เมื่อ ‘ผู้ชาย’ ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ แต่กำแพงเรื่อง ‘ความเป็นชาย’ อาจทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ และอาจ ‘โทษตัวเอง’ ทั้งที่ไม่ได้ผิด
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีหลายกรณีที่ชวนให้คนได้ตระหนักถึงกรณีที่ ‘ผู้ชาย’ หรือ ‘เด็กชาย’ ตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางเพศจนถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะข่าวลือเรื่อง Justin Bieber ที่ถูก Diddy ล่วงละเมิด ทั้งยังมีการเปิดเผยอีกว่ามีเด็กชายวัย 9 ขวบเคยตกเป็นเหยื่อของ Diddy ด้วยเหมือนกัน ในจังหวะใกล้ๆ กัน ดาราชายฝั่งไทยก็ออกมาเปิดเผยเรื่องที่เคยถูกคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นคุณบิ๊ก ทองภูมิ หรือคุณปั้นจั่น ปรมะ ที่บอกเล่าเรื่องการถูกคุกคามทางเพศในเส้นทางวงการบันเทิง ซึ่งย้อนไปก่อนหน้านั้นคุณจาตุรงค์ มกจ๊ก ก็เคยบอกเล่าว่าเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศเพื่อแลกกับโอกาสในวงการบันเทิง
เรื่องที่ผู้ชายตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดฯ ถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้งเมื่อละคร ‘โลกหมุนรอบเธอ’ ทางช่อง 3 ได้เล่าเรื่องของตัวละคร ‘แพท’ ที่ตัดสินใจจบชีวิตหลังจากที่ถูกพ่อแท้ๆ ของตัวเองข่มขืนมาตลอดหลายปี ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับหลายคนที่ได้รับชม และพูดถึงกรณีความรุนแรงทางเพศในครอบครัวและเรื่องเหยื่อที่เป็นผู้ชายไปพร้อมๆ กัน จนทำให้มีการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างกว้างขวางทางอินเทอร์เน็ต
สิ่งเหล่านี้เองที่เปิดพื้นที่ เปิดบทสนทนา ว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง และเป็นปัญหาที่ควรได้รับการมองเห็นมากขึ้น เพราะมีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อ เพียงแต่เสียงของพวกเขาอาจยังไม่ถูกได้ยินเท่าที่ควร
มีงานศึกษาจากอเมริกาเมื่อปี 2005 ที่ระบุว่ากว่า 16% ของผู้ชาย เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศเมื่อตอนก่อนอายุถึง 18 ปี ขณะที่สถิติจาก RAINN องค์กรช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงทางเพศในอเมริกาก็ระบุว่า ในบรรดาเหยื่อที่ถูกข่มขืน 10 คน จะมีผู้ชายอยู่ในจำนวนนั้น 1 คน และหากลองขยับมาที่ข้อมูลใกล้บ้านเรามากขึ้น ก็มีสถิติจากสถาบัน Bukit Aman ในประเทศมาเลเซียที่รายงานว่ามีผู้ชายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้นทุกปี โดยล่าสุดในปี 2023 มีเหยื่อ (ในกรณีที่ถูกรายงานกับภาครัฐ) ทั้งหมด 3,373 ในจำนวนนั้นเป็นผู้ชาย 135 คน
และแม้สัดส่วนผู้ชายที่ถูกกระทำมีน้อยกว่าผู้หญิง แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำหนักของเรื่องนี้เบาบางกว่า และอาจยังมีอีกหลายกรณีที่ถูกซุกไว้ใต้พรมหรือไม่เคยถูกเปิดเผยออกมา ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหยื่อเพศชายไม่สามารถเปิดปากหรือเข้าถึงการช่วยเหลือได้เท่าที่ควร ก็คือกำแพงเรื่อง ‘ความเป็นชาย’
‘ความเป็นชาย’ ในโลกชายเป็นใหญ่ มักถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นผู้ปกป้อง ผู้แข็งแกร่ง ผู้ไม่พ่ายแพ้ ฯลฯ ดังนั้นเมื่อพลิกกลับด้านว่ามีผู้ชายที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ สิ่งที่เกิดขึ้นได้จึงมีตั้งแต่ความ ‘ไม่เชื่อ’ เพราะไม่คิดว่าผู้ชายจะถูกกระทำโดยไม่สามารถต่อสู้เอาตัวรอดได้ ทั้งที่กรณี freezing หรือภาวะที่ช็อกจนทำอะไรไม่ถูกก็สามารถเกิดขึ้นกับผู้ชายได้เช่นกัน ถัดมาคือความรู้สึกว่าการที่ผู้ชายถูกกระทำเป็นเรื่อง ‘น่าอับอาย’ หรือ ‘เสียศักดิ์ศรีความเป็นชาย’ ซึ่งทำให้ผู้ชายบางคนไม่กล้าเปิดเผยเรื่องที่เกิดขึ้นและไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือเพราะกลัวจะถูกสังคมตัดสิน
กำแพงความเป็นชายนี้ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาไม่กล้าบอกใคร แต่มันยังกัดกินจิตใจพวกเขาให้รู้สึกเจ็บปวด พวกเขาต้องเผชิญกับความรู้สึกด้านลบต่างๆ นานาไม่ต่างจากที่เหยื่อเพศหญิงเผชิญ ซึ่งการที่ต้องจมอยู่กับเรื่องนี้เพียงลำพังนั้นก็ไม่ยุติธรรมกับพวกเขาเอาเสียเลย เพราะนี่อาจกลายเป็นบาดแผลของพวกเขาไปจนชั่วชีวิต และอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต และลามไปถึงความสัมพันธ์ของเขาในอนาคตด้วย
อีกประเด็นสำคัญในกรณีของเหยื่อเพศชายก็คือ การตื่นตัวของอวัยวะเพศ ไม่ได้หมายถึงการยินยอมพร้อมใจ ซึ่งเราขอหยิบยกบางส่วนที่คุณปั้นจั่นได้บอกเล่าไว้ในรายการ SAY PLAY EP11 ที่สะท้อนถึงเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน
“พูดตรงๆ นะ ของกูก็ขึ้น… แล้วกูก็ตัดจบ” เขาบอกกับคุณพิชญ์ พิธีกรซึ่งสนิทสนมกัน “…ปัญหามันคืออย่างงี้ กูมานั่งคิดกับตัวเองว่า กูเป็นผู้ชาย ทำไมกูเจอผู้ชายมาลวนลามแล้วกูถึงไม่เทคแอคชั่น ไม่โมโห ไม่ต่อยกลับไป กูกำลังวิเคราะห์อีกอย่างว่า หรือกูตกใจ หรือกูชอบ หรือกูเป็นวะ เพราะร่างกายมันทำปฏิกิริยา มันตอบสนอง …กูคิดวนไปแบบนี้ และนั่นคือเหตุแรกที่ทำให้กูเริ่มทำลายข้าวของในห้อง กูคิดอะไรไม่ออก กูเริ่มตบหน้าตัวเอง กูต่อยหน้าตัวเอง”จากคำบอกเล่านี้ จะเห็นได้ว่าแม้ร่างกายจะตอบสนองแต่จิตใจของเขาไม่ได้ต้องการสิ่งนี้ ไม่เพียงเท่านั้นเรายังได้เห็นได้ถึงการตั้งคำถามกับตัวเองจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และนำไปสู่การทำร้ายตัวเอง
สิ่งเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับผู้ชายอีกหลายคนโดยที่ผู้กระทำอาจเป็นเพศไหนก็ได้ ดังนั้น นอกจากการสร้างความตระหนักรู้เรื่องคอนเซนต์และการเคารพในสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเพื่อนมนุษย์แล้ว การลดกำแพงความคาดหวังต่อความเป็นชายก็มีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้ผู้ชายหลายคนสามารถหลุดออกจากกรงขังทางจิตใจหลังผ่านเหตุการณ์เลวร้ายได้มากขึ้น และอีกแง่ การรับฟังโดยไม่ตอกย้ำแผล จนถึงการมองหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญก็สำคัญมากเช่นเดียวกัน
อ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=Hyppc0FFR6E&t=1042s
https://www.thestar.com.my/news/nation/2024/03/11/male-victims-on-the-rise
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- Moonbeam Radiance Skin Tint จาก ‘BITCH WITH BRAIN’ โทนอัพที่แค่ปาดๆ ถูๆ ไม่ต้องตั้งใจแต่งมาก ก็สวยแบบ “My skin but better”
- ย้อนดูที่ทางของ ‘ลายเสือดาว’ ในโลกแฟชั่นในวันที่กลับมาเป็นเทรนด์อีกครั้ง ในปี 2024
- “Diesel is denim” Diesel คอลเลกชั่นล่าสุด กับการเสกชีวิตใหม่ ให้เดนิมเหลือใช้ 14,800 กก.
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com