โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เพิ่มสิทธิประโยชน์รถอีวี 8 ปี แบต-หัวชาร์จ เว้นภาษี 3-5 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ต.ค. 2565 เวลา 10.58 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2565 เวลา 01.12 น.

บอร์ด BOI จัดให้ เพิ่มมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ เพิ่มเติม ขณะที่มาตรการส่งเสริมลงทุนรถอีวี ลดภาษีนิติบุคคลเต็มแม็ก 8 ปี กิจการโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถไฟฟ้า กับกิจการสถานีชาร์จอีวี 3-5 ปี หลัง 17 บริษัทรถอีวีแห่เข้าไทย ยอดทะลุ 80,000 ล้านบาท ด้านกลุ่มยานยนต์ ส.อ.ท.ชี้มาตรการใหม่ออกเร็วจะจูงใจนักลงทุน ผุดโครงการแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น ขณะที่ WHA แจ้งข่าวดี BYD ผลิตรถปี 2567 พร้อมดึงโรงงานแบตเตอรี่เข้ามาด้วย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในครั้งถัดไปประมาณเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ว่า เตรียมเสนอบอร์ด BOI พิจารณาให้ “เพิ่ม” มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในส่วนของโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กับสถานีชาร์จ EV จากก่อนหน้านี้ที่มาตรการส่งเสริม EV ออกมาเป็นแพ็กเกจครอบคลุมแล้วทั้งในส่วนของประเภทรถ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า (charging station) ที่จะสนับสนุนให้สิทธิประโยชน์สำหรับการติดตั้ง “หัวชาร์จ” ตามอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า จากเดิมเน้นที่สถานีบริการน้ำมันเท่านั้น

ตารางสิทธิประโยชน์อีวี

ดังนั้นเพื่อให้มาตรการส่งเสริมการลงทุนกิจการ EV ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ ทั้งในส่วนมาตรการภาษีของ BOI-กระทรวงการคลังและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมลงทุนให้ครบวงจรทั้งห่วงโซ่การผลิต (supply chain) ทั้งดีมานด์-ซัพพลาย-ผู้ผลิต-ผู้ใช้ จำเป็นต้องมีการเพิ่มมาตรการ โดยเบื้องต้นจะเป็นมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลระยะเวลา 8 ปี

“EV เรามีครบวงจร เราให้สิทธิประโยชน์กับผู้ผลิต เป็นการกระตุ้นดีมานด์ที่แรกและเราใกล้จะออกเพื่อซัพพอร์ตแบตเตอรี่และตัวชาร์จในส่วนของผู้ผลิตเช่นกัน แพ็กเกจใหม่ที่เสนอจะไม่มองแค่เครื่องมือของ BOI ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น แต่เวลาเราจะไปขายนักลงทุนจะต้องเอามาตรการของกระทรวงการคลังบวกเข้าไปด้วย ซึ่งจะชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วสิทธิประโยชน์ที่ให้ในฝั่งผู้ใช้ก็คือ เยอะมาก ไม่ได้มีแค่ BOI กับคลัง แต่ยังมีหน่วยงานอื่น กระทรวงพลังงาน มีเรื่องอัตราค่าชาร์จไฟอีก แต่เวลาพูดเราเห็นแค่ส่วนของเรา นักลงทุนไม่ค่อยรู้แท้จริงเวลาไปขาย เรายกเอาทั้งแพ็กเกจไปดึงดูดนักลงทุนเข้ามา” นายนฤตม์กล่าว

ให้ BOI ไปแล้ว 8 แสนคัน

นับตั้งแต่ปี 2560 มาตรการส่งเสริมการลงทุน EV กำหนดให้สิทธิประโยชน์กับยานยนต์ 3 ประเภท คือ HEV PHEV BEV รวมถึงจักรยานยนต์ไฟฟ้า สามล้อไฟฟ้า รถโดยสารไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า เรือไฟฟ้า จากนั้นได้เพิ่มประเภทกิจการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า โดยปรับปรุงเพิ่มประเภทชิ้นส่วนที่สำคัญ เช่น high voltage harness, reduction gear, battery cooling system, regenerative braking system เป็นต้น

และยังขยายส่งเสริมการลงทุนไปถึง กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า (charging station) ที่ปัจจุบันส่งเสริมไปแล้ว 4 ราย มีหัวจ่ายทั้งหมดกว่า 6,500 หัวจ่าย ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็น quick charge ตามมาด้วยกิจการที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ที่มีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ ระบบกักเก็บพลังงาน (energy storage system, charging module และ front & rear axle module)

สำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมในกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีมูลค่า 80,208 ล้านบาท ใน 26 โครงการ (17 บริษัท) คิดเป็นจำนวนรถ EV 838,775 คัน แบ่งเป็น HEV (38,623 ล้านบาท) 7 โครงการ (7 บริษัท) 440,955 คัน, PHEV (11,665 ล้านบาท) 8 โครงการ (8 บริษัท) 137,600 คัน, BEV (27,745 ล้านบาท) 15 โครงการ (14 บริษัท) 256,220 คัน และ battery electric bus (2,173 ล้านบาท) 2 โครงการ (2 บริษัท) 4,000 คัน

และหากเป็น BEV เพียว ๆ ปัจจุบันมีทั้งหมด 14 บริษัทที่ยื่นขอรับการส่งเสริม ประกอบด้วย HORIZON, MITSUBISHI, TOYOTA, MAZDA, TAKANO, SKYWELL, MG, NISSAN, HONDA, MINE, FOMM, BENZ, GWM และ BYD มี 13 บริษัทได้ออกบัตรส่งเสริมแล้ว เหลือเพียง HORIZON รายเดียว ซึ่งได้รับการอนุมัติ รอเพียงขั้นตอนการออกบัตรส่งเสริม สำหรับแบรนด์ที่ผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้วมี 2 รายคือ FOMM กับ TAKANO

ส.อ.ท.หนุนออกมาตรการเร็ว

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันรถ EV กว่า 98% นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย แม้หลายบริษัทจะได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปแล้ว แต่ยังไม่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายเองในประเทศ แต่รัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ภายในปี 2567 จะต้องมีการผลิตจริง 1% ของยอดนำเข้าหรือ 1,000 คันในปี 2568 เพิ่มเป็น 1.5% ของยอดนำเข้าหรือ 1,500 คัน ซึ่งหากมาตรการส่งเสริม EV ยังออกมาไม่ครบ แต่ถือว่า “ยังพอมีเวลาที่เอกชนจะทำตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด”

แต่อย่างไรก็ตาม หากมาตรการสำหรับแบตเตอรี่ออกมาเร็วตามที่ตั้งเป้าไว้ภายในปี 2565 ก็จะทำให้เอกชนสนใจที่จะลงทุนและยิ่งทำให้ประเทศไทยมีโอกาสได้โครงการลงทุนใหม่ในส่วนของแบตเตอรี่ ทั้งที่เป็นบริษัทที่ผลิตรถ EV อยู่แล้ว และส่วนที่เป็นบริษัทผลิตแบตเตอรี่ EV โดยเฉพาะ

“ตอนนี้มีบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ที่ผลิตแบตเตอรี่ EV อยู่ ส่วนบริษัทที่ได้ BOI ไปแล้วมีโอกาสที่จะลงทุนผลิตแบตเตอรี่ใช้เอง ซึ่งนั่นถือว่าดี จะพ่วงโครงการลงทุนมาด้วย แต่ก็อยู่ที่เทคโนโลยีด้วยว่ามีหรือไม่ บริษัทอาจเลือกที่จะผลิตเอง หรือดึงซัพพลายเชนมาผลิตให้ หรือซื้อจากผู้ผลิตในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดต้องรอดูรายละเอียดมาตรการใหม่ที่จะออกมา ยิ่งเร็วเรายิ่งมีโอกาสมาก เอกชนก็มีเวลาศึกษาและตัดสินใจเร็วขึ้น” นายสุรพงษ์กล่าว

คลอด 3 มอก. EV ปีหน้า

ส่วนความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตรถยนต์ EV ในประเทศนั้น ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (มอก.) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงชิ้นส่วน ประเภท และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมด 128 มาตรฐาน

เช่น อุปกรณ์ควบคุมและป้องกันในสายสำหรับการชาร์จไฟยานพาหนะไฟฟ้า, เต้าเสียบ-เต้ารับ, ระบบประจุไฟฟ้า, ระบบสับเปลี่ยนแบตเตอรี่, สวิตช์เกียร์ เป็นต้น ในส่วนของมาตรฐานหรือ มอก.มาตรฐาน EV ที่จะดำเนินการเป็นมาตรฐานบังคับในปีงบประมาณ 2566 จะมี 3 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานสถานีชาร์จ มอก.61851 ระบบประจุไฟฟ้าผ่านตัวนำของยานยนต์ไฟฟ้า, มาตรฐานแบตเตอรี่ไฟฟ้า มอก.2952-2561 โดยเป็นส่วนของแบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า มอก.3026-2563 กับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ประเภท M (รถยนต์นั่งส่วนบุคคล) และประเภท N (รถกระบะ)

แบตไฟฟ้า BYD

ด้านนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวว่า หลังจากบริษัท บีวายดี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ BYD เซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าพวงมาลัยขวาที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบเเบตเตอรี่ (BEV) เป็นหลัก

โดยจะเริ่มผลิตได้ในปี 2567 กำลังการผลิต 150,000 คัน/ปี ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทาง BYD มีแผนที่จะดึงซัพพลายเข้ามาด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้า หากรัฐมีมาตรการออกมาเร็วและชัดเจน เชื่อว่าโครงการเหล่านี้มีโอกาสมากที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...