SPALI อัดงบ 2 พันลบ.เปิดซื้อหุ้นคืน 120 ล้านหุ้น ช่วง 19 พ.ค.-18 พ.ย.68 ส่วน Q1/68 กำไร 405 ลบ .ลดลง 34%
SPALI อัดงบ 2 พันลบ.เปิดซื้อหุ้นคืน 120 ล้านหุ้น ช่วง 19 พ.ค.-18 พ.ย.68 ส่วน Q1/68 กำไร 405 ลบ .ลดลง 34%
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -14 พ.ค. 68 8:39: น.
SPALI เผยไตรมาส 1/68 กำไรสุทธิ 404.8 ล้านบาท ลดลง 34% หลังยอดโอนชะลอจากการเร่งโอนในปลายปีก่อน ขณะที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น พร้อมอัดงบ 2 พันล้านบาท เปิดซื้อหุ้นคืน 120 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 19 พ.ค.-18 พ.ย.68
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน (Treasury Stocks) ภายในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท และจำนวนหุ้นที่ซื้อคืน 120 ล้านหุ้น คิดเป็น 6.14% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยเป็นการเข้าซื้อในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม ถึง วันที่ 18 พฤศจิกายน 68
ส่วนผลดำเนินงานไตรมาส 1/68 มีกำไรสุทธิ 404.8 ล้านบาท ลดลง 34% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 613.64 ล้านบาท โดยมีกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเท่ากับ 0.21 บาทต่อหุ้น ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 0.31 บาทต่อหุ้น
บริษัทมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์เท่ากับ 3,513.74 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 958.57 ล้านบาท คิดเป็น ลดลง 21% แบ่งเป็นรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์บ้านและทาวน์เฮ้าส์ 66% และที่เหลือ 34% เป็นอาคารชุด สาเหตุหลักที่รายได้ลดลง เนื่องจากในช่วงปลายปีที่ผ่านมามีการเร่งโอนกรรมสิทธิค่อนข้างมาก เนื่องจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองได้สิ้นสุดล่วงสิ้นปี
โดยในปีนี้ บริษัทฯ มีโครงการอาคารชุดที่สร้างเสร็จและครบกาหนดโอนกรรมสิทธิ์ 1 โครงการ โดยจะเริ่มทยอยโอนในไตรมาสที่ 3/68 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีโครงการอาคารชุดสร้างเสร็จและครบกำหนดโอนกรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1/68 บริษัทฯและบริษัทย่อยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น เนื่องจากมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดมากกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเท่ากับ 868.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 87.75 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 11% เกิดจากบริษัทฯและบริษัทย่อยมีโครงการที่เพิ่มขึ้น โดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทฯและบริษัทย่อยคิดเป็น 23.5% เมื่อเทียบกับรายได้รวม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 16.7% เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรายได้รวมที่ลดลง ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้น
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าและบริษัทร่วมเท่ากับ 131.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 131.35 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 50,519% เนื่องจากการร่วมค้าและบริษัทร่วมในประเทศออสเตรเลียมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการเพิ่มขึ้นจากโครงการใหม่ที่ลงทุนเพิ่มในปี 67
ต้นทุนทางการเงินเท่ากับ 189.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 44.46 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 31% เกิดจากหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการขยายการลงทุนของกลุ่มบริษัทฯ
ณ วันที่ 31 มีนาคม 68 อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) อยู่ที่ระดับ 62% เพิ่มขึ้นจาก ระดับ 54% ณ วันที่ 31 ธันวาคม 67 เนื่องจากการขยายการลงทุนของกลุ่มบริษัทฯ
อนึ่ง บริษัทฯและบริษัทย่อย มียอดสัญญาที่ลูกค้าซื้อบ้านและ/หรืออาคารชุดพักอาศัยแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดโอนให้ลูกค้า 13,240 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถทยอยโอนให้ลูกค้าและสามารถรับรู้เป็นรายได้ในอีก 9 เดือนข้างหน้าในปี 68 จำนวน 8,244 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 4,996 ล้านบาทในอีก 3 ปีถัดไป
เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ