนย์บริการจุดเดียวของหน่วยงานราชการ นอกจากด่านศุลกากรตรวจสินค้าเข้าและออกเพื่อจัดเก็บภาษี โดยแม่น้ำโก-ลกอยู่ในการกำกับดูแลของด่านศุลกากรแห่งนี้ ยังมีด่านตรวจพืชและสัตว์ อาหารและยา ด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วย
นายธีร์ จิตรพิทักษ์เลิศ ผอ.ส่วนควบคุมทางศุลกากรให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่ 27 ไร่ ของการรถไฟ ซึ่งทางด่านเช่ามาตลอด เวลาทำการ 6.00 น. ถึง 21.00 น. ทำให้ด่านศุลกากรตากใบซึ่งปิด 18.00 น. ประชาชนจะมาใช้พื้นที่ด่านนี้ ทำให้การจราจรหนาแน่น
เดิมจังหวัดนราธิวาสมี 3 ด่าน อีกด่านคือด่านบูเก๊ะตา ในอ.แว้ง แต่เนื่องจากปริมาณการค้าขายมีมูลค่าน้อย ปลายปี 2565 กระทรวงการคลังเสนอลดสถานะด่านนี้
การก่อสร้างสะพานแห่งที่ 2 ช่วยลดปัญหาการจราจรแออัด ด่านรันเตาปันยังของมาเลเซียมีขนาดเพียงครึ่งเดียวของด่านสุไหงโก-ลก ดังนั้น เวลาที่คนทะลักเข้ามาฝั่งไทยสามารถรองรับได้ แต่ปัญหาเกิดช่วงเสาร์เย็น ซึ่งประชาชนเดินทางกลับ ฝั่งไทยสามารถปล่อยคนเข้าและออกได้ปกติ พอข้ามกลับไปฝั่งโน้นเกิดปัญหาคอขวด เกิดจราจรติดขัดฝั่งโน้น แถวยาวจนถึงหน้ารร.เกนติ้งยาวทะลุด่านฝั่งไทย
"ฝั่งมาเลเซียหยุดวันศุกร์-เสาร์ ดังนั้นพฤหัสเย็นเหมือนศุกร์เย็นของไทย ฝั่งนั้นเป็นขาเข้าทะลักมาเที่ยวที่ฝั่งเรามาก การจราจรแถวยาว แต่ฝั่งเราสามารถรับมือได้" นายธีร์กล่าว
สะพานสร้างเสร็จ ซึ่งการจราจรเพิ่มอีกเลน แยกเลนรถขนสินค้ากับรถประชาชนสัญจรออกจากกันอย่างชัดเจน ช่วยแก้ปัญหาแออัดของประชาชน
นายธีร์ให้ข้อมูลว่า สถิติมูลค่านำเข้าสูงสุด 10 อันดับ อันดับหนึ่งคือ ไม้แปรรูป ซึ่งครองสถิติมาหลายปี รองลงมา คือปลาทะเล ที่เหลือสินค้าอุปโภคบริโภคชาวบ้านในพื้นที่สามจังหวัด ส่วนสินค้าลักลอบผิดกฎหมายได้แก่ น้ำมันเถื่อน บุหรี่
ความเฉพาะตัวของพื้นที่ที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ศาสนาความเชื่อกำหนดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้า ทำให้ชาวบ้านซื้อครีมเทียม นมข้นหวาน ขนมปังจากฝั่งมาเลเซีย การเลือกบริโภคอาหารฮาลาล ผู้บริโภคดูลงลึกไปถึงการประกอบอาหารในครัว อาทิ เช่น พ่อครัว แม่ครัว เป็นต้น
สินค้าส่งออกอันดับต้น ได้แก่ ปลาทะเลแช่แข็ง ผักสดผลไม้สด เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคเช่นเดียวกัน ส่วนเหตุว่า ทำไมมีทั้งนำเข้าและส่งออกปลา เนื่องจากขึ้นกับฤดูมรสุมที่แตกต่างกันของสองประเทศ ในช่วงที่ฝั่งโน้นจับปลาไม่ได้ จึงนำเข้าปลาจากฝั่งไทยในจ.ระนอง พึ่งพาอาศัยในลักษณะบ้านพี่เมืองน้อง
ข้อสังเกตไม่ใช่สินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่อย่างด่านศุลกากรสะเดา ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ซึ่งเป็นด่านศุลกากรที่สร้างรายได้ให้ไทยมากเป็นอันดับต้นของประเทศ สาเหตุที่ผู้ประกอบการสินค้าใช้ด่านสะเดา เนื่องจากห่วงความปลอดภัย มีผลมากต่อการขนส่งสินค้า ของที่มีมูลค่าสูง อาทิ รถยนต์ และเงื่อนไขประกันภัยที่บางรายไม่รับเคลมประกันหากเกิดจากเหตุความไม่สงบ
จึงไม่ควรละเลยปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและมาเลเซียก็น่าจะส่งผลไปในทางบวก
ลงพื้นที่จริงเสร็จสิ้นทั้งสำรวจการปักปันเขตแดนแม่น้ำโก-ลก โครงสร้างพื้นฐานตามแนวชายแดนต่างๆถึงเวลาข้ามฝั่งไปรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียเพื่อรู้จักคน 2 กลุ่มคือ ชาวมาเลย์เชื้อสายไทยยืนหยัดรุ่นสู่รุ่นเกือบ 500 ปี และตามไปดูสถานกงสุลใหญ่ในโกตาบารูทำหน้าที่ดูแลคนไทยไร้สัญชาติในมาเลเซียให้ได้เข้าถึงสิทธิตรวจสัญชาติไทย
สุจิตรา ธนะเศวตร
อ่าน ชาวมาเลย์เชื้อสายสยาม "แหลงใต้" ได้ และคนสามจังหวัดไร้สัญชาติ แอบทำงานในมาเลเซีย
อ่าน สถานกงสุล ตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์สัญชาติ คนไทยในมาเลเซีย หนุนเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทูตพาล่องแม่น้ำโก-ลก สำรวจการแบ่งเขตแดนไทย-มาเลเซีย ที่ยังรอลงนามเอ็มโอยู
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th