โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แนะนำ 4 หนังสือดูแลสุขภาพ ปรับชีวิต เปลี่ยนพฤติกรรม ฟื้นฟูร่างกายให้ไกลโรค

Campus Star

เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2563 เวลา 06.35 น.
หนังสือ ความลับของอวัยวะทั้งห้า แนะท่าบริหารอย่างง่ายให้เรานำไปใช้ได้ทุกวัน คือ การทำแบบฝึกพองแขน โดยให้เราวางมือทั้ง 2 ข้างลงบนบ่า 4 หนังสือดูแลสุขภาพ

ในช่วงนี้สังคมไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติใหม่ (New Normal) เกือบเต็มตัว หลายคนเริ่มทำงานอย่างขันแข็ง ทั้งคนที่กลับเข้าออฟฟิศและคนที่ยังทำงานจากที่บ้าน แต่ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นภาวะปกติ เราก็ยังต้องระมัดระวังคอยป้องกันตัวจากไวรัสอยู่ตลอด ฉะนั้น นอกจากทุ่มเทให้แก่หน้าที่การงานกันแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วย โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพใจและความเครียดที่อาจเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เจ้าความเครียดนี้เป็นบ่อเกิดของโรคมากมายและเป็นภัยเงียบที่ทำให้ภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพลดลงโดยไม่รู้ตัว แนะนำ 4 หนังสือดูแลสุขภาพ ที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน

แนะนำ 4 หนังสือดูแลสุขภาพ

ปรับชีวิต เปลี่ยนพฤติกรรม ฟื้นฟูร่างกายให้ไกลโรค

เพื่อลดทอนปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดในขอบเขตที่เราจัดการได้ หนังสือที่มาแนะนำในครั้งนี้ จึงเกี่ยวข้องกับวิธีฟื้นฟูความผิดปกติของระบบภายในร่างกาย ที่มักเป็นต้นเหตุความเจ็บป่วยของคนยุคใหม่อย่าง “ระบบประสาทอัตโนมัติ” กัน

ความลับของอวัยวะทั้งห้า

หนังสือเล่มแรกชื่อว่า ความลับของอวัยวะทั้งห้า ผลงานของฟุจิโมโตะ ยะซุชิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลร่างกายของผู้นักกีฬา นักเต้น และนักดนตรีชาวญี่ปุ่น ภายในเล่มเล่าถึงอวัยวะในร่างกายที่ทำงานสัมพันธ์กัน 5 ระบบ ได้แก่ระบบการหายใจ ระบบประสาทและสมอง ระบบการย่อยอาหาร ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก และระบบการไหลเวียนโลหิต ในระบบเหล่านี้มีอวัยวะสำคัญ ๆ ที่เราควบคุมการทำงานโดยตรงไม่ได้ ไม่เหมือนกับการสั่งให้แขนขาขยับเคลื่อนไหว นั่นเพราะ “ระบบประสาทอัตโนมัติ” ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะเหล่านั้นอยู่และเป็นระบบที่ทำให้ร่างกายทำงานอย่างราบรื่น

สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณฟุจิโมะโตะเปรียบเทียบระบบอวัยวะข้างต้นเป็นแผนกสำคัญ ๆ ในบริษัท 5 แผนก คือ 1) ระบบการหายใจ เป็นฝ่ายบุคคลที่คอยจัดสรรบุคลากรให้ร่างกาย 2) ระบบประสาทและสมอง เป็นฝ่ายวางแผนที่ทำงานประสานกับส่วนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม 3) ระบบการย่อยอาหาร เป็นฝ่ายผลิตที่นำอะไหล่จากภายนอกเข้ามาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์หรือร่างกายของเรา 4) ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นฝ่ายขายที่รับคำสั่งจากสมองแล้วนำไปปฏิบัติ และ 5) ระบบการไหลเวียนโลหิต เป็นฝ่ายบัญชีที่คอยรวบรวมและกระจายทุนให้แก่ฝ่ายต่าง ๆ หนังสือจึงอธิบายความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นแก่ระบบเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมและเข้าใจง่าย พร้อมแนะนำวิธีบริหารร่างกายที่ผู้อ่านทำตามได้ทันที

ตัวอย่างหนึ่งของอาการผิดปกติที่มักพบบ่อย เช่น อาการปวดบ่า เมื่อยคอ และปวดเอว อาการนี้นอกจากเป็นผลพวงของการนั่งทำงานติดโต๊ะนาน ๆ หรือเพราะอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นผลจากการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของกะบังลมด้วย เมื่อกล้ามเนื้อกะบังลมขาดความยืดหยุ่น ย่อมส่งผลให้กล้ามเนื้อของร่างกายช่วงบนเกร็งแข็ง ความเหนื่อยล้าจึงปรากฏออกมาในรูปแบบของอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ

หนังสือ ความลับของอวัยวะทั้งห้า จึงแนะท่าบริหารอย่างง่ายให้เรานำไปใช้ได้ทุกวัน คือ การทำแบบฝึกพองแขน โดยให้เราวางมือทั้ง 2 ข้างลงบนบ่า ตำแหน่งของนิ้วกลางตรงกับแนวบ่าพอดี ส่วนนิ้วชี้กับนิ้วโป้งกดเบา ๆ บริเวณด้านหลังของบ่า จากนั้นให้เดินช้า ๆ แบบฝึกนี้ช่วยให้บุคลิกดี แก้อาการไหล่ห่อและหลังโก่ง จึงทำให้กระดูกซี่โครงเคลื่อนไหวได้สะดวกซึ่งช่วยคงความยืดหยุ่นของกะบังลมไว้ด้วย

ฟื้นฟูระบบประสาทอัตโนมัติด้วยตนเอง

หนังสืออีกเล่มที่ช่วยเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติให้ผู้อ่านได้อย่างดี คือ ฟื้นฟูระบบประสาทอัตโนมัติด้วยตนเอง ของ ดร.ฮิโระยุกิ โคะบะยะชิ แห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุนเท็นโด ที่เล่าความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพผ่านตัวการ์ตูนมากอารมณ์ขัน และฉายภาพชีวิตประจำวันที่ใครหลาย ๆ ต้องเคยมีประสบการณ์ร่วมกันมาบ้าง ก่อนจะแนะนำเทคนิคปรับพฤติกรรมให้ระบบประสาทอัตโนมัติกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บางเทคนิคเราอาจคุ้นเคยหรือปฏิบัติกันอยู่แล้ว แต่กลับไม่เคยรู้มาก่อนว่าทำไมวิธีดังกล่าวจึงดีต่อร่างกาย เช่น การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การยิ้มแย้มแจ่มใส หรือกระทั่งการแหงนหน้ามองฟ้าแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ในเล่มคุณหมออธิบายให้เราเห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้สัมพันธ์กับระบบประสาทอัตโนมัติอย่างไร ลองนึกถึงเวลาที่กำลังเครียด สังเกตได้ว่าร่างกายจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทั้งหัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว บางคนเหงื่อออก เวียนหัว เพราะความดันเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่สมองประเมินว่าไม่ดีต่อตัวเรา หากปล่อยให้อยู่ในภาวะนั้นนานเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพราะระบบประสาทอัตโนมัติทำงานภายใต้ภาวะตึงเครียด จึงยิ่งคิดอะไรไม่ออก ทำงานไม่ราบรื่น และอาจสุ่มเสี่ยงเผลอระบายอารมณ์ใส่คนรอบข้างจนกระทบเรื่องความสัมพันธ์ได้

หนังสือ ฟื้นฟูระบบประสาทอัตโนมัติด้วยตนเอง แนะนำว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการตัดวงจรของระบบประสาทอัตโนมัติ และสิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ ก็คือ การเงยหน้าหายใจช้า ๆ เมื่อทำเช่นนี้เราจะหายใจได้ลึกขึ้น การหายใจช้า ๆ ในอัตราส่วน 1:2 เช่น หายใจเข้า 3 วินาที หายใจออก 6 วินาที เป็นวิธีส่งสัญญาณให้ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานช้าลง จึงช่วยทำให้อารมณ์ของเรา “เย็นลง” เพราะเรากำลังปรับระบบในร่างกายให้กลับเข้าที่นั่นเอง

ปวดหัว เวียนหัว หูอื้อ หายได้ แค่เข้าใจสมอง

นอกจากความอ่อนล้า ที่ปรากฏเป็นอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวแล้ว อาการปวดหัว วิงเวียนศีรษะก็เป็นสัญญาณของโรคที่พบบ่อยของคนยุคใหม่ หนังสืออีกเล่มที่นำมาฝากมีชื่อว่า ปวดหัว เวียนหัว หูอื้อ หายได้ แค่เข้าใจสมอง เขียนโดยนายแพทย์ไล่เหรินฉง แพทย์ชื่อดังด้านหู คอ จมูกจากไต้หวัน ภายในเล่มนี้ได้อธิบายสาเหตุของอาการปวดหัวแต่ละแบบให้ผู้อ่านจำแนกได้ว่า แท้จริงแล้วเราปวดหัวเพราะเป็นไมเกรน พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามากันแน่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้รู้วิธีรักษาอาการอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ เลิกพฤติกรรมซื้อยามากินเองโดยขาดความรู้ความเข้าใจและอาจเป็นอันตราย แล้วเปลี่ยนมาป้องกันไม่ให้ตนเองกลับมามีอาการวิงเวียนหรือปวดศีรษะซ้ำเพราะเราอาจเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้มีอาการดังกล่าวได้ตั้งแต่ต้น

ยังไม่ได้ป่วยสักหน่อย แค่รู้สึกเหนื่อย ๆ เท่านั้น

ส่วนความเหนื่อยล้าสะสมที่มักถูกมองข้าม เพราะหลายคนคิดว่า “ยังไม่ได้ป่วยสักหน่อย แค่รู้สึกเหนื่อย ๆ เท่านั้น” ในหนังสือ สุดยอดการฟื้นฟูร่างกายวิถีสแตนด์ฟอร์ด ของคุณโทะโมะโอะ ยะมะดะ นักกายภาพด้านกีฬาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดจะช่วยขยายขอบข่ายความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่ “ระบบประสาทอัตโนมัติ” มีต่อร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ รับรองว่าอ่านเล่มนี้แล้วคุณจะได้แนวทางสังเกตตัวเองว่า “พร้อมลุย” หรือ “ควรพักผ่อน” ด้วยเกณฑ์ตรวจเช็ก 4 อย่าง คือ

1) ชีพจรเต้นผิดปกติหรือไม่ 2) นอนหลับมีคุณภาพหรือเปล่า 3) กล้ามเนื้อบริเวณหลังเป็นอย่างไร หลังงอ หลังแอ่น หรือปวดหลังหรือไม่ และ 4) หายใจถูกวิธีกันหรือเปล่า

หากเช็กดูแล้วพบว่า ตนมีแนวโน้มเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง สมองไม่ปลอดโปร่ง ดูเหมือนคุณต้องหันมาปรับพฤติกรรมอย่างจริงจังเสียแล้ว และควรปรับให้ครอบคลุมทั้งอิริยาบถ การกิน การออกกำลังกาย การนอนหลับ และการหายใจด้วย ซึ่งภายในเล่มจะอธิบายไว้อย่างละเอียดพร้อมแนะนำวิธีการง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริงแน่นอน

การตระหนักรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอาจฟังดูเป็นเรื่องยาก วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือทำกายบริหารก็ดูเป็นเรื่องเฉพาะจุด แต่ความรู้และแนวทางที่หนังสือทั้ง 4 เล่มหยิบยกมาให้ความรู้แก่เราล้วนเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและตัดวงจรการเกิดโรคที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นตามธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลร่างกายโดยไม่ต้องพึ่งพาการแพทย์เกินความจำเป็น ตลอดจนช่วย “ป้องกัน” ไม่ให้เราต้องเสียเงินทอง เสียเวลา หรือเสียใจเมื่อเจ็บป่วยเพราะพฤติกรรมประจำวันของตนเองอีกด้วย

แนะนำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...