โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเส้นทาง Tellscore พลิกธุรกิจสู่แพลตฟอร์ม “อินฟลูเอนเซอร์”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ม.ค. 2567 เวลา 04.51 น. • เผยแพร่ 10 ม.ค. 2567 เวลา 04.51 น.
สุวิตา จรัญวงศ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีมีบทบาทต่อการทำการตลาดในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียและโฆษณาออนไลน์ การใช้เครื่องมือ Social Listening รับฟังความเห็นของลูกค้า หรือแม้แต่การใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นตัวแทนในการกระจายข่าว และสื่อสารสิ่งที่แบรนด์ต้องการบอกลูกค้าของตนเอง

หนึ่งในแพลตฟอร์มที่จับจุดและแก้เพนพอยต์การทำการตลาดด้วยการใช้อินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างน่าสนใจคือ “เทลสกอร์” (Tellscore) แพลตฟอร์มการจ้างงานอินฟลูเอนเซอร์ ที่เป็นเหมือนจิ๊กซอว์เชื่อมคนที่ต้องการจ้างงานกับอินฟลูเอนเซอร์เข้าด้วยกัน

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “สุวิตา จรัญวงศ์” Co-Founder & CEO Tellscore ที่คร่ำหวอดในแวดวงการตลาดมากกว่า 20 ปี ในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่ภาพรวมของการตลาดในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการพลิกโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ จนกลายมาเป็น Tellscore ในปัจจุบัน

ดิจิทัลเอเยนซี่ยุคแรก

สุวิตาเล่าว่า จุดเริ่มต้นในการเข้าสู่แวดวงการตลาดเริ่มมาจากการก่อตั้งเอเยนซี่ชื่อ “Red Lab” ในปี 2544 ซึ่งสถานการณ์ของธุรกิจเอเยนซี่ในขณะนั้นมีความท้าทายในแบบของตนเอง เนื่องจากเป็นยุคที่โซเชียลมีเดียยังไม่บูม ช่องทางหลักในการรับรู้ข่าวสารยังเป็นสื่อหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเลย เพราะเริ่มมีการใช้ Social Listening จากต่างประเทศบ้างแล้ว เช่น Meltwater

“ด้วยความที่ลูกค้าของเราเป็นคอร์ปอเรตต่างชาติ จึงมีความตื่นตัวในการใช้เครื่องมือต่าง ๆ อยู่แล้ว ตอนนั้นค่าใช้ซอฟต์แวร์แพงมาก ตกเดือนละประมาณ 3 แสนบาท แต่ลูกค้าก็ยอมจ่ายเพื่อใช้งาน เราต้องจ้างน้อง ๆ Software Engineer มาช่วยดูระบบหลังบ้าน เพราะตัวระบบยังไม่รองรับการใช้งานเป็นภาษาไทย แต่พอจับคำภาษาอังกฤษที่แทรก ๆ อยู่ในประโยคได้ ยังไม่มีตัวช่วยแปลอัตโนมัติ ต้องจ้างคนมาแปล แล้วแปลกลับเป็นภาษาการตลาดเองอีกที”

และยังมีการทำ Mobile Ads หรือ Mobile Marketing หรือการแสดงหน้าโฆษณาบนมือถือด้วย ซึ่งในปี 2545-2546 ถือเป็นช่วงที่รุ่งเรืองมาก มี AdPocket รายใหญ่จากต่างประเทศที่เข้ามาขายเครื่องมือและโซลูชั่นการทำ Mobile Ads ในไทย

นอกจาก Mobile Ads แล้วก็ยังมีการใช้ IVR หรือระบบตอบรับอัตโนมัติในการเข้าถึงลูกค้า เช่น สมมุติระบบรู้ว่าเจ้าของเครื่องที่มีหมายเลขประจำเครื่อง (IMEI) เป็นเลขนี้สนใจโฆษณาที่ยิงไปก็จะทำการ IVR เข้ามา เพื่อให้ลูกค้ากดเลขคู่สายและเข้าสู่ลิงก์เพื่อสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นยุคที่คุกกี้ไม่ปิดกั้น เข้าถึงตัวลูกค้าได้ง่ายมาก การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลก็ยังไม่เข้มงวดเท่ายุคนี้

จุดเปลี่ยนสำคัญ

“สุวิตา” เล่าต่อว่า เมื่อทำธุรกิจในแวดวงเอเยนซี่ไปสักพัก ก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ดังเช่นในปี 2558 ซึ่งเป็นช่วงที่โซเชียลมีเดียบูมมาก จึงลองเขียนซอฟต์แวร์ขึ้นมาใช้ควบคู่กัน โดยมองว่าถ้าเจาะไปที่เรื่องของการทำโฆษณาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะแข่งขันในตลาดได้ จึงต้องสร้างจุดขายของตนเอง และโฟกัสไปที่เรื่องของ “คน” จนเกิดเป็นแพลตฟอร์ม Tellscore ที่ให้ครีเอเตอร์มาลงทะเบียนอยู่ในคอมมิวนิตี้

“ตอนนั้นยังไม่เรียกคนที่มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ว่าอินฟลูเอนเซอร์ คนส่วนใหญ่จะรู้จักในฐานะบล็อกเกอร์มากกว่า เช่น โมเมพาเพลิน, เจี๊ยบเลียบด่วน เราเองมีความเชื่อว่าเรื่องของคนน่าจะเติบโตได้อีกมาก ทำให้ในปี 2559 ตัดสินใจพลิกโมเดลธุรกิจจากการเป็นดิจิทัลเอเยนซี่มาเป็นเอเยนซี่ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเกี่ยวกับคนโดยเฉพาะ”

นั่นคือ “Tellscore” ในปัจจุบัน

ความท้าทายช่วงเปลี่ยนผ่าน

แน่นอนว่าการตัดสินใจพลิกโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในแง่ของการหาลูกค้าใหม่ และการบุกตลาดเป็นอย่างมาก ในช่วงแรกจึงต้องมีการพูดคุยกับลูกค้าเดิมถึงการเปลี่ยนทิศทางของบริการมาเป็นเรื่องของ “คน” แทน ซึ่งก็มีทั้งลูกค้าที่เชื่อและไม่เชื่อในแนวทางดังกล่าว อีกทั้งยังมีความยากในการหาครีเอเตอร์มาร่วมงานด้วย เพราะในตอนนั้นคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเห็นภาพว่า “อินฟลูเอนเซอร์” คืออะไร และเป็นแบบใดกันแน่

“เราต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในการรวบรวมอินฟลูเอนเซอร์จำนวน 1,000 คน และให้บริการแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการในปี 2561 เราใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นกับแบรนด์ต่าง ๆ อยู่นานเหมือนกัน หนึ่งในวิธีที่เราสื่อสารกับแบรนด์คือการจัดงาน Thailand Influencer Awards (TIA) หรือการมอบรางวัลให้อินฟลูเอนเซอร์ในสาขาต่าง ๆ”

โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา เป็นการจัดงานครั้งที่ 5 แล้ว บนความต้องการให้งานนี้เป็นพื้นที่ที่ทำให้แบรนด์เห็นภาพรวมของวงการอินฟลูเอนเซอร์ และเชื่อว่าการใช้อินฟลูเอนเซอร์จะสร้างอิมแพ็กต์กับแบรนด์ได้จริง

“ในช่วงแรกเราต้องยอมปิดตาข้างเดียว เพราะแบรนด์มาคุยกับน้อง ๆ อินฟลูเอนเซอร์แล้วตัดสินใจจ้างตรงโดยไม่ผ่านเราก็มี ตอนนั้นเราก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะถ้าแบรนด์ทำเองไปสักพักก็ต้องหาคนมาช่วยจัดการอยู่ดี พอเราจัดงาน TIA มาเรื่อย ๆ ก็เห็นว่าสเกลของงานเติบโตขึ้นมาก ตอนนี้เป็นพื้นที่ที่ให้แฟนคลับมาพูดคุยกับอินฟลูเอนเซอร์ที่ชื่นชอบ และมีการจัดเซสชั่นอัพเดตความรู้ระหว่างแบรนด์กับอินฟลูเอนเซอร์ด้วย”

สุวิตากล่าวด้วยว่า นอกจากความท้าทายในแง่ของการหาลูกค้าและสร้างตลาดใหม่ ยังมีความท้าทายในแง่ของการลงทุนในธุรกิจด้วย

“พอตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ เราก็หักดิบเรื่องการให้บริการเลย เพราะถ้าไม่หักดิบก็คงเปลี่ยนอะไรไม่ได้ แต่เราก็ไม่ใช่มือใหม่ รู้ดีว่า Cash Flow แห้งไม่ได้ ช่วงแรกรายได้จากธุรกิจเก่าก็มาเป็นทุนให้ธุรกิจใหม่ รวมถึงโฟกัสที่การให้บริการลูกค้าเป็นหลัก แม้ตอนนั้นจะยังพัฒนาแพลตฟอร์มไม่เสร็จ แต่ก็เริ่มหาเงินจากการเป็นเอเยนซี่แล้ว เวลาทำธุรกิจต้องคิดว่าลูกค้าคือนักลงทุนที่ดีที่สุดของเรา สมมุติว่าลูกค้าจ่ายเงินมาหนึ่งก้อนเพื่อแลกกับการบริการระยะยาว ก็เท่ากับว่าเงินก้อนนั้นเป็นทุนที่เราสามารถเอามารันธุรกิจต่อได้เช่นกัน”

บทบาท Tellscore

บริการของ Tellscore แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.เอเยนซี่ด้านอินฟลูเอนเซอร์ ซัพพอร์ตลูกค้าที่ต้องการใช้อินฟลูเอนเซอร์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เป็นสัดส่วนใหญ่สุด 70-80% และ 2.บริการจ้างงานอินฟลูเอนเซอร์ที่ผู้ประกอบการ เลือกอินฟลูเอนเซอร์และบรีฟงานได้บนแพลตฟอร์มของเรา

“เราเห็นว่าแบรนด์ต้องการทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น ทั้งในแง่ของการสร้างภาพลักษณ์และเป็นหนึ่งในช่องทางขายสินค้า ที่ผ่านมา Affiliate Marketing หรือการขายสินค้าแบบติดตะกร้าที่อินฟลูเอนเซอร์ได้ส่วนแบ่งรายได้จากค่าคอมมิชชั่นเป็นที่นิยมมาก เชื่อว่าในปี 2567 เทรนด์การใช้อินฟลูเอนเซอร์ และการขายสินค้าแบบติดตะกร้าน่าจะโตแบบติดจรวดแน่นอน”

ปัจจุบัน Tellscore มีอินฟลูเอนเซอร์ที่ลงทะเบียนในแพลตฟอร์ม 85,000 คน เติบโตเฉลี่ยปีละ 30% รวมถึงมีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศผ่านการสร้างความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในประเทศต่าง ๆ เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย เป็นต้น

“ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน อย่างฮ่องกงจะเป็นตลาดแบบคนดังไปเลย คือมีจำนวนน้อย แต่จะมีผู้ติดตามเยอะมาก ส่วนออสเตรเลียจะถือว่าคนที่มีผู้ติดตามหลักแสนเป็น Macro Influencer แล้ว ถ้าเทียบกับไทยต้องนับที่หลักล้านถึงจะเป็น Macro Influencer ได้ ทั้งยังมีจำนวนน้อยด้วย สมมุติว่าแบรนด์อยากให้โปรโมตสินค้าช่วงคริสต์มาส คิวจะเต็มตั้งแต่ ต.ค.-พ.ย.เลย”

อนาคต “อินฟลูเอนเซอร์”

“สุวิตา” กล่าวว่า ในจังหวะเวลานี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการใช้อินฟลูเอนเซอร์เท่านั้น และมองว่า Long Tail Influencer ซึ่งเป็น Micro Influencer ที่มีผู้ติดตามประมาณหลักหมื่นประเภทหนึ่งจะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะแบรนด์เริ่มโฟกัสที่การตลาดหางยาว (Long Tail Marketing) หรือทำตลาดกับสินค้าที่ไม่ได้ขายดีมาก แต่เมื่อนำยอดขายมารวมกันจะมีโอกาสสร้างยอดขายได้มากกว่าสินค้าขายดีที่มีสัดส่วนไม่เยอะ

“ในช่วงแคมเปญจะเห็นว่าแบรนด์ทุ่มการโปรโมตกับสินค้าขายดีเยอะมาก แต่จุดอ่อนของการตลาดแบบนี้ คือทำได้แค่นาน ๆ ครั้ง คู่แข่งรู้หมดว่ากำลังทำอะไร แต่ Long Tail เป็นเหมือนการตลาดใต้ดิน โปรโมตน้อย ๆ แต่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ค่อย ๆ ให้ Micro Influencer ทำหน้าที่ไป มีจุดแข็งตรงที่ไม่ต้องใช้เงินโปรโมตเยอะ และคู่แข่งไม่รู้ด้วยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่”

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าตลาดอินฟลูเอนเซอร์มีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะมูลค่าตลาดที่ผ่านมาเติบโตเป็นเลขสองหลักทุกปี มีแรงเหวี่ยงให้เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จำกัดแค่ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เป็นเหมือน “แก้วเปล่า” ที่สามารถเติมอะไรเข้าไปก็ได้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมอื่นโตขึ้นได้ด้วย เช่น เกม อีคอมเมิร์ซ สตรีมมิ่ง เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดเส้นทาง Tellscore พลิกธุรกิจสู่แพลตฟอร์ม “อินฟลูเอนเซอร์”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...