“Volvo” ปรับกลยุทธ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ยกเลิกเป้าหมายขายรถยนต์ EV เต็มรูปแบบภายในปี 2030
"Volvo" ปรับกลยุทธ์ตลาด EV ยกเลิกเป้าหมายขายรถยนต์ EV เต็มรูปแบบภายในปี 2030 ท่ามกลางสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงและความต้องการที่ลดลง
วันที่ 5 กันยายน 2567 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า *Volvo ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสวีเดน ยกเลิกเป้าหมายระยะใกล้ที่จะขายเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยอ้างถึงความจำเป็นในการปฏิบัติได้จริงและยืดหยุ่น ท่ามกลางสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงและความต้องการที่ลดลง*
Volvo เป็นบริษัทในเครือ Geely Holding ของจีน ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกๆ ที่สัญญาว่าจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ โดยบริษัทระบุว่าเป้าหมายในระยะยาวของบริษัทคือการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตามบริษัทได้ประกาศว่าขณะนี้บริษัทมีเป้าหมายว่ารถยนต์ที่ขายระหว่าง 90% ถึง 100% จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วนหรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดภายในปี 2030 ในขณะที่สัดส่วนสูงสุด 10% จะเป็นรถยนต์ไฮบริดจำนวนจำกัด
เป้าหมายดังกล่าวเข้ามาแทนที่คำมั่นสัญญาในปี 2564 ที่จะให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Volvo กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในสิ้นทศวรรษนี้
การเคลื่อนไหวดังกล่าวหมายความว่า Volvo เดินตามรอยผู้เล่นในอุตสาหกรรมรายอื่นๆ ในการปรับลดเป้าหมายด้าน EV ของตนลง ผู้ผลิตยานยนต์จากเยอรมนีอย่าง Mercedes-Benz Group และ Volkswagen ต่างประกาศเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ EV ของตนไปก่อนหน้านี้แล้ว
จิม โรวัน ซีอีโอของ Volvo กล่าวว่า“รถยนต์ไฟฟ้ามอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นและเพิ่มความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยปรับปรุงประสบการณ์โดยรวมของลูกค้า อย่างไรก็ตามเป็นที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ไฟฟ้าจะไม่เป็นไปตามแผน ขณะที่ลูกค้าและตลาดกำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วในการนำมาใช้ที่แตกต่างกัน”
พร้อมเสริมว่า“เราใช้หลักปฏิบัติจริงและยืดหยุ่น พร้อมทั้งยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมด้านการใช้ไฟฟ้าและความยั่งยืน”
โดยหุ้น Volvo ซื้อขายลดลงมากกว่า 4% ในวันที่ 5 ก.ย.2567
Volvo เปิดเผยว่าส่วนแบ่งของรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อยู่ที่ 26% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับรถยนต์ระดับพรีเมียมอื่นๆ โดย Volvo ระบุว่าส่วนแบ่งของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคิดเป็น 48%
บริษัทเน้นย้ำถึงความท้าทายที่บริษัทต้องเผชิญในเป้าหมายด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยระบุว่าการเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จที่ล่าช้ากว่าที่คาดไว้ การยกเลิกแรงจูงใจจากรัฐบาลในบางตลาด และความไม่แน่นอนเพิ่มเติมที่เกิดจากภาษีศุลกากรล่าสุดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดต่างๆ
อ้างอิง : cnbc.com