ไขแล้ว! ปมฟ้ามืดครึ้ม "อ.ธรณ์" เตือนจุดเริ่มต้น สภาพอากาศสุดขั้ว
กรมอุตุนิยมวิทยา ชี้แจงว่า เมื่อเช้าวานนี้ (29 ส.ค.65) เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบริเวณภาคตะวันออกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งเกิดจากลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำให้เกิดฝนตกในภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
เมฆที่ปรากฏนั้น เป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า คิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) โดยมีลักษณะการเคลื่อนที่ขึ้นลงที่รุนแรงทำให้เกิดแนวโค้งคล้ายเมฆอาร์คัส (Arcus) ซึ่งมีลักษณะโค้งเหมือนกันชนหน้ารถ และม้วนคล้ายแบบหลอดและแบบชั้น ทั้งนี้ เมฆอาร์คัส ถือเป็นส่วนหนึ่งของเมฆฝนฟ้าคะนองจึงสามารถแผ่ออกมาไกลจากตัวเมฆและมองเห็นได้ในหลายพื้นที่และหลาย ก.ม.
ด้าน ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายถึงเมฆสีดำทะมึน ก่อนจะเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯและใกล้เคียง ซึ่งเมฆดังกล่าวคือ เมฆโลกร้อน อันเป็นการเริ่มต้นของ ยุค Extreme Weather หรือ สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว“ภาพเมฆดำทะมึนเปลี่ยนกรุงเทพฯตอนเช้าให้เป็นเหมือนตอนกลางคืน คงเป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนธรณ์ตกใจ นั่นคือเมฆโลกร้อน เกิดจากทะเลร้อน น้ำระเหยเยอะ อากาศร้อน จุไอน้ำได้มากขึ้น กลายเป็นเมฆจุน้ำมหาศาล พร้อมจะเททะลักลงมากลายเป็นฝนห่าใหญ่ เคราะห์ดีที่หนนี้ลมพัดผ่านไป ฝนตกไม่มาก แต่ยังมีหนหน้าและหนต่อไป เพราะนี่คือการเริ่มต้นของ ยุค Extreme Weather
“สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว เกิดจากความแปรปรวนของโลก หลังจากที่มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปสะสมกันมานาน และยังคงปล่อยต่อไป กลายเป็นภัยพิบัติที่จะสร้างผลกระทบสาหัส โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเปราะบางทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเห็นชัด ปากีสถาน เจอมหาอุทกภัย จากสภาพอากาศเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงฝนตกหนัก 8 สัปดาห์รวด ปริมาณน้ำจากฟ้ามากกว่าค่าเฉลี่ยเป็นเท่า ๆ ยังรวมถึงธารน้ำแข็งบนหิมาลัยที่ละลายแบบไม่เคยเกิดมาก่อน