โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ย้อนรอยคดีดัง “แชร์แม่ชม้อย“ ความเสียหายที่เกิดจากความโลภและความไม่รู้ของคนมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท

Reporter Journey

อัพเดต 21 ต.ค. 2567 เวลา 08.13 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2567 เวลา 01.02 น. • Reporter Journey

คุณคิดว่า เงิน 4,000 ล้าน มันเยอะไหมในปี พ.ศ.2567? คำตอบคงเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจกันดีอยู่แล้วว่า มันเยอะมากมายมหาศาลที่ใครได้ครอบครองเงินจำนวนขนาดนี้ชีวิตก็คงมีกินมีใช้ไปทั้งชาติ

แล้วคุณคิดว่า เงิน 4,000 ล้าน เมื่อราวเกือบ 50 ปีที่แล้ว ในสมัยที่ก๋วยเตี๋ยวชามละ 2 บาท 3 บาท มันจะมากมายเกินกว่าจะประเมินค่าได้ขนาดไหน?

แล้วถ้าเกิดว่า เงิน 4,000 ล้านนั้น เกิดจากการเล่นแชร์ หรือวงแชร์ล่ะ มันคงฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดจริงใช่ไหม แต่ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงมาแล้ว กับคดีการโกงแชร์ครั้งมโหฬารที่สุดของประเทศกับ “แชร์แม่ชม้อย”

คดีแชร์แม่ชม้อยนั้น ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศเลย ที่ทำให้ถึงขนาดต้องมีการตรากฎหมายเกี่ยวกับการเล่นแชร์ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยต้องย้อนกลับไปในช่วงปี พ.ศ.2525 หรือราว 40 ปีที่แล้ว ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า "นางชม้อย ทิพย์โส" ชาวจังหวัดสิงห์บุรี เดิมทีนางชม้อยก็เป็นมนุษย๋เงินเดือนธรรมดาทั่วๆ ไป เคยทำงานเป็นพนักงานในองค์การเชื้อเพลิง ในตำแหน่งเสมียนธุรการ เมื่อ พ.ศ. 2504 และตำแหน่งสุดท้ายก่อนถูกจับกุมก็คือ ตำแหน่งประจำแผนกฝ่ายบริการทั่วไปและช่วยงานกองกลางฝ่ายบริหารทั่วไป

วงแชร์ลูกโซ่อุปโลกน์นี้เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ เมื่อนางชม้อย ได้รับการชักชวนจาก "นายประสิทธิ์ จิตต์ที่พึ่ง" เพื่อนร่วมงานที่องค์การน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งได้ทำการค้าน้ำมันอยู่ก่อนแล้ว ให้เข้าร่วมลงทุนค้าน้ำมันด้วย เมื่อทำได้ระยะหนึ่ง นางชม้อยฯ เห็นว่าได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่สูงจริง และได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ จึงได้ชักชวนบุคคลอื่น ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนด้วย และจากการบอกต่อๆ กันทำให้มีผู้สนใจร่วมลงทุนค้าน้ำมันกับนางชม้อยฯ ด้วยเป็นจำนวนมาก

สำหรับวิธีการที่จะโน้มน้าวใจให้คนมาร่วมวงแชร์แม่ชม้อยนั้น ก็คือมีการอ้างว่า วงแชร์วงนี้ได้มีการดำเนินกิจซื้อขายน้ำมันทั้งในและต่างประเทศ โดยจัดตั้งบริษัทค้าน้ำมันชื่อ "บริษัท ปิโตเลียม แอนด์ มารีน เซอร์วิส จำกัด" ทำการค้าน้ำมันทุกชนิด มีเรือเดินสมุทรสำหรับขนส่งน้ำมันทั้งในและนอกประเทศ และได้ชักชวนประชาชนให้มาเล่นแชร์น้ำมัน

โดยวิธีการรับกู้ยืมเงินจากประชาชนและให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงเป็นรายเดือน

- กำหนดวิธีการรับกู้ยืมเงินเป็นคันรถบรรทุกน้ำมันคันรถละ 160,500 บาท
- ให้ผลตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท
- หรือร้อยละ 6.5 ต่อเดือน หรือร้อยละ 78 ต่อปี
- พอเดือนธันวาคมของทุกปีจะหักเงินไว้ร้อยละ 4 ของผลประโยชน์ที่ได้รับในรอบปี เพื่อเก็บภาษีการค้า
- หักค่าเด็กปั้มไว้อีกเดือนละ 100 บาท ตามจำนวนเดือนที่นำเงินมาให้กู้ยืม

โดยจะออกหลักฐานไว้ให้เป็นสัญญากู้ยืมเงินตามแบบที่มีขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือบางรายจะออกหลักฐานให้เป็นเช็ค โดยผู้ให้กู้ยืมสามารถเรียกคืนเงินต้นเมื่อใดก็ได้และจะกลับมาให้กู้ยืมอีกก็ได้ในเงื่อนไขเดิม

ฟังดูก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนถึงหลงเชื่อ เพราะมันรายได้ดีใช่ไหม? ซึ่งคำตอบคือ ใช่รายได้ดี โดยเฉพาะช่วงเดือนแรกๆ ที่มีผลตอบแทนจ่ายให้กับสมาชิกในตรงเวลาตามจำนวนที่ได้โฆษณาเอาไว้ ยิ่งทำให้คนหลงเชื่อและลงเงินเพิ่มมากขึ้น เพื่อหวังที่จะได้ผลตอบแทนกลับมาสูงขึ้นกว่าเดิม

แน่นอนว่าจะลงเงินขนาดหลักแสนในเวลานั้นก็คงจะไม่ใช่ชาวบ้านร้านตลาด หรือตาสีตาสาแน่ๆ เพราะวงแชร์วงนี้มีทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ หลงเชื่อร่วมลงทุนกันอย่างเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรมันก็คือการอุปโลกน์ โกหกหลอกลวง เพราะมันไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจซื้อขายน้ำมันจริงๆ แต่อย่างใด ไม่มี "บริษัท ปิโตเลียม แอนด์ มารีน เซอร์วิส จำกัด" บนโลกใบนี้ ทุกอย่างคือการระดมเงินเข้ามาเล่น “มันนี่เกม” แบบแชร์ลูกโซ่ทั้งนั้น

ในระหว่างที่วงแชร์ยังดำเนินต่อไป นางชม้อยก็ยังทำงานอยู่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยอีกด้วย ยิ่งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือว่า มีการดำเนินธุรกิจซื้อขายน้ำมันจริงๆ คนก็ยิ่งนำเงินมาลงวงแชร์กันมากมายนับหมื่นๆ รายทั่วประเทศ ว่ากันว่าโดยแชร์วงนี้มีวงเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท!!! มายิ่งกว่างบประมาณที่หลวงจ่ายให้กับจังหวัดขนาดกลางๆ ในเวลานั้นเสียอีก ซึ่งก็มีทั้งกลุ่มผู้เล่นที่มีฐานะการเงินดี และชาวบ้านร้านตลาดในต่างจังหวัด ที่บางคนอาจมีเงินไม่มากที่จะลงเงินกับรถน้ำมันทั้งคัน ก็เลยมีการแบ่งเล่นเป็นล้อคือ หนึ่งในสี่ของจำนวนเงินต่อคันรถน้ำมัน ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายต่อไป

ในการกู้ยืมเงิน เป็นการให้กู้ยืมโดยตรงและการกู้ยืมเงินโดยผ่านคนกลาง หลักฐานการกู้ยืมเงินจะมี "สัญญากู้เงิน" ซึ่งมีลายมือชื่อนางชม้อย เป็นผู้กู้ยืม ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้ให้กู้ยืม การรับผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ให้กู้ยืมมีทั้งรับจากนางชม้อยโดยตรง หรือรับจากคนกลางเหล่านั้น

การรับผลประโยชน์ตอบแทนผู้ให้กู้ยืมจะได้รับทั้งเป็นเงินสดหรือเป็นเช็คก็ได้ ซึ่งนางชม้อยได้เปิดบัญชีไว้กับธนาคารในนามของตนเองก็มี บางบัญชีเปิดในนามของบุคคลอื่น เพื่อสั่งจ่ายเช็คเป็นผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืม และนำเช็คของผู้ให้กู้ยืมเข้าบัญชีที่ได้เปิดไว้

สำหรับเงินที่กู้ยืมมานั้น นางชม้อยอ้างว่า ได้นำไปใช้สนับสนุนในด้านการเงินของ "บริษัท ปิโตรเลี่ยม แอนมารีน เซอร์วิสเซส จำกัด" และ "บริษัทอุดมข้าวหอมไทย จำกัด" ซึ่งเป็นบริษัทอุปโลกน์ทั้ง 2 แห่งที่ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ และนางชม้อยได้นำผลประโยชน์ตอบแทนเหล่านั้นไปจัดสรรให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินตามสัดส่วนของเงินที่ให้กู้ยืมแต่ละราย

ส่วนวิธีการในการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนนั้น นางชม้อยเลือกใช้วิธีการจัดคิวเงิน โดยการนำเงินไปฝากธนาคาร แล้วเอาเงินต้นกับดอกเบี้ย มาทยอยหมุนเวียนจ่ายเป็นผลประโยชน์ตอบแทน ดังนั้นถ้ามีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะสามารถหมุนเวียนจ่ายเป็นดอกเบี้ยได้ตลอดไป แต่ถ้าไม่มีผู้นำเงินมาลงทุนเพิ่มก็จะจ่ายดอกเบี้ยได้ในระยะแรกเท่านั้น เพราะในที่สุดเงินต้นที่สะสมไว้จะหมดและไม่สามารถคืนเงินต้นให้ประชาชนได้ หรือที่เรียกว่า "วงแชร์ล่ม"

เมื่อเป็นเช่นนี้แม่ชม้อย จึงเปิดแชร์วงเล็กเพิ่มหรือที่รู้จักกันในชื่อ "แชร์ล้อรถ" ด้วยวงเงินล้อละ 40,000 บาท (1 ใน 4 ของวงเงินรถน้ำมัน) ให้ผลตอบแทนเดือนละ 2,600 บาท แค่เพียง 15 เดือน ก็สามารถคืนทุนได้ ปรากฏว่า มีประชาชนหลงเชื่อจำนวนมาก

ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีประชาชนและผู้เสียหายในคดีนี้จำนวน 13,248 คน หลงเชื่อ ซึ่งต่างคนต่างให้กู้ยืมเงินไป 23,519 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,043,997,795 บาท!!

ด้วยความโด่งดังของวงแชร์แม่ชม้อย ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นได้ติดตามสืบสวนการกระทำของนางชม้อยกับพวก จึงทราบว่าไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนค้าน้ำมันแต่อย่างใด แต่พบว่าเงินที่ได้จากลูกแชร์นั้น จะไปปรากฏในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของนางชม้อย

จากนั้นเมื่อถึงกำหนดการจ่ายผลประโยชน์ในตอนสิ้นเดือน ก็จะมีการโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ ไปยังบัญชีกระแสรายวันเพื่อที่จะจ่ายเช็คผลประโยชน์ให้กับลูกแชร์ แสดงให้เห็นว่านางชม้อยได้ใช้วิธีนี้ในการนำเงินที่ได้จากลูกแชร์รายหลังๆ มาจ่ายผลประโยชน์หรือดอกเบี้ยให้แก่ลูกแชร์รายก่อนๆ ซึ่งจะสามารถทำต่อไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่มีลูกแชร์เอาเงินมาให้นางชม้อยกู้ยืมเงิน

รัฐบาลเห็นว่า บทบัญญัติความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาอาจไม่สามารถเอาผิดกับนางชม้อยได้ โดยนางชม้อยอ้างว่าการระดมเงินหรือแชร์น้ำมันของนางชม้อยเพื่อไปค้าน้ำมัน และออกสัญญากู้ยืมให้ สัญญาดังกล่าวได้ตกลงจะจ่ายดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้กู้ยืม และเมื่อไม่มีการผิดสัญญากับใครก็ไม่สามารถเอาผิดกับนางชม้อยได้ หรือหากมีการผิดสัญญาก็อาจต้องรับผิดทางแพ่งเท่านั้น

รัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่าการระดมเงินดังกล่าว เป็นภัยร้ายแรงต่อประชาชนที่จะต้องสูญเสียเงินจากการถูกหลอกลวง และเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้ตรา "พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน" โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้ประกาศและมีผลใช้บังคับวันที่ 13 พฤศจิกายน 2527

แต่นางชม้อยยังคงฝ่าฝืนกฎหมายโดยยังรับกู้ยืมเงินจากประชาชนตามปกติ โดยอ้างกับประชาชนและผู้เสียหายว่าการประกอบธุรกิจดังกล่าวไม่ผิดกฎหมายและมีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนอยู่ ทำให้ประชาชนและผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุนค้าน้ำมันต่อไป และประชาชนนำเงินมาให้นางชม้อยกู้ยืมมากขึ้นเป็นลำดับ จนนางชม้อยคนเดียวไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงได้ให้พวกอีก 9 คน ช่วยเหลือ โดยการเปิดบัญชีในนาม พวกทั้ง 9 คน ไว้ตามธนาคารต่างๆ เพื่อดำเนินการธุรกิจดังกล่าว โดยมีการทำสัญญาภายหลังที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ มีผลใช้บังคับนั้น จะทำสัญญากู้ยืมโดยลง พ.ศ. ในสัญญากู้ยืมย้อนหลังไป 1 ปีเพื่อให้เห็นว่าสัญญากู้ยืมได้ทำขึ้นก่อนที่พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ จะมีผลใช้บังคับ

แน่นอนว่าพอวงแชร์มาถึงจุดๆ หนึ่งก็จะเริ่มไปต่อไม่ได้ นางชม้อยกับพวกเริ่มมีการปฏิเสธการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2528 ถึงเดือนมีนาคม 2528 ผู้เสียหายจึงได้ขอถอนเงินคืน ซึ่งตามสัญญาระบุว่าจะถอนเงินคืนเวลาใดก็ได้โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้านั้น แต่ได้รับแจ้งจากนางชม้อยว่าของดการจ่ายเงินคืนชั่วคราว และนางชม้อยได้หลบหนีกลับไปที่จังหวัดสิงห์บุรี

จนเดือนมิถุนายน 2528 นางชม้อยได้ปรากฏตัวอีกครั้งที่โรงยิมเนเซี่ยมทหารอากาศในกองทัพอากาศดอนเมืองและได้ชี้แจงให้ประชาชนและผู้เสียหายทราบว่า ได้หยุดดำเนินการค้าน้ำมันแล้วและไม่ได้ลงทุนอะไร เงินผลประโยชน์นั้นจะไม่จ่ายให้แต่จะคืนเงินต้นบางส่วนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งในที่สุดนางชม้อยกับพวกก็ไม่ได้คืนเงินต้นตามที่บอก

ผู้เสียหายจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2528 ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามสามารถจับนางชม้อยได้ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2528 และจับพวกของนางชม้อยอีก 7 คน

ต่อมาผู้บังคับการกองปราบปรามได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนขึ้นประมาณ 100 คน!! เพื่อทำการสอบสวนผู้เสียหายจำนวน 16,231 คน ซึ่งได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้

การทำสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนนั้นได้แยกทำเป็น 2 บัญชี คือ

1.ผู้เสียหายที่ให้กู้ยืมเงินก่อนพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ ประกาศใช้บังคับ (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2520 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2527) เป็นผู้เสียหายจำนวน 13,248 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 23,519 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,043,997,795 บาท

  • ผู้เสียหายที่ให้กู้ยืมเงินภายหลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินฯ (ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2528) มีผู้เสียหายจำนวน 2,983 คน รวมให้กู้ยืมเงินไปทั้งสิ้น 3,641 ครั้ง รวมเป็นเงิน 510,584,645 บาท

ซึ่งความเสียหายทั้งหมดนับเป็นมูลค่าสูงถึง 4,554,582,440 บาท!! และถือเป็นมูลค่าความเสียหายจากการโกงแชร์ที่ยังคงครองสถิติสูงที่สุดของประเทศมาจนทุกวันนี้

นอกจากนี้ตำรวจกองปราบฯ ยังตามยึดทรัพย์อื่นๆ อีกมากมายที่แม่ชม้อยกับพวกซุกซ่อนเอาไว้ตามที่ต่างๆ ทั้ง เงินสด เพชร พลอย ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ เครื่องเพชร ที่ใส่หีบฝังดินเอาไว้ ซึ่งก็มีจำนวนอีกมากมายมหาศาล

คดีนางชม้อย ทิพย์โส ได้ใช้เวลาสืบพยานในศาลเป็นเวลาประมาณ 4 ปี จนศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อ 27 กรกฎาคม 2532 ศาลอาญาจึงได้พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 8 มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก 83 รวม 23,519 กระทง ฐานฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนด การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 5, 12 รวม 3,641 กระทง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ศาลจะพิพากษาให้จำคุกถึง 154,005 ปี แต่อัตราโทษจริงคงลงโทษได้เพียง 20 ปีเท่านั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป นางชม้อยก็ได้รับการลดโทษถึง 2 ครั้ง และได้รับพระราชทานอภัยโทษ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2536 เนื่องจากเป็นนักโทษชั้นดี รวมเวลาในเรือนจำเพียง 7 ปี 11 เดือน 5 วัน ส่วนทรัพย์สินของนางแม่ชม้อยถูกนำมาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งหมด

ซึ่งผลจาก “แชร์แม่ชม้อย” ทำให้มีการตรากฎหมายใหม่ขึ้นมาก็คือ พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2534 กล่าวคือ ทำให้การเล่นแชร์ถูกกฎหมาย โดยระบุห้ามนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ ห้ามนายวงแชร์ตั้งวงเกิน 3 วง และจำกัดสมาชิกในวงแชร์ทุกวงเกิน 30 คน รวมจำกัดเงินกองกลางแชร์แต่ละงวดห้ามเกิน 300,000 บาท

ส่วนตอนนี้แม่ชม้อยอยู่ที่ไหนนั้นหลังออกจากเรือนจำ ก็ไม่มีใครทราบ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ไม่ทราบถึงแหล่งกบดาน ทำได้เพียงแค่ติดต่อผ่านญาติซึ่งไม่เปิดเผยที่อยู่ของเธอจวบจนทุกวันนี้

และนี้ก็คือตำนานโกงแชร์ครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่แม้จะเคยเป็นบทเรียนมาแล้ว แต่ก็เหมือนว่าคนเราจะลืมบทเรียนนี้ไปเสียสิ้น เพราะหลังจากนั้นก็มีการโกงแชร์เกิดขึ้นเรื่อยมาหลายคดีทั้งหลักร้อยล้าน หลักสิบล้าน เรียกได้ว่า "สอนไม่จำ" เพียงเพราะเห็นเงินผลตอบแทนที่ได้มหาศาลจากการโฆษณาเกินจริง แต่สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ตกเป็นเหยื่อจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันนั่นเอง

เรื่อง : วัชราทิตย์ เกษศรี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...