FPT ปักธงปี 68 รายได้อสังหาฯอุตสาหกรรมโตแตะ 4 พันลบ. ลุยขยายรง.-คลังสินค้า รองรับดีมานด์ย้านฐานลงทุน
FPT ปักธงปี 68 รายได้อสังหาฯอุตสาหกรรมโตแตะ 4 พันลบ. ลุยขยายรง.-คลังสินค้า รองรับดีมานด์ย้านฐานลงทุน
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -14 พ.ค. 68 13:54 น.
FPT วางเป้างวดปี 68 รายได้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมโตแตะ 4 พันล้านบาท พร้อมวางงบ 3 พันล้านบาท ขยายโรงงาน-คลังสินค้าทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มพื้นที่เช่าอีก 3. 78 แสนตร.ม .รองรับดีมานด์การย้ายฐานลงทุน พร้อมเล็งขายคลังสินค้าและโรงงานเข้ากองทรัสต์อีก 1 พันล้านบาท
นายพีระพัฒน์ ศรีสุคนธ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม บริษัท เฟรเซอร์สพร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT กล่าวว่า งวดปี 68 (ต.ค. 67-ก.ย. 68) บริษัทตั้งเป้าสร้างรายได้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม ที่ 4,000 ล้านบาท หรือเติบโต 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่ารายได้จากค่าเช่าพื้นที่จะเติบโต 10% จากความต้องการโรงงาน-คลังสินค้าที่เพิ่มขึ้น
โดยปีนี้ตั้งเป้าส่งมอบพื้นที่ 150,000 ตร.ม. ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (AUM) ตั้งเป้าทะลุ 81,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 77,000 ล้านบาท
บริษัทวางงบลงทุน 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนในไทยไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท และลงทุนในต่างประเทศ (อินโดนีเซีย-เวียดนาม) 1,000 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจัดการ 378,000 ตร.ม. พร้อมตั้งเป้าอัตราเช่าพื้นที่เกิน 90% ซึ่งปัจจุบันอัตราเช่าในไทย 87% เวียดนาม 80-90% และอินโดนีเซีย 100%
บริษัทมีแผนขายสินทรัพย์ประเภทคลังสินค้าและโรงงานเข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ( FTREIT) คิดเป็นมูลค่า 1,000 ล้านบาท คาดน่าจะได้เห็นความชัดเจนในส.ค.นี้ และมีแผนขายที่ดินอีก 500 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม มีกำไรนิวไฮต่อเนื่อง จากการบันทึกกำไรจากการขายทรัพย์เข้ากองทรัสต์
"แม้บริษัทฯ จะเจอความท้าทายจากภาษีการค้าระหว่างประเทศที่กระทบภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์โดยตรง แต่เราเชื่อมั่นว่าภูมิภาคอาเซียนยังเป็นจุดหมายที่น่าสนใจของนักลงทุน ด้วยปัจจัยความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และความพร้อมด้านแรงงานที่สนับสนุนภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศทำให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นประโยชน์จากการย้ายการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างยืดหยุ่นและรอบคอบ"
ปัจจุบันบริษัทฯ มีพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจัดการกว่า 3.77 ล้านตร.ม. อยู่ในไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และมีแลนด์แบงก์ 5 ล้านตร.ม. พร้อมในการพัฒนาสินค้าที่หลากหลาย รองรับดีมานด์ทุกรูปแบบของลูกค้า ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นและข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับผู้เล่นรายอื่นในตลาด ไม่ว่าลูกค้าจะย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย หรือต้องการขยายการลงทุนต่อเนื่องไปยังอินโดนีเซียหรือเวียดนาม บริษัทฯ พร้อมเป็นกองหนุนที่ร่วมผลักดันการเติบโตทางธุรกิจไปในทุกสเต็ปของลูกค้า
รายงาน โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์ เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ