โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สื่อออสเตรเลียเปิดเอกสารคดีธรรมนัส พบมีส่วนร่วมแต่ต้น ติดคุกจริง 4 ปี ไม่ใช่ 8 เดือน

TODAY

อัพเดต 09 ก.ย 2562 เวลา 11.28 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2562 เวลา 10.11 น. • Workpoint News

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในการแถลงชี้แจงข่าวคดียาเสพติด เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2562 / ภาพจาก พรรคพลังประชารัฐ

The Sydney Morning Herald หนังสือพิมพ์ของออสเตรเลีย ได้ค้นเอกสารจากศาลคดียาเสพติดของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในปี 1993 (พ.ศ. 2536) พบรายละเอียดระบุว่ามีส่วนในการขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลียตั้งแต่ต้น  นอกจากนี้ยังพบว่า ร.อ.ธรรมนัส ติดคุกอยู่ที่ออสเตรเลีย 4 ปีเต็ม ไม่ใช่แค่ 8 เดือนตามที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอ้าง

วันนี้ (9 ก.ย.) หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ของออสเตรเลีย ได้ตีพิมพ์บทความลงในเว็บไซต์ข่าวของตัวเองในชื่อ “From sinister to minister: politician’s drug trafficking jail time revealed” โดยระบุว่าหนังสือพิมพ์ฯ ได้สืบค้นจนพบคำพิพากษาคดียาเสพติดของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ออสเตรเลียในปี 1993 และพบว่ารายละเอียดหลายอย่างไม่ตรงกับคำให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่ระบุแก่สาธารณชนในช่วงหลายเดือนมานี้

ในคำพิพากษาระบุว่าในขณะนั้น ร.อ.ธรรมนัส ยังใช้ชื่อว่า “มนัส" อยู่ (ชื่อและนามสกุลตามที่ระบุในสื่อของออสเตรเลียคือ Manat Bophlom) โดยสื่อของออสเตรเลียระบุว่านายมนัสในขณะนั้นเป็นบุคคลสำคัญในกระบวนการขนยาเสพติดมาที่ประเทศออสเตรเลีย

เอกสารจากศาลออสเตรเลียระบุว่า นายมนัสได้ไปพบกับผู้มีอิทธิพลใต้ดินในไทยและผู้ร่วมขบวนการชาวออสเตรเลีย ที่กรุงเทพฯ ก่อนเริ่มดำเนินการ นอกจากนั้นยังเป็นผู้จัดหาวีซ่าและซื้อตั๋วเครื่องบินสายการบิน Qantas ให้กับผู้หญิงที่ชื่อ “ภา” (Pa) ซึ่งเป็นคนลักลอบขนเฮโรอีนจากไทยไปยังออสเตรเลียด้วย

นอกจากนี้ในเอกสารของศาลยังมีบันทึกด้วยว่า นายมนัสพูดว่าอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่ผู้หญิงที่ชื่อภาบรรจุยาเสพติดดังกล่าวลงในกระเป๋าเดินทาง รวมถึงมีส่วนช่วยเหลือในการขนกระเป๋าที่มียาเสพติดดังกล่าวข้ามเมืองไปให้ผู้ซื้อที่โรงแรมใกล้หาด Bondi ในออสเตรเลียด้วย

ทั้งนี้ ในขณะที่นายมนัสถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำ Parramatta เพื่อรอคำพิพากษาอยู่นั้น เขาได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขบวนการขนยาเสพติดในครั้งนี้เพื่อแลกกับโทษที่เบาลง รวมถึงบอกด้วยว่ามีอดีตทหารที่ชื่อ วีระ มานพ และไพศาล เกี่ยวข้องในขบวนการขนยาเสพติดครั้งนี้ด้วย โดยรายละเอียดทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารของศาลออสเตรเลีย

ในเอกสารจากศาลออสเตรเลียยังได้ระบุรายละเอียดของการขนยาเสพติดครั้งนี้ไว้ด้วยว่า เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 1992 เมื่อนายศรศาสตร์ (Sorasat) พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของนายมนัส ได้มาพูดคุยกับนายมนัสว่าอยากจะส่งคนไปที่ประเทศออสเตรเลียเนื่องจากอยากเริ่มกิจการนำเข้า “มะพร้าวอ่อน” (young coconut)  ต่อมาในเดือนมกราคม 1993 นายศรศาสตร์ได้ขอให้นายมนัสช่วยจัดหาวีซ่าออสเตรเลียให้กับผู้หญิงที่ชื่อภา จากนั้นทั้งคู่ได้ไปพบผู้หญิงที่ชื่อภาและผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ชื่อไพศาลในร้านกาแฟใกล้สถานทูตออสเตรเลียเก่าในกรุงเทพฯ และวันต่อมานายศรศาสตร์ก็ได้ยื่นตั๋วเครื่องบินที่นายธรรมนัสเป็นผู้ซื้อให้กับผู้หญิงที่ชื่อภา

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 1993 อดีตทหารที่ชื่อวีระ ได้พานายศรศาสตร์ไปพบกับผู้ร่วมขบวนการชาวออสเตรเลียทั้ง 2 คนเป็นครั้งแรก นั่นคือ นาย Sam Calabrese และนาย Mario Constantino  หลังจากนั้นนายศรศาสตร์ก็ได้พบกับ 2 คนนี้อีกหลายครั้ง

จากบันทึกของศาล นายมนัสระบุว่า แม้นายศรศาสตร์จะไม่ได้บอกเขาตรงๆ ว่าสิ่งที่จะขนไปออสเตรเลียนั้นเป็นเฮโรอีน แต่เขาก็ยอมรับว่าสงสัยว่าของที่จะส่งไปออสเตรเลียนั้นผิดกฎหมาย “แม้ว่าเขา (ศรศาสตร์) จะไม่ได้บอกผมตรงๆ ว่ามันคือเฮโรอีน แต่ผมก็สงสัยว่าสิ่งที่เขากำลังจะส่งไปออสเตรเลียนั้นผิดกฎหมาย” นอกจากนั้นนายมนัสยังได้บอกตำรวจเพิ่มเติมด้วยว่า “ผมรู้ว่าวีระเป็นพวกลักลอบขนของผิดกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย”

ด้านกระบวนการลักลอบขนยาเสพติดครั้งดังกล่าว หนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald ได้นำรายละเอียดที่ได้จากเอกสารของศาลออสเตรเลียมาเขียนไว้อย่างละเอียด

เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 1993 นายศรศาสตร์บินไปซิดนีย์เป็นคนแรก แล้วเช็กอินที่ห้องหมายเลข 1011 ของโรงแรม Palang บริเวณหาด Bondi  หลังจากนั้นอีก 2 วันให้หลัง ผู้หญิงที่ชื่อภาก็บินออกจากกรุงเทพฯ โดยมีบันทึกระบุว่านายมนัสบอกกับนายศรศาสตร์ว่าในคืนก่อนที่ภาจะขึ้นบิน เธออยู่กับนายมนัส

โดยหลักฐานจากตำรวจกลางออสเตรเลียระบุว่า นายมนัสได้พูดว่า "คืนนั้นเราไม่ปล่อยให้เธอคลาดสายตา เธออยู่ใต้การจับตาของเราตลอดตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงตีห้าครึ่ง"  นอกจากนี้นายมนัสยังระบุด้วยว่า เขาอยู่ที่นั่นด้วยในขณะที่ภานำสิ่งของบางอย่างใส่ไปในกระเป๋าเดินทาง

แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายที่ออสเตรเลีย ซึ่งนายศรศาสตร์และนาย Constantino ต้องไปรับตัวผู้หญิงที่ชื่อภาจากสนามบินซิดนีย์ เธอกลับไม่อยู่ที่นั่นตามนัดหมาย รายละเอียดในเอกสารจากศาลออสเตรเลียระบุว่า นายศรศาสตร์ต้องโทรกลับไปประเทศไทย และนายมนัสก็โมโหมาก โดยบอกกับนายศรศาสตร์ว่า "คุณทำงานไม่ได้อย่างที่ผมต้องการ"

ต่อมาผู้หญิงที่ชื่อภาไปปรากฎตัวที่โรงแรม Gazebo Hotel ในย่านคิงสครอส โดยทิ้งเฮโรอีนไว้ในห้องหมายเลข 713 ของโรงแรม Parkroyal ใกล้กับท่าเรือดาร์ลิง ในช่วงเวลานี้เองที่เปิดโอกาสให้ตำรวจกลางออสเตรเลียได้สับเปลี่ยนยา และติดตั้งเครื่องดักฟัง

ต่อมานายศรศาสตร์ตามตัวผู้หญิงที่ชื่อภาจนเจอที่โรงแรม Gazebo เธอให้กุญแจห้องหมายเลข 713 กับนายศรศาสตร์ รวมถึงกล่องไม้ขีดไฟที่มีที่รายละเอียดโรงแรม Parkroyal อยู่ด้วย

และจากเหตุการณ์ที่ภาไม่ปรากฏตัวที่สนามบินในซิดนีย์ตามแผน ทำให้ผู้ร่วมขบวนการอีกคนที่ชื่อมานพตัดสินใจไม่บินจากไทยไปที่ออสเตรเลีย ดังนั้นนายมนัสจึงต้องบินไปออสเตรเลียตามลำพัง

นายมนัสเดินทางถึงออสเตรเลียเมื่อวันที่ 14 เมษายน 1993 เวลา 20.18 น. โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียจับตาและดักฟังอยู่ เอกสารบันทึกข้อเท็จจริงของตำรวจที่ประกอบคดีระบุว่านายมนัสและนายศรศาสตร์ออกจากโรงแรม Palang โดยหอบกระเป๋าเดินทางขึ้นแท็กซี่ไปยังโรงแรม Parkroyal

เมื่อถึงโรงแรม Parkroyal นายศรศาสตร์ได้เช็กอินเข้าห้องหมายเลข 609 และมอบกุญแจห้อง 713 (ซึ่งเป็นห้องที่ผู้หญิงชื่อภาทิ้งเฮโรอีนเอาไว้) ให้นายมนัส เพื่อให้นายมนัสไปเอาของที่ถูกซ่อนไว้ใต้เตียงออกมา  ต่อมานายศรศาสตร์ได้เอาบรรจุภัณฑ์สีน้ำตาลไปใส่ไว้ในกระเป๋าเอกสารสีดำ และนำกลับไปที่โรงแรม Palang ที่บริเวณหาด Bondi  ในเอกสารจากศาลออสเตรเลียยังมีการระบุด้วยว่าพวกเขาทั้งสองแวะที่ร้านฮอทด็อกในย่านแคมป์เบล พาเรด และทานอาหารเย็นที่ร้านชื่อตุ๊กตุ๊กเรสเทอรอง

เมื่อกลับถึงห้องที่โรงแรม Palang ในขณะที่รอผู้ร่วมขบวนการชาวออสเตรเลียมารับของอยู่นั้น นายมนัสกล่าวกับนายศรศาสตร์ว่า "ของอยู่กับเรานานๆ แบบนี้ไม่ดีแน่"

ชาวออสเตรเลียที่ร่วมขบวนการที่เดินทางมาถึงก่อนคือนาย Constantino จากนั้นนาย Calabrese จึงตามมาสมทบ

ต่อมาในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนไม่นาน (ช่วงเริ่มต้นของวันที่ 15 เมษายน 1993) ซึ่งนับแล้วก็เป็นเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่นายมนัสเดินทางถึงออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่จากหน่วย Operation Drover ที่สะกดรอยตามคนกลุ่มนี้เป็นเวลาเกือบสัปดาห์ก็บุกเข้าไปในห้อง ทั้งสี่คนถูกจับด้วยข้อหาสมคบคิดกันนำเฮโรอีนเข้าประเทศออสเตรเลีย และไม่มีใครได้รับการประกันตัว

นายศรศาสตร์รับสารภาพเป็นคนแรก ส่วนนายมนัสยืนยันจะสู้คดี และเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน 1993 ศาลก็บอกกับนายมนัสว่าเขาจะถูกจำคุก 9 ปี  หลังจากนั้นนายมนัสก็เริ่มให้การเป็นคุณแก่ตำรวจและรับสารภาพในที่สุด ในการสอบสวนครั้งหนึ่งนายมนัสสัญญาว่าจะ "บอกเรื่องของวีระให้หมดทุกเรื่อง" รวมถึงเรื่องที่เขาสั่งให้ฆ่าคนด้วย นอกจากนี้ ทางตำรวจยังอ้างว่านายมนัสได้ให้ข้อมูล ว่าพวกคนลับลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลียนั้น ใช้วิธีการใส่ยาไว้ในถุงยางอนามัยและกลืนลงท้อง

นายมนัสและนายศรศาสตร์ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามปล่อยตัวก่อนครบกำหนด 4 ปี

นายมนัสและนายศรศาสตร์ได้ขออุทธรณ์ให้ลดโทษพวกเขาลง หลังจากที่นาย Constantino ได้รับโทษเพียงขั้นต่ำด้วยการจำคุก 2 ปีครึ่ง แต่ศาลปฏิเสธการอุทธรณ์ดังกล่าว

สุดท้ายแล้วทั้งนายมนัสและนายศรศาสตร์ถูกปล่อยตัวในวันที่ 14 เมษายน 1997 หรือคิดเป็นระยะเวลา 4 ปีถ้วน นับแต่ถูกควบคุมตัวครั้งแรกช่วงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 15 เมษายน 1993  และหลังจากถูกปล่อยตัว เขาทั้งสองถูกส่งตัวกลับไทยทันที

รายละเอียดจากเอกสารของศาลออสเตรเลียที่หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald นำมาเสนอดังกล่าวนี้ มีหลายส่วนที่ไม่ตรงหรือขัดแย้งกับคำให้สัมภาษณ์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า  โดยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส ได้แถลงข่าวที่รัฐสภาชั่วคราว อาคารทีโอที ยืนยันว่าตนไม่เคยนำเข้า ผลิต หรือจำหน่ายยาเสพติดใดๆ แต่ "เป็นเรื่องโอละพ่อ" ที่ทำให้ถูกดำเนินคดีข้อหารู้ว่ามีการค้ายาเสพติดแต่ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ทั้งที่แท้จริงตนไม่รู้ ทำให้ต้องโทษจำคุก 8 เดือนและออกมาใช้ชีวิตอีก 4 ปีที่ซิดนีย์ ก่อนถูกส่งกลับมาไทยโดยไม่มีคดีติดตัว

"หลักฐานเหล่านี้สามารถไปตรวจสอบจากศาลของประเทศอสเตรเลีย ณ นครซิดนีย์ได้ว่าที่ผมพูดวันนี้เป็นความจริงไหม" ร.อ.ธรรมนัส กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา

สรุปและเรียบเรียงจาก https://www.smh.com.au/national/from-sinister-to-minister-politician-s-drug-trafficking-jail-time-revealed-20190906-p52opz.html

อ่านเพิ่มเติม “ธรรมนัส” แถลงไม่เคยค้ายา ที่โดนจำคุก 8 เดือนเป็นอีกข้อหา ระบุตอนกลับไทยไม่มีคดีติดตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...