ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์ สรพงศ์ ชาตรี "สำหรับผม การแสดงเพียง 5 นาที ก็มีความสุข"
ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์ สรพงศ์ ชาตรี “สำหรับผม การแสดงเพียง 5 นาที ก็มีความสุข”
นับเป็นความสูญเสียของวงการบันเทิงอีกครั้ง เมื่อ เอก-สรพงศ์ ชาตรี พระเอกระดับตำนาน นักแสดงเจ้าบทบาท เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด ในวัย 73 ปี ท่ามกลางความเสียใจของบรรดาแฟนคลับ และเหล่าคนในวงการบันเทิง
ฝากผลงานสร้างชื่อไว้ในใจคนไทยจำนวนไม่น้อย
- วงการบันเทิงสูญเสียอีก สิ้น ‘สรพงศ์ ชาตรี’ พระเอกในตำนาน
- เปิดประวัติ ‘สรพงศ์ ชาตรี’ นักแสดงเจ้าบทบาท ศิลปินแห่งชาติ ก่อนล่วงลับในวัย 71 ปี
ศูนย์ข้อมูลมติชน จึงได้ย้อนนำบทสัมภาษณ์ของ สรพงศ์ ชาตรี เมื่อครั้งได้รับการประกาศให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง” ในปี พ.ศ.2551 และรางวัลสุพรรณหงส์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ลงในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 16 มีนาคม 2552 ที่เผยให้เห็นชีวิตในแง่มุมต่างๆ ก่อนจะเป็นนักแสดงในตำนาน ดังนี้
“ผมแสดงมา 40 ปี ได้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง นักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ ปลาบปลื้มใจมาก” ศิลปินแห่งชาติจากนักแสดงภาพยนตร์เผยความรู้สึก ที่ส่งผลให้ได้รับรางวัลคงมีหลายส่วน ส่วนหนึ่ง 40 ปีในวงการเราทำงานด้วยความรัก ไม่ได้ไปทำอาชีพอื่นเลย นอกจากไปร้องเพลงอยู่ 2-3 ชุด แต่งานแสดงภาพยนตร์ งานแสดงละครนั้นคืองานหลัก
ภาพยนตร์แต่ละเรื่องเข้าเกณฑ์เรื่องของศิลปะและวัฒนธรรม สังเกตว่า หนังเกี่ยวกับชนบท บ้านนอก เราจะได้เล่นหมด หนังประวัติศาสตร์ หนังโบราณ อย่าง พันท้ายนรสิงห์, สุริโยไท, นเรศวรฯ 1-2-3, หนังชนบทเรื่องแผลเก่า, หนังท้องทะเลเรื่องพลอยทะเล, วีรบุรุษกองขยะ เป็นเด็กเกิดในสลัม แต่ต้องไปรบช่วยชาติ ฯลฯ หนังชนบทที่สืบสานศิลปวัฒนธรรม เหมือนเราเป็นตัวแทนของ “พระเอกชนบท” หรือ “พระเอกบ้านนอก” ก็ว่าได้ และหนังแต่ละเรื่องพูดถึงการกตัญญูรู้คุณ ทำงานเหนื่อยเพื่อพ่อเพื่อแม่ เสียสละเพื่อพ่อเพื่อแม่ เล่นเป็นพระสอนลูกศิษย์ ด้วยบทบาทรับบทเป็นตำรวจ เป็นทหาร ก็เยอะ
40 ปีในวงการบันเทิง ทุกข์-สุข-เศร้า อย่างไรบ้าง
ความเศร้าไม่มีอะไร เราไม่ได้หวังอะไรสูง เข้าวงการมาเพราะอยากจะดูเขาถ่ายหนัง ดูการทำงานของคนในวงการเท่านั้น เข้ามาวันแรกจากการฝากงาน เขาให้มาแบกร่มเสิร์ฟน้ำในกองนางไพรตานี ที่ออกอากาศทางช่อง 7 สี เท่านี้ก็มีความสุข ตอนนั้น แมน ธีระพล เป็นพระเอก มีพี่หมู-อัจฉราวรรณ นางเอก
หนังจบก็ได้มาเป็นตัวประกอบหนัง ออก 2-3 ฉาก ในเรื่อง 7 สิงห์คืนถิ่น พระเอกคือมิตร ชัยบัญญา, เรื่องต้อยติ่ง พระ-นาง สมบัติ-พิศมัย ได้เล่นเป็นตัวประกอบเพราะรู้จักพี่เปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี เขาอยู่สี่แยกคอกวัวเป็นดีเจ ผมไปหาพี่ชาย รุ่งเรือง ธรรมรักษ์ ที่ฝากผมเข้าไปทำงานในกองนางไพรตานี พี่เปี๊ยกแนะนำให้รู้จักกับ พี่จี๊ด-สุรพงษ์ โปร่งมณี ที่ทำแผนกเครื่องแต่งตัวให้กับละโว้ภาพยนตร์ และอัศวินภาพยนตร์
พี่จี๊ดชวนให้ไปดูเขาถ่ายหนังเรื่องโทน ที่ ไชยา สุริยัน สายัณห์ จันทรวิบูลย์, จารุวรรณ ปัญโญภาส เล่น และบอกว่าท่านมุ้ย (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล) กลับมาจากเมืองนอก ทำหนังทีวีอยากได้พระเอกทีวี
ผมจึงได้เข้าไปหาท่านมุ้ย โดยมีพี่จี๊ดพาไปฝากที่กองถ่าย “หญิงก็มีหัวใจ” ภาพยนตร์ทีวีทางช่อง 7 สี เมื่อปี พ.ศ.2510 ไปถึงท่านมุ้ยก็ถามว่ามึงชื่ออะไร ก็ตอบท่านว่าชื่อเอก ท่านถามต่อมึงว่ายน้ำเป็นไหม ตอบว่าเป็น ผมเป็นเด็กอยุธยา ท่านบอกว่าจะมีฉากเด็กตกน้ำ ให้มึงโดดลงไปช่วย ผมก็ตอบท่านว่า ได้ครับ ผมก็โดดน้ำลงไปว่ายลากเด็กขึ้นมา นั่นเป็นครั้งแรกที่แสดงให้ท่านมุ้ยดู แล้วเด็กที่เข้าฉากตกน้ำคนนั้น โตขึ้นมาก็คือ ตุ๊กตา จินดานุช
จากนั้นยังไม่ได้เข้าไปอยู่กับท่านมุ้ย ยังกลับมาอยู่วัดดาวดึงส์ บางยี่ขัน ก่อนหน้าบวชแต่พอสึกแล้วก็ยังอาศัยอยู่ที่วัด ได้เล่นหนังทีวีทางช่อง 7 สีอีกเรื่องของท่านมุ้ย ชื่อ “ห้องสีชมพู” มี ชาญ กัมปนาท เป็นพระเอก, ฉันทนา ติณสูลานนท์ เป็นนางเอก ส่วนเราเล่นเป็นผู้ร้าย เล่นไว้ 3 ตอน ท่านมุ้ยเห็นว่าหน้าเราขึ้นกล้อง เลยให้คนตามที่วัดตอนตี 2 ให้ไปพัทยาไปหัดดำน้ำ ไปอยู่กับท่าน 7 วัน กลับมาท่านก็ถามว่ามึงอยู่ที่ไหน ตอบท่านว่า อยู่ที่วัด ท่านก็ให้เก็บเสื้อผ้าไปอยู่กับท่านเลย ปีนั้น พ.ศ.2511 อยู่กับท่านมุ้ยก็ได้เล่นหนังเรื่องหมอผี เรื่อยมาจน พ.ศ.2513 มิตร ชัยบัญชา สิ้นไป
วงการหนังมีพระเอกแค่ สมบัติ เมทะนี, ครรชิต ขวัญประชา, ไชยา สุริยัน ซึ่งไม่พอ แต่ละบริษัทต่างปั้นพระเอกใหม่ขึ้นมา พี่เปี๊ยก โปสเตอร์ ปั้น ไพโรจน์ ใจสิงห์, ประมินทร์ จารุจารีต ปั้น กรุง ศรีวิไล, พี่อัมพร ประทีปเสน ปั้น ยอดชาย เมฆสุวรรณ, วิจิตร คุณาวุฒิ ปั้น นาท ภูวนัย, เสนอ คราประยูร ปั้น สันติ คราประยูร, พูน รังษี ปั้นพระเอก ชัช ชัยบัญชา น้องชายมิตร ชัยบัญชา เล่นเรื่องมนต์รักจากใต้
แล้วท่านมุ้ยแห่งวังละโว้ ปั้น สรพงศ์-นัยนา ชีวานันท์
เล่นหนังทีวี (ใช้ฟิล์มถ่าย) รุ่นแรก เรื่องแรกที่เล่นกับท่านมุ้ยคือเรื่องหมอผี พ.ศ.2511, เรื่องห้องสีชมพู ได้มาเป็นพระเอกเรื่องมันมากับความมืด พ.ศ.2515, พ.ศ.2516 เขาชื่อกานต์, พ.ศ.2517 เทพธิดาโรงแรม, พ.ศ.2518 ความรักครั้งสุดท้าย, พ.ศ.2519 เทวดาเดินดิน, พ.ศ.2524 ถ้าเธอยังมีรัก, พ.ศ.2526 มือปืน, พ.ศ.2527 ทองพูนโคกโพ ภาค 2, พ.ศ.2531 คนเลี้ยงช้าง, พ.ศ.2534 มือปืน สาละวิน, พ.ศ.2544 สุริโยไท, พ.ศ.2549 ถึงปัจจุบัน นเรศวร ภาค 1-2-3
“ท่านมุ้ยเป็นอาจารย์ที่สอนเรามาตั้งแต่อายุ 19 ปี และหางานให้ผมทำจนถึงทุกวันนี้ที่อายุ 59 ปี ท่านก็ยังให้งานเราทำอยู่ ท่านเป็นอาจารย์ที่ดูแลลูกศิษย์มาตลอด รู้สึกว่าตัวเราโชคดีที่ได้อยู่กับท่านมุ้ย ท่ายมุ้ยสอนให้เราเป็นนักแสดง ไม่ได้สอนให้เราเป็นพระเอกหรือเป็นดารา”
เพราะแนวทางที่ท่านมุ้ยทรงสอนสั่ง เลยทำให้ผมยังมีวันนี้ เพราะถ้าผมคิดว่าตัวเองเป็นพระเอก ไม่ใช่บทพระเอกเราไม่เล่น งานเราคงไม่เหลือ สำหรับผมขอเป็นนักแสดง เมื่อไหร่ที่ได้แสดง อยู่หน้ากล้องแล้วรู้สึกมีความสุข สิ่งที่ท้าทายอยู่ที่ว่าเราจะทำให้คนที่ดูเราเขาเชื่อได้หรือเปล่า
มีผลงานทั้งหมดเท่าไหร่
แสดงภาพยนตร์มา 500 กว่าเรื่อง ได้รางวัลตุ๊กตาทองจากเรื่อง สัตว์มนุษย์, ชีวิตบัดซบ, ถ้าเธอยังมีรัก, มือปืน, เสียดาย, สาละวิน รวม 6 ตุ๊กตาทอง, 1 รางวัลดาราทอง, 3 รางวัลสุพรรณหงส์ และรางวัลอื่นๆ รางวัลจากภาพยนตร์ผมถือว่าเป็นรางวัลจากอาชีพ แต่ศิลปินแห่งชาตินั้นรวมหมด ทั้งผลงานและการทำประโยชน์ให้กับสังคม
ถูกมองว่าเป็น “พระเอกบ้านนอก”
นั่นแหละเป็นที่เราถนัดที่สุด รู้สึกดีใจ ภูมิใจ เพราะวัยเด็กของเรา เล่นน้ำคลอง ปีนต้นไม้ ขึ้นกอไผ่ ออกทุ่งนา ขี่วัว-ควาย เลี้ยงวัว-ควาย เรายังไม่เคยเห็นใครที่เล่นบทบาทเหล่านี้ได้ดีเท่าเรา ขี่ควายขณะที่ควายวิ่ง เรากระโดดข้ามไปขี่อีกตัวหนึ่ง ว่ายน้ำ ดำน้ำคลอง อยู่ในโคลน ยังไม่เห็นพระเอกคนไหนทำได้ดี นี่แหละคือความสามารถพิเศษของเด็กบ้านนอก แต่อย่างอื่นๆ เรามาเรียนรู้เพิ่ม
ไม่ค่อยเห็นสรพงศ์เล่นแนวตลก หรือคอมเมดี้
ไม่ถนัด ท่านมุ้ยสอนให้เราเป็นนักแสดง เแสดงได้ทุกบทที่ยื่นมา แต่หนังแนวคอมเมดี้ท่านมุ้ยไม่เคยทำ อาจจะด้วยหน้าเราดูไม่ขำ ตาเราไม่ขี้เล่น ตาเรามันจริง ต่างจากหนังของศิลปินตลก มองหน้าเขาเฉยๆ ก็ตลกแล้ว
นางเอกที่ร่วมแสดงมีใครบ้าง
มีหลายคน เริ่มตั้งแต่ นัยนา ชีวานันท์, วิยะดา อุมารินทร์, ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์, ดวงใจ หทัยกาญจน์, ปิยะมาศ โมนยะกุล, ปนัดดา โกมารทัต, ภัทราวดี ศรีไตรรัตน์, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์, จารุณี สุขสวัสดิ์, มยุรา ธนะบุตร, นันทนา เงากระจ่าง, สินจัย หงษ์ไทย, นาถยา แดงบุหงา, ลลนา สุลาวัลย์, ม.ล.สุริวัลย์ สุริยง ฯลฯ บางคนร่วมงานกันเรื่องเดียวก็ผ่านไป ที่ร่วมงานกันเยอะก็มี เจี๊ยบ-เนาวรัตน์, เปิ้ล-จารุณี ฯลฯ
ประทับใจนางเอกคนไหนมากที่สุด
แต่ละคนเก่งกันคนละอย่าง อย่าง เปียทิพย์, ภัทราวดี, เนาวรัตน์, ปิยะมาศ เขาเก่งดราม่า บทชีวิตหนักๆ น้ำตาไหลกับบทเศร้า, จารุณี กับ ม.ล.สุริวัลย์ เก่งบทแก่นๆ บทบู๊, มยุราเก่งแนวตลกขบขัน แนวน่ารัก
หนังเรื่องไหนที่คิดว่าเล่นยากที่สุด
เล่นแล้วเทกมากที่สุดคือ สุริโยไท กับ นเรศวร ยากในการพูดบท เรื่องฟีลลิ่งไม่ยาก และที่ไปเกือบไม่รอดก็คือนเรศวร ภาคแรก ในบท มหาเถรคันฉ่อง ที่ต้องพูดบทกับ นก-ฉัตรชัย ที่รับบทพระมหาธรรมราชา เครียดเพราะไม่เคยโดนเทกขนาดนี้ อดนอนด้วย ถ่ายกลางคืนยันสว่างหลายวัน กินยาแก้ปวดหัวเป็นกำๆ เลย เล่นหนังมา 500 กว่าเรื่องยังไม่เคยกินยาแก้ปวดหัวมากขนาดนี้เลย จะพูดราชาศัพท์ผิดก็ไม่ได้ ศัพท์แสงที่ต้องพูดนั้นยากมาก
เราถามท่านว่าควรจะเล่นยังไง ท่านตอบกลับมาว่า อย่างมึงยังต้องถามกูอีกเหรอ ปกติเล่นหนังท่านมุ้ย ท่านไม่ได้สั่งเทก แต่ผมขอท่านเทก ขอใหม่ ขออีกที ขออีกที ที่ขอเทก คือทำเผื่อไว้ให้ท่านเลือก
เรื่องที่ทำให้รู้สึกสุขสุดสุด
ชีวิตดีมาตลอด เรื่องทุกข์ไม่ค่อยมี เพราะตอนเป็นเด็กอยู่ที่อยุธยา พายเรือไปเรียนหนังสือ อยากกินอะไรก็ไปปีนฝรั่ง, มะขามเทศ, ลูกข่อย, ลูกตาล, น้ำผึ้ง ฯลฯ ทำให้เรามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯได้สบาย
สมัยที่เราเกิดมายังไม่มีไฟฟ้า ใช้น้ำมันตะเกียง ร้อนก็ใช้พัด ไม่มีรองเท้าใส่ ไม่มีรถก็ไม่เดือดร้อนอะไร ไปไหนก็เดิน อยากดูลิเกก็เดิน 4-5 กม. ไกลถึง 10 กม. ก็ยังเดิน ไม่มีรถ ไม่มีจักรยาน อยากกินกุ้ง หอย ปูปลาก็หาเอาในแม่น้ำลำคลอง ไม่เห็นจะทุกข์ มาอยู่กรุงเทพฯ มีรถเมล์ให้ขึ้น แล้วเราจะทุกข์อะไร
ไม่มีข้าวเย็นก็ไม่ทุกข์ เพราะเราเคยบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ 11 ขวบ สึกตอนอายุ 19 ปีได้เข้าวงการ เป็นเณรฉันอาหารวันละ 2 มื้อ ข้าวเย็นไม่ได้กิน ไม่ได้อยู่กับแม่มาตั้งแต่อายุ 11 จนถึงอายุ 19 เราไม่ได้เป็นเด็กขาดความอบอุ่น ไม่เห็นเรียกร้องอะไร เป็นเณรบวชอยู่จะไปอยู่กับโยมแม่ได้ยังไง กินข้าวเย็นได้ยังไง ในวันนั้นเรายังอยู่ได้ แล้วทำไมตอนนี้เราจะอยู่ไม่ได้
ตอนที่เป็นเณรเข้ากรุงเทพฯ มีหลวงพ่อมาส่งรูปเดียว พ่อแม่ไม่ได้มา ก็ไม่เห็นทุกข์อะไร หลวงพ่อให้ตังค์ติดตัว 10 บาท เป็นเณรนั่งรถเมล์ไม่เสียตังค์ สบายจะตาย เพียงแต่ไม่กินข้าวเย็น ก็ไม่เห็นเป็นเด็กขาดสารอาหารเลย กลับมามองเด็กที่ยกพวกตีกัน ดูเป็นเด็กขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่มีเวลา อยากให้ลองมองย้อนว่าแล้วทำไมทีเราไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ตั้งแต่ 11 ขวบ ยังไม่เห็นต้องไปยกพวกตีกับใครเลย เหล่านี้มันอยู่ที่ กมฺมุนา วตฺตตี โลโก : สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
สำหรับผม การแสดงเพียง 5 นาที ผมก็มีความสุข เราแสดงให้ดีได้ ความสุขของผมอยู่ที่ใจ นักแสดงที่ดีควรแสดงได้หมดทุกบท
ครอบครัวและของฝากจากพระเอกสรพงศ์
สรพงศ์มีลูกสาวกับ ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา 1 คน และอีก 3 คน กับ พิมพ์จันทร์ ใจวงศ์ ทายาทของพระเอกศิลปินแห่งชาติผู้นี้ เรียนหนังสือเก่งจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้ง 4 คน ออกงานกับบิดาอยู่บ่อยๆ
ปัจจุบันสรพงศ์อยู่กินกับ ดวงเดือน จิไธสงค์ รองมิสไทยแลนด์เวิลด์ ปี 2529 และรองนางสาวไทย ปี 2530 มาตั้งแต่ปี 2531 ไม่มีลูกด้วยกัน ทั้งสองคนรู้จักกันเมื่อถ่ายหนังของท่านมุ้ยเรื่องคนเลี้ยงช้าง 2531 ที่ดวงเดือนเป็นนางเอก
ดวงเดือนเล่าว่า “พี่เอกดูแลดี กองถ่ายนอนวัดครูบาสร้อย ที่อยู่ติดชายแดน ท่านมุ้ยท่านก็นอนวัด พระเอกนอนวัด เราก็ต้องนอนวัด นอนวัดกันทั้งกองถ่าย จากนั้นยังได้ร่วมงานกับพี่เอกอีกหลายเรื่อง พี่เอกเป็นคนดี เขาทำให้เรารู้สึกได้ว่า เขารักเรามากกว่าที่เรารักเขา เลยอยู่ดูแลกันมาตลอด”
ส่วนสรพงศ์เล่าว่า อยู่กันมา 23 ปี ชีวิตเรียบง่าย ส่วนมากเข้าวัดทำบุญ
บ้านที่ดวงเดือนอยู่ทุกวันนี้เป็นทาวน์เฮาส์ หลังละ 1.2 ล้านบาท ดวงเดือนซื้อเอง รถซื้อเอง เราก็อาศัยเขาอยู่
สรพงศ์มีรายได้จากการแสดง ได้ค่าตัวนำเข้าบัญชีแล้วเบิกมาใช้เรื่อยๆ ไม่ได้เดือดร้อน ลูกๆ โตหมดแล้ว เรียนจบรับปริญญาแล้ว
“เราภูมิใจว่าเราเป็นพระเอกคนเดียวที่จนที่สุด จากที่เราเข้ากรุงเทพฯมามีตังค์ 10 บาท ถึงวันนี้เรามีตังค์ 20 บาท ก็ถือว่ากำไร 10 บาท เราก็มีความสุขแล้ว เคยเห็นไปกินอาหารราคาหรูๆ มั้ย เคยจัดงานวันเกิดใหญ่โตในโรงแรมหรูมั้ย มีแต่กลับไปอยุธยาไปหากุ้งกิน กินกุ้งกินปลาแบบคนอยุธยา กินมะม่วงน้ำปลาหวาน กินมะม่วงอกร่องกับข้าวเหนียว ไปหาลูกตาลกิน เรามาจากไหนเรากลับไปทางนั้น ไม่ฝืนตัวเอง”
ถามว่ามีอะไรฝากถึงนักแสดงรุ่นหลัง สรพงศ์กล่าวอย่างถ่อมตัวว่า ไม่มีอะไรจะฝาก เพราะไม่ได้ร่ำเรียนสูง สิ่งที่มีคือประสบการณ์ชีวิต
ทุกวันนี้ถ้าผมได้อยู่ในกองถ่ายผมมีความสุขมากกว่านอนอยู่ในบ้าน เวลาใดที่มีไฟส่องตัว มีกล้องดอลลี่เข้าหาหน้าผม เวลานั้นผมมีความสุขที่สุด ที่ผมได้บอกคนทั้งโลกว่าผมแสดงได้ดีหรือไม่ดี ช็อตที่มีความสุขมากคือกล้องค่อยๆ ดอลลี่เข้ามาที่หน้าผม เราแสดงของเราคนเดียว ทุกวันนี้ผมยังมีความสุขอย่างนี้ ก็อยากจะถามนักแสดงรุ่นลูกรุ่นหลานว่าคุณเคยมีความรู้สึกอย่างนี้หรือเปล่า ถ้าคุณรู้สึกชื่นชอบ มีความสุข ผมว่าคุณคือนักแสดง
หมายเหตุ บทสัมภาษณ์ที่นำมาลงนี้ ตัดทอนบางส่วนจากบทสัมภาษณ์เต็ม
ที่มา ศูนย์ข้อมูลมติชน ภาพจาก Sorapong Chatree Club- สรพงศ์ ชาตรี