สนธิเปิดบ้านท่าพระอาทิตย์ชี้ “ในความเป็นประชาธิปไตยมันสอดไส้ความเป็นเผด็จการอยู่เสมอ”
The Momentum
อัพเดต 12 ก.ย 2562 เวลา 07.02 น. • เผยแพร่ 12 ก.ย 2562 เวลา 07.00 น. • สุทธิพัฒน์ กนิษฐกุลวันที่ 12 กันยายน 2562 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและแกนนำเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดบ้านท่าพระอาทิตย์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว หลังได้รับการอภัยโทษ และปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถูกคุมขังนาน 2 ปี 11 เดือน 27 วัน ซึ่งระยะเวลาที่อยู่ในคุกทำให้ตาซ้ายของเขาบอด เนื่องจากโรคต้อหิน และตาขวาใกล้บอดเพราะเป็นต้อกระจก
“ตลอดเวลาที่อยู่ในคุก ไม่มีใครรังแก และตนก็เป็นนักโทษชั้นเยี่ยม เจียมเนื้อเจียมตัว ยึดหลักธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่กับปัจจุบันวันนี้ เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นห้องขังนี่คือคุก เลิกฟุ้งซ่าน เลิกอวดดีอวดเก่ง มีอะไรให้ทำก็ทำไป ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร ปัญหาที่ยังมีวันนี้คือ ไม่ชินกับกางเกงขายาวและถุงเท้า รวมถึงมีอาการนอนไม่หลับ เพราะในคุกมีแสงไฟเปิดตลอด เจอแอร์เข้าไปก็เป็นไข้ นอนไม่หลับไปวันสองวัน”
“ที่ตนได้ออกมาได้เพราะปาฏิหาริย์ แต่เดิมเมื่อมีอายุเกิน 70 ปี จึงเข้าข่ายตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ. 2562 ต้องได้รับการอภัยโทษ แต่ในตอนแรกตนมีคดีติดบัญชีแนบท้ายตามมาตรา 8 จึงไม่ได้รับการปล่อยตัว ต่อมามีนักโทษในคดีลักษณะเดียวกันไปร้องอุทธรณ์ กรมราชทัณฑ์จึงส่งไปให้ศาลตีความ ท้ายสุดศาลตีความเป็นคุณ จึงทำให้ตนได้รับผลพลอยได้ไปด้วย และที่สำคัญตนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสูงสุดของพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานอภัยโทษ”
“เรื่องการเมืองตนขอตอบสั้นๆ ว่า จากเป็นหนุ่มจนอายุ 72 ปี การเมืองไม่เคยเปลี่ยน มันยังยียำตำบอน และต่อไปนี้ตนคงไม่ออกมาเคลื่อนไหวบนถนนอีกแล้ว เพราะอายุปาเข้าไป 72 แล้ว ตนเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ องค์ความรู้ และต่อไปนี้ตนจะเปลี่ยนมาเคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊ก ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’”
นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงประเด็น นายกฯ ผิดรัฐธรรมนูญเพราะถวายสัตย์ฯ ไม่ครบว่า “พวกมึงกินข้าวอิ่มและไม่มีอะไรทำแล้วหรอ” ตนขอบอกว่าประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญบ้านเราเป็นลมปาก ในความเป็นประชาธิปไตยมันสอดไส้ความเป็นเผด็จการอยู่เสมอ
“สำหรับตนในกรณี พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขอเปรียบว่า เรามีบ้าน มีลูกสาว และลูกเรากลับท้อง ยังไงก็ต้องยอมรับมันไป และหวังว่ามันจะเลี้ยงลูกให้ดี ปกครองให้ดี ทำให้เป็นคนดี วันนี้จะดีชั่ว ประยุทธ์เป็นนายกแล้ว หวังว่าจะทำงานให้ดี ไม่เล่นพวกพ้อง ถ้าทุกคนหวังอย่างนี้ประเทศก็น่าจะมีอนาคต”
“ถ้าความคิดเห็นแตกต่างกันก็ต้องยอมรับ ตนสงสารคุณช่อ (พรรณิการ์ วานิช ส.ส.พรรคอนาคตใหม่) เขาทำอะไรผิดไปหมด อาจเพราะบุคคลิกของเขา มันไม่ทันเหตุการณ์บ้านเมือง มันก้าวล้ำไปอีกไกล หลายคนยังยอมรับไม่ได้ และตอนนี้เชื่อว่าในพรรคเพื่อไทยก็มี 20-30 คนที่ถูกซื้อไว้แล้ว การเมืองไทยไม่เคยมีจริยธรรมแม้แต่นิดเดียว มีรัฐบาลชุดไหนบ้างที่เข้ามาเป็นแล้วไม่ต่อยอด”
สนธิเล่าต่อว่ามีคนใกล้ชิดเคยถามเขาว่า ทำไมไม่หนี เขาตอบว่าที่ไม่หนีเพราะอยากให้คนที่มาให้กำลังใจ ครอบครัว ลูกน้อง (นักข่าว) ไม่ต้องเอาปี๊ปคลุมหัวเดินถนน ให้พวกเขาได้เดินเชิดหน้าอย่างสง่า
“ตนชดใช้กรรมของตน ทุกเม็ด ทุกวินาที ตนอยากถามถึงทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ที่ไหน อาหารในคุกไม่เลวนัก พอแหลกได้ เรื่องที่นอนไม่น่าห่วง อธิบดีกรมราชทัณฑ์แก้ให้แล้วให้ใช้ที่นอนยางพารา ตอนนี้เหลือคดีสนามบินคดีเดียว คดีบุกทำเนียบรับโทษไปแล้ว 8 เดือน คดีบุกรัฐสภายกฟ้องไปแล้ว คดีกบฎก็ยกฟ้องไปแล้ว”
“ทั้งนี้ ตนอยากขอแบ่งปันบทเรียนสองข้อจากในเรือนจำ ข้อแรก อะไรที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดแล้วมันก็เป็นของมันไปเช่นนั้นแหละ ข้อสอง ให้จำไว้ว่าแล้วมันจะผ่านไป สำหรับตน สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ความจริงใจและต้องการให้บ้านเมืองดีขึ้น เพียงแต่หวังว่าการเมืองจะมีพัฒนาการไปสู่รูปแบบที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นธรรมดาที่เรามีคนรักและคนชัง ต้องมองทุกอย่างบนพื้นฐานของความเป็นจริง”
สนธิ ถูกดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงเอกสารการประชุมของบริษัท ซึ่งมีมติให้บริษัทแมเนเจอร์เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารกรุงไทยให้กับบริษัทเอ็ม กรุ๊ป จำกัด ทั้งหมด 6 ครั้ง เป็นจำนวน 1,078 ล้านบาท โดยไม่ได้ขออนุมัติจากที่ประชุมกรรมการบริษัท และยอมให้มีการเปลี่ยนบัญชีให้ผิดจากความเป็นจริง รวมถึงไม่นำภาระเงินค้ำประกันดังกล่าวยื่นแก่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นขาดประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม และเป็นการลวงนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 จำคุกสนธิ 42 ปี 6 เดือน และเมื่อรวมความผิดทั้งหมดแล้ว ให้ตัดสินโทษจำคุกสูงสุดที่ 20 ปี ต่อมาสนธิยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตัดสินเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2557 โดยพิพากษายืนยันตามศาลชั้นต้น ต่อมาศาฎีกาตรวจสำนวนประชุมและเห็นว่า สนธิมีความผิดจริง ไม่มีธรรมาภิบาลในฐานะที่เป็นกรรมการในบริษัทที่อยู่ตลาดหลักทรัพย์ จึงตัดสินยืนตามทั้งสองศาล