“เนเธอร์แลนด์” รั้งเบอร์ 1 ระบบบำนาญดีสุดในโลก ประชากรสูงวัย-หนี้รัฐบาล-เงินเฟ้อสูง แรงกดดันสำคัญ
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2566 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนี Global Pension Index ของสถาบัน Mercer CFA เป็นตัวเปรียบเทียบระบบรายได้หลังเกษียณ 47 ระบบทั่วโลก โดยเน้นถึงความท้าทายและโอกาสในแต่ละระบบ ซึ่งในปี 2566 พบว่า เนเธอร์แลนด์ หวนคืนในฐานะระบบบำนาญที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งเตือนว่าการเกษียณอายุทั่วโลกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์กำลังปฏิรูปโครงการบำนาญจากโครงสร้างส่วนรวมไปสู่แนวทางเฉพาะบุคคลมากขึ้น อย่างไรก็ตามรายงานกล่าวว่าระบบจะยังคงให้ผลประโยชน์ที่ดีหลังจากการเปลี่ยนแปลง โดยได้รับการสนับสนุนจากฐานสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งและกฎระเบียบที่ดี
ขณะที่ ไอซ์แลนด์ ซึ่งรั้งอันดับสูงสุดในปี 2565 ร่วงมาเป็นอันดับ 2 โดย เดนมาร์ก อยู่ในอันดับที่ 3 อิสราเอลเป็นประเทศเดียวที่ได้รับคะแนน 'A'
สำหรับ อาร์เจนตินา เป็นประเทศที่มีอันดับต่ำที่สุดจากการสำรวจทั้งหมด 47 ประเทศ ขณะที่ สหรัฐ อยู่อันดับที่ 22 ซึ่งต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่ 2 อันดับ ออสเตรเลีย อยู่ในอันดับที่ 5 สหราชอาณาจักร อันดับที่ 10 ญี่ปุ่น อันดับที่ 30 และ จีน อยู่ในอันดับที่ 35
อย่างไรก็ตามระบบบำนาญในประเทศส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ความเครียดจากประชากรสูงวัย หนี้รัฐบาลที่เพิ่มขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่สูง ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น การรวมคนงานในเศรษฐกิจขนาดใหญ่
David Knox หุ้นส่วนอาวุโสของ Mercer และผู้เขียนหลักของรายงาน กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “สิ่งสำคัญคือทั่วโลก ผู้คนต้องเริ่มดูแลตัวเองเมื่อเกษียณ เราไม่สามารถพึ่งพาแค่ประกันสังคมหรือเงินบำนาญสาธารณะได้อีกต่อไป”
รายงานระบุว่า อัตราการเกิดที่ลดลงสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและระบบบำนาญหลายแห่งในระยะยาว ซึ่งส่งผลเสียต่อคะแนนความยั่งยืนของประเทศต่างๆ เช่น อิตาลี และสเปน รายงานยังระบุระบบในเอเชียหลายแห่ง รวมถึงจีน เกาหลี สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ซึ่งระบุว่าได้ดำเนินการปฏิรูปเพื่อปรับปรุงคะแนนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพในการปรับปรุงระบบบำนาญโดยนำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและมีข้อมูลดีขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงที่สูงขึ้น เทคโนโลยีนี้อาจช่วยให้บุคคลตัดสินใจทางการเงินในระยะยาวได้
อ้างอิง :