โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทพคห์อนชู ตาชั่ง แมลงสการับ 6 ตำนานอียิปต์จาก Moon Knight

The MATTER

อัพเดต 07 เม.ย. 2565 เวลา 14.18 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2565 เวลา 12.16 น. • Entertainment

เรียกได้ว่าเดือดมากกับซีรีส์ Moon Knight ที่ทั้งเดือดทั้งงงกับการตัดสลับไปมาของทั้งตัวตนและมิติเวลาของพระเอก การปรากฏตัวอย่างแปลกประหลาดของเทพหรืออะไรสักอย่างที่ทั้งหลอกหลอนและช่วยเหลือ

แต่ทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนบริบทสำคัญว่า Moon Knight กำลังใช้ตำนานอียิปต์เป็นองค์ประกอบของพลังพิเศษและเรื่องราวยอดมนุษย์ที่น่าจะหมายถึงการกอบกู้โลกเป็นแกนสำคัญ โดยรวมแล้วเท่าที่เรื่องเริ่มเผยปกรณัมต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานของเรื่องราว ก็นับว่าเป็นการตีความตำนานอียิปต์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจและน่าสนใจไปพร้อมๆ กัน

จากฉากของเรื่องที่ดูจะแสนธรรมดาคือเมืองลอนดอน แต่พอเรื่องเริ่มเล่าการงานของพระเอกที่ทำงานที่พิพิธภัณฑ์—ที่เราเองก็ตีความว่าน่าจะเป็น British Museum หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ครอบครองโบราณวัตถุจากอารยธรรมอียิปต์ที่มากและครบถ้วนที่สุดนอกอียิปต์ โดยได้มาตั้งแต่ยุคของการสำรวจไปยังโลกตะวันออกและการล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 18-19 เหล่าตำนานที่เคยหลับใหลก็เริ่มกลับมาโลดแล่นอีกครั้งในมิติของหนังและการ์ตูนมาร์เวล เราเริ่มได้เห็นอักษรไฮโรกลีฟิก เห็นมัมมี่ เห็นพีระมิดที่เป็นเค้าลางถึงการต่อสู่ต่อไปที่จะต้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายของแสงแดดอันเจิดจ้าและแม่น้ำที่เต็มไปด้วยกอกก ฮิปโป และจระเข้

นอกจากพีระมิดและสิ่งอื่นๆ ที่เราอาจจะคุ้นเคยกันดี ในความงงของเรื่องราว เราอาจจะเริ่มงงกับอ้างอิงบางอย่างที่ตัวเรื่องดึงมาจากปกรณัมอียิปต์ ตั้งแต่ตัวร้าย—น่าจะแหละ—ที่ทุบแก้วใส่รองเท้าและออกเผยแพร่ธรรมเหมือนกับอาจารย์แดง ในกระบวนการตัดสิน อะไรคือความหมายของตาชั่ง ตัวละครประหลาดที่น่าจะเป็นเทพที่มีหัวเหมือนกระโหลกนกคืออะไรกันแน่ และเกี่ยวอะไรกับดวงจันทร์ เอ็นเนียดหรือเทพเจ้าทั้งเก้าที่ตัวเอกหมายถึงคือใคร สการับที่แย่งกันไปมาคืออะไร อะไรคือหมาในที่ไล่ล่าในตอนท้ายของเรื่อง

เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มความสนุกในการดู Moon Knight ในตอนต่อๆ ไป The MATTER ชวนไปรู้จักตำนานอียิปต์เบื้องต้นที่ Moon Knight น่าจะใช้เป็นแกนและปมขัดแย้งหลักของเรื่อง จากตำนานว่าด้วยโถงแห่งสัจจะที่พูดถึง ‘ตาชั่ง’ หัวใจ และขนนก ที่ทวยเทพจะใช้ตัดสินมนุษย์ในโลกหลังความตาย อัมมิตเทพเจ้ากึ่งอสูรมีหัวเป็นจระเข้ที่ควรจะอยู่ในการทำลายวิญญาณบาปในห้องแห่งการตัดสิน แต่ดูเหมือนว่าจะกลายมาเป็นตัวร้ายของเรื่อง เทพคห์อนชู จันทรเทพและเทพแห่งการเดินทาง ผู้ที่บางครั้งก็มีเศียรเป็นเหยี่ยวและเกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามห้วงเวลา อานูบิสเทพแห่งความตายผู้นำทางดวงวิญญาณสู่โลกสุดท้าย และแมลงสการับ ด้วงปีกแข็งที่ถือกันว่าเป็นตัวแทนของวงจรและเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์อันสำคัญ

Khonshu : จันทรเทพ เทพเจ้าแห่งการเดินทางและห้วงเวลา

เทพเจ้าของอียิปต์ก็คล้ายๆ กับตำนานเทพเจ้าของอาณาจักรโบราณคือมักเป็นศาสนา เป็นเครื่องชี้นำชีวิต และเป็นคำอธิบายของสิ่งต่างๆ สำหรับคห์อนชู—อ้างอิงจาก Moon Knight—น่าจะเป็นเทพองค์สำคัญที่ปรากฏตัวอย่างหลอกหลอน คือ เป็นเหมือนปีศาจที่มีกะโหลกของนก มาพร้อมผ้าคลุมและไม้เท้า แน่นอนว่าเรื่องคือ Moon Knight อัศวินแห่งจันทรา เทพคห์อนชูหรือคอนส์ (Khons) ของอียิปต์เองก็เป็นหนึ่งในคณะเทพที่เป็นตัวแทนของดวงจันทร์ โดยในตำนานอียิปต์มีเทพสององค์ที่ถือว่าเป็นเทพแห่งดวงจันทร์คือเทพทอธ (Thoth) เทพแห่งปัญญาและอักษรศาสตร์ และคห์อนชู เทพเจ้าแห่งการเดินทางและห้วงเวลา

สำหรับคห์อนชู ถือว่าเป็นเทพที่ได้รับความนิยมพอสมควร โดยเฉพาะในงานป๊อปคัลเจอร์ และในบางพื้นที่เช่นที่เมืองทีบส์ (Thebes) ในฐานะบุตรของเทวีมัต (Mut) และอามุน (Amun) ประวัติศาสตร์ของอียิปต์รวมถึงตำนานเทพมีห้วงเวลาค่อนข้างยาวนานจากอาณาจักรเก่าคือ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล จนมีการรวมอียิปต์บนและล่าง (ของแม่น้ำไนล์) เข้าเป็นหนึ่ง เทพคห์อนชูเป็นเทพที่มีบทบาทในช่วงอาณาจักรใหม่ ในช่วงอาณาจักรเก่าคห์อนชูถูกวาดให้เป็นเทพเจ้ากระหายเลือด จนยุคหลังๆ เริ่มได้รับการบูชาในฐานะเทวบุตร เป็นส่วนหนึ่งของสามเทพเจ้าที่เป็นตัวแทนของครอบครัว

เทพคห์อนชู โดยรากของชื่อ khenes หมายถึงการข้าม—การเดินทาง—หมายความถึงการที่ดวงจันทร์เดินทางจากฟากหนึ่งไปสู่อีกฟากในค่ำคืน ตัวภาพของคห์อนชูในร่างมนุษย์ถูกวาดให้เป็นเด็กหนุ่ม ในบางร่างเทพคห์อนชูจะมีเศียรเป็นนกเหยี่ยว ในมือถือไม้เท้าหรือคฑาคล้ายกับที่ปรากฏใน Moon Knight เหนือเศียรในทุกร่างทรงไว้ซึ่งดวงจันทร์ และรัดเกล้างูเห่า

ในนามของคห์อนชูยังสัมพันธ์กับฉายาอีกสามนาม คือผู้โอบอุ้ม (Embracer) ในฐานะเทพผู้ดูแลนักเดินทางในยามค่ำคืน ผู้ชี้ทาง (Pathfinder) ในฐานะผู้ให้แสงสว่างยามราตรี และผู้ปกปักษ์(Protector) ในฐานะเทพเจ้าผู้ปกป้องเหล่าสรรพสัตว์และเป็นผู้รักษาเยียวยา ด้วยความเชื่อว่าแสงจันทร์เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์และการเกิดของสิ่งมีชีวิต เทพคห์อนชูค่อนข้างมีชื่อเสียง ในเรื่องป๊อปๆ ยุคหลังเช่นจารึกโบราณในหนังเรื่อง Night at the Museum ก็ได้รับพลังการให้ชีวิตในยามค่ำคืนจากเทพองค์นี้นี่เอง

Ennead : เทพบดีทั้ง 9 ที่บางทีก็มี 10 องค์

ในเรื่องตัวเอกของเราจะเปิดหนังสือแล้วพูดถึงเอ็นเนียด (Ennead) บางช่วงมีไปเถียงว่ามีเทพองค์ไหนบ้าง The Ennead โดยความหมายหมายถึงจำนวน 9 เป็นคำที่อียิปต์ยืมมาจากภาษากรีก ดังกล่าวว่าตำนานของอียิปต์มีความยืดยาวยาวนาน เอ็นเนียดหรือคณะมหาเทพทั้ง 9 เกี่ยวข้องกับตำนานกำเนิดโลกและคณะเทพที่ยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นที่บูชาโดยเฉพาะที่เมืองเฮลิโอโปลิส (Heliopolis) เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรอียิปต์ใต้ในยุคอาณาจักรเก่า และถือว่าเป็นศูนย์กลางของศาสนาและเป็นรากฐานความเชื่อของอิยิปต์โบราณ คำว่า Ennead ในด้านหนึ่งหมายถึงความเป็นกลุ่ม ดังนั้นคณะเทพที่เรียกว่า Ennead จึงมักมีความหมายกว้างๆ ถึงมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องมี 9 องค์ หรือมีการนับรวมเทพเจ้าที่ตายตัวแต่อย่างใด

โดยทั่วไปมหาเทพทั้ง 9 ที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวข้องกับตำนานการสร้างโลกคือประกอบด้วยอาทุม (Atum ต่อมาราหรือเร (Re) มีความสำคัญขึ้นกว่า) เทพเจ้าแห่งดวงตะวัน เทพเจ้าผู้สร้างผู้กำเนิดขึ้นเองจากความว่างเปล่า จากนั้นจึงทรงสร้าง (บ้างใช้คำว่าหลั่ง—spat) เป็นเทพเจ้าชู เทพเจ้าแห่งอากาศ (Shu) และเทฟนุต (Tefnut) เทพีแห่งฝนและความชุ่มชื้น ทั้งสองให้กำเนิดเทพเกบ (Geb) และเทวีนุด (Nut) เทพเจ้าแห่งผืนดินและเทวีแห่งท้องฟ้า โดยแผ่นดินและผืนฟ้าถูกแบ่งแยกด้วยอากาศคือเทพชูกำเนิดเป็นโลกและเกิดเป็นเทพองค์สำคัญที่โด่งดังคือ โอไซริส (Osiris) เซต (Set) และเทพีสำคัญสององค์คือ ไอซิส (Isis) และเนฟทิส (Nephthys) ตรงนี้คือครบ 9 แล้ว หลายตำนานมักนับรวมเทพฮอรัส (Horus) เข้าเป็นหนึ่งในเก้าที่มี 10 องค์ด้วย

ในส่วนของเทพฮอรัสเป็นเสมือนบุตรของโอไซริส แต่ก็ไม่เชิงเพราะการเกิดเหมือนเทวีไอซิส คือ เทวีของโอไซริสไปเอาศพมาแล้วให้กำเนิดเป็นฮอรัสขึ้น โดยตัวฮอรัสเองสัมพันธ์กับการก่อตั้งอาณาจักรอียิปต์ที่เป็นหนึ่งเดียวกันในฐานะฟาโรห์ ดังที่มงกุฎของฮอรัสจะเป็นการรวมเอามงกุฏของอาณาจักรอียิปต์เหนือและใต้เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในเรื่องพระเอกของเราจะไปบ่นว่าเทพเอ็นเนียดทำไมมีเจ็ดองค์ และก็มีแฟนๆ ตาดีบอกว่าในโปสเตอร์มีชื่อเทวีฮาทอร์ (Hathor) เทวีแห่งท้องฟ้าและการให้กำเนิด ที่ในบางตำนานกล่าวว่าเป็นเหมือนภรรยาคู่กับคห์อนชูในการให้กำเนิดสิ่งต่างๆ โดยในตัวอย่างก็มีการเผยภาพเทวสภาที่มีเทพเก้าองค์อยู่ในคณะ ก็รอดูกันต่อไปว่าเทพทั้งเก้านี้จะมีองค์ไหนกันบ้าง

The Hall of Truth และ Ma’at : โถงแห่งสัจจะและหัวใจที่เบากว่าขนนก

ตาชั่งเป็นกิมมิกสำคัญของเรื่อง และในปกรณัมอียิปต์ ตาชั่งเป็นอีกหนึ่งตำนานสำคัญและถือกันว่าเป็นรากฐานของอารยธรรมอียิปต์โบราณ ทั้งในแง่ของความเชื่อในโลกหลังความตาย และการเป็นภาพแทนของหลักการสำคัญที่ก่อร่างเป็นสังคมขึ้น ภาพของตาชั่งเป็นเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์มรณะ (Book of the Dead) เล่าถึงเส้นทางที่มนุษย์จะต้องเดินทางไปหลังความตาย ตามตำนานเมื่อเราตายแล้ว เราจะต้องเดินทางไปยังดินแดนแห่งการพิพากษา ภายในห้องนั้นจะมีชื่อว่าโถงแห่งสัจจะทั้งสอง (The Hall of Two Truths) ในหอที่รายล้อมไปด้วยมหาเทพและตุลาการ หัวใจของผู้วายชนม์จะถูกควักออกมาและนำขึ้นชั่งบนตราชั่งคู่กับขนนกหนึ่งก้าน ขนนกของเทวีที่มีชื่อว่า เทวีมา’อัต (Ma’at) หากหัวใจนั้นเบาเท่ากับขนนก ดวงวิญญาณดวงนั้นก็ปลอดจากบาปสำคัญและได้รับการต้อนรับสู่แดนสุขาวดีหรือทุ่งกกแห่งความเป็นนิรันดร์ (Field of Reeds)

การชั่งหัวใจบนตาชั่งทองถือเป็นการตัดสินที่สำคัญที่สุดในความเชื่อแบบอียิปต์ คือ การใช้ชีวิตเพื่อไปถึงชีวิตนิรันดร์หลังความตาย ในโถงของการพิพากษา เทวีองค์สำคัญก็คือเทวีมา’อัต เทวีที่เป็นทั้งเทพเจ้าและเป็นเหมือนคอนเซปต์อันเป็นรากฐานของอารยธรรม เทวีมา’อัตมักถูกวาดเป็นเทวีที่มีปีกหรือเป็นภาพเทวีที่มีขนนกกระจอกเทศอยู่บนศีรษะ และถือกันว่าเป็นเทพสูงสุดองค์หนึ่งโดยเป็นตัวแทนของสมดุล ความยุติธรรม ระเบียบ และสัจจะ การชั่งหัวใจบนตาชั่งนั้นจึงเป็นการเผยความจริงครั้งสุดท้ายที่มีองค์เทวีและเทพสำคัญเป็นสักขีพยาน องค์คณะของการตัดสินมักวาดเป็นภาพของเทพอานูบิสที่นำหัวใจขึ้นชั่ง มีเทพทอธ เทพแห่งปัญญาทำหน้าที่จดบันทึก มีโอไซริสเทพผู้ยิ่งใหญ่เป็นประธานและมักจะมีเทวีมา’อัตปรากฏอยู่ด้วย รายล้อมด้วยตุลาการอีก 42 องค์ โดยในฉากนั้นเรามักเห็นภาพของสัตว์สี่ขาที่มีหัวเป็นจระเข้ ซึ่งเป็นเทพอสูรองค์หนึ่งชื่ออัมมิตทำหน้าที่ดูดกลืนดวงวิญญาณที่ไม่ผ่านการทดสอบด้วยตาชั่ง

ดังนั้นกระบวนการที่ปรากฏขึ้นในเรื่อง Moon Knight คือการชั่งความดีความชั่วของผู้คน ไปจนถึงการดูดกลืนวิญญาณ ก็ดูจะเป็นแนวคิดเรื่องความยุติธรรมและรักษาระบบระเบียบของโลกจากตำนานอียิปต์นี่เอง คำว่าสัจจะทั้งสองก็มีการตีความหลายด้าน ทั้งมา’อัตที่ปรากฏตัวในสองรูป คือ ขนนกและร่างเทวี หรือวัฒนธรรมอียิปต์ค่อนข้างให้ความสำคัญทวิลักษณ์ คือ ลักษณะที่เป็นสอง เทวีมา’อัตอาจหมายถึงเทวีอีกสององค์คือไอซิสและเนฟทิส เทวีแห่งการเกิดและการตาย บ้างก็ตีความว่าหมายถึงคำตัดสินที่มีสองทาง คือ ไปแดนสุขาวดีหรือถูกลงทัณฑ์ ในอีกด้านหนึ่งการที่เทวีมา’อัตคือเทวีแห่งความจริงที่มีสองด้าน ก็อาจสัมพันธ์กับมิติทางปรัชญาเรื่องมุมมองของความคิด

Ammit : เทพเจ้าแห่งการกลืนกิน

ความน่าสนใจของเรื่อง Moon Knight คือ ตัวละครที่กำลังทำหน้าที่พิพากษาผู้คนดูทรงแล้วจะไม่ใช่เทวีมา’อัต หรือมหาเทพในองค์คณะมหาเทพใหญ่ ถ้าเราดูจากคำใบ้ของตัวร้ายในเรื่อง อาจารย์แดงฉบับ Moon Knight น่าจะเกี่ยวข้องกับอัมมิต สัตว์อสูรและเทพเทวีที่อยู่ในกระบวนการการตัดสินในโถงแห่งการพิพากษา จากการถือครองตาชั่ง ไม้เท้าที่มีลักษณะเป็นหัวจระเข้ และพลังในการดูดกลืนดวงวิญญาณ โดยตามตำนานอัมมิตเป็นเทวีแห่งการลงโทษที่จะอยู่ในกระบวนการตัดสิน อัมมิตเป็นเทพที่เป็นส่วนผสมของสัตว์ร้ายตามลักษณะท้องถิ่นของอียิปต์ คือ มีส่วนหัวเป็นจระเข้ ส่วนกลางเป็นสิงโต และส่วนท้ายเป็นฮิปโป สามสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ยำเกรงและสามารถกินมนุษย์เป็นอาหารได้

อัมมิตมีฉายาว่าเทพเจ้าแห่งการกลืนกิน (Devourer) ดังกล่าวว่าถ้าวิญญาณดวงไหนไม่ผ่านการทดสอบบาป เป็นดวงวิญญาณบาป หัวใจที่อยู่บนตาชั่งก็จะถูกอัมมิตกลืนกินและตกอยู่ในภาวะทุกข์ทรมานไปชั่วกัลป์ชั่วกัลป์ ทีนี้ อียิปต์ค่อนข้างมองลักษณะที่เป็นคู่ เช่น เทวีมา’อัตก็มีคู่ ชีวิตหมายถึงโลกแห่งคนเป็นและชีวิตหลังความตาย แม่น้ำไนล์ส่วนบนและล่าง การเดินทางจากตะวันออกไปตะวันตกของพระอาทิตย์และพระจันทร์

ในแง่นี้คู่ตรงข้ามที่น่าสนใจคือในกระบวนการตัดสิน คือ เทวีมา’อัตเป็นตัวแทนของระเบียบ (order) และความกลมเกลียว (harmony) นักประวัติศาสตร์เช่น Patrick Auerbach เขียนไว้ใน Egyptian Gods: The Gods and Goddesses of Ancient Egypt ว่าอัมมิตเป็นเทพีแห่งความโกลาหลและความไร้ระเบียบ (disorder) ซึ่งดูจะตรงข้ามกับเทวีมา’อัต ที่ถือกันว่าเป็นรากฐานของสังคมในสมัยนั้น การที่เทพแห่งความไร้ระเบียบมาสร้างและตัดสินด้วยระเบียบและความยุติธรรมจึงดูเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะถ้าเรามองไปที่ตัวร้ายสำคัญเช่นทานอส (Thanos) เอง ก็พยายามเล่นบทพระเจ้าและจัดการโลกในนามของการสร้างระเบียบโลกใหม่ (order) ด้วยเช่นกัน

Anubis: หมาใน และเทพเจ้าแห่งความตาย

แน่นอนว่าถ้าอ้างอิงเทวตำนานอียิปต์ อานูบิสเป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่ทั้งดูเท่และสำคัญ และน่าจะต้องปรากฏตัวเกี่ยวข้องในการตีความใหม่เสมอ ใน Moon Knight เองแม้ว่าเทพอานูบิสยังไม่ปรากฏตัว แต่ทว่าเราได้เห็นหมาในที่ไล่ล่าตัวเอกของเราก่อนจะถูกตื้บร่วงไปในที่สุด หมาในที่ปรากฏนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเทพอานูบิสไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แถมเทพอานูบิส เทพที่มีเศียรเป็นหมาในสีดำนี้ก็เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินด้วยตาชั่งทองคำด้วย

เทพอานูบิสเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย ถือเป็นเทพเจ้าสำคัญแถวหน้าของอียิปต์ด้วยฉายาเทพผู้พิทักษ์สุสาน เทพแห่งโลกแห่งความตาย อันที่จริงเทพอานูบิสในยุคหนึ่งเคยเป็นเทพเจ้าที่สำคัญอันดับหนึ่งก่อนที่จะถูกลดทอนบทบาทลง โดยมีการยกย่องเทพโอไซริสขึ้นเป็นเทพสูงสุดแทน หน้าที่โดยทั่วไปคือการเป็นผู้นำทางดวงวิญญาณไปสู่โถงแห่งการพิพากษา ตามคัมภีร์มรณะของอียิปต์คือตายแล้วไม่ได้ไปโดยอัตโนมัติแต่ต้องรอนแรมเดินทาง ซึ่งถือเป็นการทดสอบหนึ่ง อานูบิสมักถูกนำไปเปรียบเทียบในฐานะผู้นำทางดวงวิญญาณในทำนองเดียวกับเฮอร์มีสของกรีก และถือว่าเป็นผู้พิทักษ์ตาชั่งทองคำและเป็นผู้นำหัวใจของดวงวิญญาณขึ้นตาชั่งในการพิพากษาสุดท้าย

Khepri และ Scarab : เทพหน้าแมลงสการับ กับเครื่องรางเทพเจ้า

ในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ แมลงสการับถือเป็นแมลงและสัตว์สัญลักษณ์สำคัญตามความเชื่อ โดยทั่วไปเรามักจะเห็นสการับเป็นเครื่องราง ซึ่งในเรื่อง Moon Knight มีการแย่งสการับกันก็น่าจะเป็นการแย่งเอาอาวุธ หรือเครื่องรางสำคัญของเทพเจ้า โดยทั่วไปแมลงสการับเป็นด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง บ้านเราอาจจะเรียกอย่างไม่เท่ว่าเป็นแมงกุดจี่ขี้ พฤติกรรมมันก็ไม่ค่อยเท่เท่าไหร่คือมันจะกลิ้งมูลของสัตว์ที่มันวางไข่ไว้ในมูลไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นการขยายพันธุ์และปกป้องตัวอ่อน

แต่สำหรับชาวอียิปต์แล้ว พฤติกรรมของสการับถูกตีความเข้ากับสุริยเทพ การกลิ้งมูลถูกตีความเข้ากับการกลิ้งพระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าในทุกๆ วันอันหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ในตำนานเทพอียิปต์จึงมีเทพที่มีหน้าเป็นแมลงสการับชื่อ เคปริ (Khepri) ถือว่าเป็นเทพสำคัญและได้รับการเคารพในฐานะเทพเจ้าแห่งรุ่งอรุณ เป็นการก่อกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า ในงานศิลปะของอียิปต์จึงมักมีภาพแมลงสการับที่กลิ้งดวงอาทิตย์สีแดง ด้วยความเป็นมงคลนี้ แมลงสการับจึงถูกสร้างเป็นเครื่องรางโดยเฉพาะเครื่องรางในพิธีการทำมัมมี่ ในขั้นตอนการทำมัมมี่เครื่องรางรูปสการับทรงไข่จึงมีชื่อเรียกว่า แมลงสการับหัวใจ (Heart Scarab) คือเป็นเครื่องรางที่วางไว้แทนตำแหน่งของหัวใจในขั้นตอนของการทำมัมมี่ อวัยวะสำคัญที่จะต้องรักษาไว้และใช้ในพิธีการตัดสินสุดท้าย แมลงสการับเป็นตัวแทนของการเกิดใหม่ การฟื้นคืนชีพ

นอกจากนี้เครื่องรางสการับยังมีหลายรูปแบบเช่นสการับกางปีก คือ เครื่องรางที่ผสมระหว่างแมลงสการับกับปีกของนก เครื่องรางสการับกางปีกนี้ใช้วางไว้ที่หน้าอก หรือใช้ส่วนปีกในการกลัดผ้าพันมัมมี่ในการทำมัมมี่

อ้างอิงข้อมูลจาก

www.britannica.com

ancientegyptonline.co.uk

worldhistory.org

britannica.com

ancientegyptonline.co.uk

moodle.swarthmore.edu

worldhistory.org

isiopolis.com

ancientegyptonline.co.uk

goodreads.com

britannica.com

booksc.org

metmuseum.org

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...