โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เอส โฮเทล เปิดกลยุทธ์ 3P กวาดรายได้ปี’66 ทะลุ 1 หมื่นล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 มี.ค. 2566 เวลา 07.58 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2566 เวลา 10.55 น.
ครอสโรดส์ มัลดีฟส์

“เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” ประกาศแผนปี 2566 สร้างรายได้ 1 หมื่นล้านบาท ด้วยกลยุทธ์ 3P : Profit-Portfolio-Planet สร้างผลกำไร ขยายพอร์ตธุรกิจ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ยั่งยืน ตั้งเป้าเบอร์ 2 ผู้บริหารจัดการโรงแรมรายได้สูงสุดของไทยต่อเนื่อง

วันที่ 14 มีนาคม 2566 นายเดิร์ก เดอ คุยเปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การกลับมาของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง บวกกับกลยุทธ์ผลักดันธุรกิจและเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ทำให้ธุรกิจของ SHR เติบโตได้เต็มอัตรา และมีผลการดำเนินงานที่ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของโรงแรมในหลายประเทศ

โดยสามารถปรับค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืน หรือ ADR ในระดับที่สูงขึ้นกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 และเป็นระดับที่สูงที่สุดมาตั้งแต่เปิดให้บริการมาอีกด้วย ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของโรงแรมในประเทศไทยยังอยู่ในทิศทางก้าวกระโดดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ส่งผลให้บริษัทมีรายได้ 5.7 พันล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่วางเอาไว้ และก้าวขึ้นแท่นผู้บริหารจัดการโรงแรมของไทยที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการยกย่องให้บรรจุอยู่ใน “รายชื่อหุ้นยั่งยืน” ประจำปี 2565 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พร้อมคะแนนจากการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับ “ดีเลิศ” (5 ดาว) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมรักษาความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมที่มีคุณภาพ”

นายเดิร์กกล่าวว่าสำหรับปี 2566 นี้บริษัทจะเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ 3P ประกอบด้วย Profit-Portfolio-Planet โดยในส่วนของ Profit นั้นจะผลักดันผลประกอบการให้เติบโตโดดเด่น เสริมจุดแข็งธุรกิจ และการขยายช่องทางการขาย เพื่อดึงดูดลูกค้าที่หลากหลายจากทุกมุมโลก เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มศักยภาพ

โดยตั้งเป้าเป็นเบอร์ 2 ผู้บริหารจัดการโรงแรมรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของไทยอย่างต่อเนื่อง และมีรายได้รวมทะลุ 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 20% จากปีก่อน ซึ่งมาจากความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอ (diversified portfolio) ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มจากทั่วโลก

ทั้งนี้ คาดว่าโรงแรมประเทศไทยทั้ง 4 แห่งของบริษัทจะเป็นฟันเฟืองหลักในการผลักดันการเติบโตของปี 2566 นี้ ซึ่งตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ประมาณ 60% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตราส่วน 16% ของรายได้รวมของบริษัท ในขณะที่รายได้จากโรงแรมในมัลดีฟส์และสหราชอาณาจักรจะเติบโตขึ้น 30% และ 10% จากปีก่อน คิดเป็นอัตราส่วน 31% และ 36% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นความสำคัญของการนำดิจิทัลแพลตฟอร์มเข้ามาใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการกำหนดราคาห้องพักของโรงแรมในเครือให้เหมาะสมตามฤดูกาลและตอบสนองความต้องการแบบเรียลไทม์ สามารถบริหารจัดการรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มอัตราการจองห้องพักโดยตรง และผลักดันค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืน (ADR) ในระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนด้าน Portfolio นั้น การสร้างผลกำไรและการขยายพอร์ตธุรกิจให้มีความหลากหลาย คือรากฐานที่สำคัญสู่การต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริษัทวางกลยุทธ์เพื่อขยายพอร์ตธุรกิจผ่านสามแนวทางสำคัญ ได้แก่ การหมุนเวียนและต่อยอดการลงทุนสินทรัพย์ โดยจะขายสินทรัพย์ที่มีการเติบโตจนเต็มมูลค่าแล้ว เพื่อนำรายได้จากการขายผนวกกับการลงทุนเพิ่มเติมอีกราว 16 ล้านปอนด์ ไปพัฒนาสินทรัพย์ศักยภาพสูงที่สามารถสร้างการเติบโตต่อไปได้ในอนาคต

โดยกลุ่มโรงแรมที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ คือธุรกิจในสหราชอาณาจักร ซึ่งจะทำให้สามารถปรับขึ้นอัตรา ADR ได้ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 90 ปอนด์ หรือเพิ่มขึ้นราว 10% เมื่อเทียบกับปี 2565

รวมถึงโครงการครอสโรดส์ มัลดีฟส์ ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงห้องพักในเฟสแรกเสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนธันวาคมปี 2565 และในปีนี้ได้มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น แกลลอรี่ท้องถิ่น คาเฟ่พร้อมเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality Café) และท่าจอดเรือ super yacht ขนาดใหญ่ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและน่าประทับใจ

และเตรียมเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อ ณ ทราย รีสอร์ท 2 แห่งในไทย ได้แก่ ทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ (SAii Phi Phi Island Village) และทราย ลากูน่า ภูเก็ต (SAii Laguna Phuket) มีแผนที่จะปรับปรุงตั้งแต่ปี 2566-2567

ขณะที่ โรงแรม เอาท์ริกเกอร์ ฟิจิ บีช รีสอร์ท (Outrigger Fiji Beach Resort) เริ่มแผนการปรับปรุงแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566 นี้ เพื่อรองรับเทศกาลแห่งการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี

“ด้วยแผนทั้งหมดภายใต้งบฯลงทุนประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท เราคาดว่าจะช่วยให้เราสามารถบรรลุแผนในการปรับอัตราค่าห้องพักสำหรับห้องที่ปรับปรุงขึ้นได้อีกราว 15-40%” นายเดิร์กกล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังวางงบลงทุนเพื่อซื้อและควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition) ตลอดระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า อยู่ที่ประมาณ 7,500 ล้านบาท โดยยังคงพุ่งเป้าไปที่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความหลากหลายให้พอร์ตมีศักยภาพและสร้างความเติบโตที่ยั่งยืนในด้านรายได้และยังสามารถลดความผันผวนทางฤดูกาล ของโรงแรมในเครือได้อีกด้วย

โดยเบื้องต้นยังคงศึกษาสินทรัพย์ในแถบชายฝั่งทะเลเอเชียและแปซิฟิก ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มหาสมุทรอินเดีย รวมถึงประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังมีแผนที่จะขยายกิจการด้วยโมเดลธุรกิจแบบ Asset Light ซึ่งจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอีกทางหนึ่ง โดยได้มีการพัฒนาร่วมทุนกับพันธมิตร อาทิ SO/Maldives ไลฟ์สไตล์สุดทันสมัยในโครงการแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ที่พร้อมจะเปิดตัวโครงการราวไตรมาส 4 ปีนี้

สำหรับกลยุทธ์ด้าน Planet หรือการส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ที่ยั่งยืนนั้นบริษัทได้รับนโยบายจากสิงห์ เอสเตท ด้วยวิสัยทัศน์ sustainable diversity สร้างความหลากหลายที่สมดุล เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ (supply chain) ในทุกมิติ

โดยตั้งเป้าลดคาร์บอนและทดแทนการใช้พลังงานฟอสซิลด้วยพลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของโรงแรมในเครือ ในประเทศไทยและมัลดีฟส์ รวมพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ราว 2.8 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ทำให้สามารถบริหารต้นทุนทางพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...