โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

พลิกตำนานสามก๊ก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 13 มี.ค. 2568 เวลา 10.35 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2566 เวลา 04.20 น. • BookBox_Official
ยุทธการพิชิตสามก๊ก ฉบับผู้กลับชาติมาเกิด…

ข้อมูลเบื้องต้น

พลิกตำนานสามก๊ก
开局截胡五虎上将

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท บุ๊คบ็อค จำกัด***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 孔明很愁 ผู้แปล : ทีมงาน bookbox

เรื่องย่อ

‘หลิวอี้จวี้’ เทรนเนอร์หนุ่มผู้คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์ถูกดัมเบลทับตาย จนได้กลับชาติมาเกิดในมหาสงครามสามก๊ก ยุทธภูมิที่เหล่ายอดคนฝากตำนานไว้… แต่แทนที่จะเป็นเจ้าก๊กผู้ยิ่งใหญ่ เขากลับต้องเกิดเป็นชายไร้ค่าอย่าง ‘เล่าเจี้ยง’ ซะงั้น! นี่มันเจ้าแคว้นที่ตกเป็นเบี้ยให้ผู้อื่นใช้งาน จนลงเอยด้วยการสูญเสียทุกอย่างไม่ใช่หรือ? ชะตากรรมน่าอนาถเกินไปแล้ว! เล่าเจี้ยงคนใหม่จะไม่ยอมให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมเป็นอันขาด ทั้งยอดขุนศึก มหาปราชญ์ หรือโฉมสะคราญ เขาก็จะไขว่คว้าไว้ให้ได้ และพิชิตสงครามสามก๊กด้วยมือคู่นี้!

บทที่ 1 การข้ามเวลาที่น่าอนาถที่สุด

บทที่ 1 การข้ามเวลาที่น่าอนาถที่สุด

“โฉมสะคราญแห่งยุค เตียวเสี้ยน เอียนสี ซัวเอี๋ยม”

“ขุนศึกสะท้านปฐพี ลิโป้ กวนอู จูล่ง”

“ยอดกุนซือพลิกฟ้า จิวยี่ กุยแก จูกัดเหลียง”

“พวกท่านไปอยู่ไหนกันหมด!?”

“ระบบ! ระบบ! ระบบนักท่องเวลาล่ะ? ไม่ได้ยินเสียงฉันแล้วเรอะ!?”

“ถูกส่งมาที่นี่ก็สามปีแล้วนะ ทำไมถึงยังไม่ได้อะไรเลยเนี่ย?”

เด็กชายสวมผ้าแพรพึมพำกับตัวเองพลางแหงนหน้ามองฟ้า

“คุณชายเป็นอะไรหรือเจ้าคะ ไม่สบายตรงไหนหรือ?”

สาวใช้มองคุณชายน้อยด้วยสีหน้ากระวนกระวาย หัวใจตื่นตระหนกยิ่ง หากเด็กน้อยตรงหน้าป่วยขึ้นมา นางคงไม่พ้นถูกลงโทษเป็นแน่!

“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรหรอก! ข้านี่ไม่ไหวเลย ดูสิทำให้เจ้าตกใจเสียได้”

คุณชายน้อยยกยิ้มมุมปาก เสียงที่เปล่งออกมายังคงเจื้อยแจ้ว ครั้นสาวใช้เห็นคุณชายยิ้มแย้ม ก็พยายามใจเย็นลง จนต้องลูบหน้าอกตัวเองไม่หยุด

ทว่าสายตาของเด็กชายตัวน้อยกลับจ้องค้างอยู่ที่แห่งหนึ่ง ส่วนสูงของเด็กน้อยเพียงพอจะมองเห็นผู้คนแค่ภูเขาสองลูกเท่านั้น

“คุณชาย?”

สาวใช้เห็นอีกฝ่ายมีสายตาเลื่อนลอย ก็กังวลขึ้นมาอีกครั้ง

“แค่ก ๆ ไม่มีอะไร!”

“เจ้าไม่เข้าใจหรอก! ออกไปเถิด ข้าขออยู่คนเดียวสักพัก”

คุณชายน้อยหน้าแดง พลันโบกมือให้สาวใช้ออกไป

“ข้าผิดไปแล้ว… ผิดไปแล้ว เจ้าคนนิสัยไม่ดีนี่!”

เขารู้สึกผิดอยู่เงียบ ๆ คนเดียว ก่อนแหงนหน้ามองท้องฟ้า

คุณชายน้อยที่นางเรียกขานก็คือพระเอกของเรา เล่าเจี้ยงนั่นเอง

ใช่แล้ว ‘เล่าเจี้ยง’ เจ้าตัวประกอบที่นักอ่านสามก๊กไม่ค่อยอยากจำชื่อกันนั่นแหละ เจ้าแคว้นเอ๊กจิ๋วแห่งราชวงศ์ฮั่นในอนาคต

ทว่าจิตวิญญาณหาใช่เล่าเจี้ยงแห่งราชวงศ์ฮั่น แต่เป็น ‘หลิวจี้อวี้’ นักท่องเวลาแห่งศตวรรษที่ 21!

ความจริงแล้ว หลิวจี้อวี้คือหนุ่มวัยรุ่นสดใส นักศึกษาหัวกะทิในภาควิชาประวัติศาสตร์ ผู้มีไฟในการศึกษาประวัติศาสตร์ยุคฮั่นเป็นอย่างมาก

แต่เนื่องจากสภาพครอบครัวยากจน จึงไม่มีทุนทรัพย์ไปต่อในสายนี้ ต้องจับพลัดจับผลูเข้าร่วมวงการออกกำลังกาย และทำงานเป็นเทรนเนอร์อยู่แปดปี

แต่เหมือนสวรรค์จะเล่นตลก เขาที่ออกกำลังกายในกลางดึกคืนหนึ่ง เกิดอุบัติเหตุถูกดัมเบลทับตาย

บัดซบเอ๊ย!

นี่คือความคิดก่อนตายของหลิวจี้อวี้

แต่ไม่คิดเลยว่า โชคชะตาจะเล่นตลกกับเขาอีกครั้ง!

โดยให้มาเกิดใหม่ในยุคปลายราชวงศ์ฮั่น กลายเป็นเล่าเจี้ยง เจ้าผู้ครองแคว้นที่ไม่เอาไหนที่สุดแห่งยุค!

เขารู้จักประวัติศาสตร์สมัยนี้เป็นอย่างดี และรู้ถึงชีวิตของเล่าเจี้ยงอย่างแจ่มแจ้ง

เริ่มจากได้เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋วอย่างงง ๆ และเล่นเป็นคนตระกูลร่ำรวยในแคว้นเอ๊กจิ๋วไปวัน ๆ

เดิมทีคิดอยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่คิดว่าจะถูกเล่าปี่ยึดเอาแคว้นเอ๊กจิ๋วไป

อีกทั้งยังถูกเล่าปี่บังคับให้ไปอยู่แคว้นเกงจิ๋วแทน และเพราะความประมาทของกวนอู จึงสูญเสียแคว้นเกงจิ๋วและต้องศิโรราบต่อง่อก๊ก

บ้าจริง ๆ ทั้งหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาเตอะ มีลูกคนรวยที่กลายเป็นเบี้ยไร้ค่าเช่นนี้อยู่ไม่กี่คนนักหรอก

แล้วทำไมต้องเป็นเขา?

ชาติก่อนตายอย่างบัดซบแล้ว ชาตินี้กลับต้องมาใช้ชีวิตอย่างบัดซบอีก…

ไม่ได้!

ข้าจะนั่งรอความตายไม่ได้!

ต้องไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกเด็ดขาด!

ข้าจะกุมชะตาชีวิตไว้ในมือตัวเอง!

ยามมีสติเร่งสร้างอำนาจสยบทั้งแคว้น ยามเมามายหลับใหลบนตักสาวงาม*[1]

จะอำนาจหรือสาวงาม ข้าก็จะคว้ามาให้หมด!

ข้าในฐานะนักท่องเวลา จะนั่งรอความตายได้อย่างไร?

ยิ่งเป้าหมายไกลเท่าไร ก็ยิ่งมีความทะเยอทะยานเท่านั้น

เล่าเจี้ยงรู้สึกว่าสถานะของตัวเองเป็นแค่ปุถุชน… ไปจนถึงขั้นที่เรียกว่าคนไร้ค่าอย่างมาก

ด้วยความสามารถที่มีในตอนนี้ อยากจะรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ช่างเป็นเรื่องที่เพ้อฝันนัก!

ทว่าเขาก็มั่นใจในตัวเอง เพราะอย่างไรก็เป็นนักท่องเวลา จะต้องมีไอเทมโกงอยู่แล้ว!

ระบบจับหลิวจี้อวี้มาปล่อยไว้ ให้แหงนหน้ามองฟ้าในร่างของคุณชายน้อย

เอาแต่เพ้อฝันภาพอันรุ่งโรจน์ที่ตัวเองสู้รบสยบใต้หล้าทุกวัน

จินตนาการนั้นช่างงดงามนัก ทว่าความเป็นจริงกลับเลือนรางเหลือเกิน

เล่าเจี้ยงค่อย ๆ ตระหนักได้ว่า การได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีแต่ในความฝัน!

เวลาล่วงเลยมาสามปีแล้ว แต่เล่าเจี้ยงกลับไม่ได้อะไร ไม่มีโอกาสพบบุคคลในประวัติศาสตร์ ไม่มีวี่แววจะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต ไม่มีเสียงตอบรับจากระบบอะไรทั้งนั้น

มีแต่เริ่มคุ้นชินกับชีวิตของคุณชายน้อย

นักท่องเวลายอมรับชะตากรรมตัวเองแล้ว

หลิวอี้จวี้ไม่มีไอเทมโกงของนักท่องเวลา ทุกอย่างล้วนพึ่งพาตัวเองล้วน ๆ!

โชคดีที่เขารู้ทิศทางสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี และโชคดีที่ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป!

ตอนนี้เพิ่งเป็นปีคริสต์ศักราช 171 เล่าเอี๋ยนผู้เป็นบิดาเพิ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองลำหยง

“คุณชาย คุณชายเจ้าขา!”

เสียงตะโกนอันเร่งรีบได้ขัดจังหวะขึ้น เมื่อสาวใช้กลับมาหาเขาอีกครั้งพร้อมกับเสียงหอบระรัว

“ช้า ๆ ไม่ต้องรีบ! สูดหายใจเข้า แล้วค่อย ๆ พูด”

สาวใช้ไม่สนใจเล่าเจี้ยง นางรีบมากจนหอบหายใจไปด้วยตะโกนไปด้วย

“คะ…คุณชาย ระ…รีบตามขะ…ข้าไป…ที่โถงใหญ่เร็ว!”

“เฮ้ เฮ้ เฮ้ ปล่อยข้าลงก่อน! มีเรื่องอะไรกัน!?”

สาวใช้ไม่สนเล่าเจี้ยงที่กำลังโวยวาย แล้วอุ้มคุณชายตัวน้อยวิ่งไปยังโถงใหญ่ทันที

เวลานี้ เล่าเอี๋ยนผู้เป็นบิดากำลังรับแขกผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่งอยู่

“จื่อเจียง! มาลำหยงเหตุใดไม่แจ้งข้าเล่ ข้าจะได้เตรียมการต้อนรับท่านดี ๆ!”

เล่าเอี๋ยนมองบุรุษตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ไม่กล้าเสียมารยาทแม้แต่น้อย

“รบกวนใต้เท้าเล่าแล้ว ข้าน้อยเป็นแค่คนไร้ตำแหน่ง จะบังอาจรบกวนท่านได้อย่างไร”

เล่าเอี๋ยนเผยสีหน้าไม่พอใจ และเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง

“ไยจื่อเจียงเห็นตัวเองเป็นคนนอกเล่า เจ้ากับข้านับกันเป็นพี่น้องแล้ว!”

ผู้มาเยือนผลักไสไม่พ้น จึงได้แค่ยอมรับแต่โดยดี

ณ ตอนนี้เอง สาวใช้ก็อุ้มเล่าเจี้ยงมาถึงโถงใหญ่

คุณชายน้อยเล่าเจี้ยงมองภาพตรงหน้าอย่างมึนงง บิดาตนเรียกนักประพันธ์หนุ่มว่าพี่น้องด้วยท่าทีประจบสอพลอ

ถึงอย่างไรเล่าเอี๋ยนก็เป็นท่านเจ้าเมือง และเป็นศิษย์ของนักปราชญ์จู้เทียน เขาจะมีท่าทางเช่นนี้ได้อย่างไร?

เล่าเอี๋ยนรับเล่าเจี้ยงมาจากอ้อมแขนสาวใช้ ก่อนเอ่ยกับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้ม

“จื่อเจียง ข้ามีลูกชายอยู่สี่คน และเพลานี้ก็อยู่ด้วยกันที่นี่ทั้งหมด”

ขณะที่กล่าว ก็กวักมือเรียกไปทางด้านหลัง ให้เด็กชายสามคนเดินมา

“คนผู้นี้คือกวีผู้เลื่องชื่อแห่งเมืองยีหลำ สวี่เส้า นามรอง สวี่จื่อเจียง ทุกคนรีบมาคารวะเร็ว!”

เมื่อได้ยินเล่าเอี๋ยนสั่ง บุตรชายทั้งสามคนก็เดินมาข้างหน้า และโค้งคำนับ

“คารวะท่านลุงสวี่”

ในใจของเล่าเจี้ยงรู้สึกตกตะลึง เป็นเขานี่เอง! นักวิจารณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค มิน่าเล่า บิดาถึงไม่กล้าเสียมารยาท

มีคำกล่าวไว้ว่า “หากท่านยังไม่มีชื่อเสียง ควรไปพบสวี่จื่อเจียง”

สวี่เส้าหรือสวี่จื่อเจียงแห่งยีหลำ นักวิจารณ์หนุ่มผู้เลื่องชื่อแห่งยุคปลายราชวงศ์ฮั่น เป็นที่นับถือของเหล่านักปราชญ์ทั่วแผ่นดิน โดยทุกวันแรกของเดือน เขาจะจัดงานวิจารณ์ขึ้นที่เมืองยีหลำ เรียกว่า ‘เย่ว์ต้านผิง’ มีทั้งการวิจารณ์ตัวบุคคล กวีนิพนธ์ จิตรกรรม และลิปิศิลป์*[2]

อย่าว่าแต่เล่าเอี๋ยนที่เป็นเจ้าเมืองเลย ต่อให้เป็นเจ้าขุนมูลนายแห่งลกเอี๋ยงก็ไม่กล้าล้วงเกินสวี่เส้าง่าย ๆ หรอก

ขืนล่วงเกิน จะได้ ‘ดัง’ ไปทั้งแผ่นดินไม่รู้ตัว

เล่าเจี้ยงที่อยู่ในอ้อมแขนของบิดาก็ทำตามพี่ชายตัวเอง กุมมือคำนับ พูดจาด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว ดูน่ารักมาก

“ไม่ต้องมากพิธีหรอกขอรับ”

แม้สวี่เส้าจะมีชื่อเสียง ทว่าอายุยังไม่ถึงสามสิบปี

เล่าเอี๋ยนหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะถามต่อ

“จื่อเจียงสามารถทำนายอนาคตคนได้ ไม่ทราบว่าพยากรณ์ให้ลูกชายทั้งสี่ของข้าได้หรือไม่?”

สวี่เส้าพยักหน้า พลางหันไปมองพี่ชายสามคนของเล่าเจี้ยง ก่อนจะถามต่อ

“พวกเจ้าสามคนรู้จักข้าหรือไม่?”

เด็กทั้งสามคนส่ายหน้า บ่งบอกว่าไม่รู้จัก

“การเรียนของพวกเจ้าเป็นอย่างไร ต่อไปจะทำการใด?”

คุณชายเล่าทั้งสามแค่เหลือบมองหน้ากัน โดยไม่ตอบกลับ

เล่าเอี๋ยนโกรธเกรี้ยวอย่างมาก ถลึงตาใส่บุตรชายคนโตของตัวเอง

เหตุใดบุตรชายทั้งสามคนถึงไม่ได้เรื่องเช่นนี้?!

เล่าหวม บุตรชายคนโตผู้ถูกบิดาถลึงตาใส่ ตกใจตัวสั่นทันที จนแทบจะคุกเข่าลงกับพื้น

สวี่เส้าส่ายหน้าอย่างผิดหวัง ดูเหมือนบุตรชายทั้งสามของเล่าเอี๋ยนจะไม่มีความสามารถอะไร

เล่าเอี๋ยนเห็นสวี่เส้าส่ายหน้าก็รู้ได้ทันที จึงไม่กล้าถามอะไรอีก

ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดกะทันหัน จู่ ๆ เล่าเจี้ยงวัยสามขวบในอ้อมแขนพลันเอ่ยขึ้น

“งานวิจารณ์เย่ว์ต้านผิงของท่านลุงสวี่ทำให้ข้าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก!”

“หืม?”

สวี่เส้ามองไปที่เล่าเจี้ยง เด็กน้อยที่ถูกเขาเพิกเฉยด้วยความประหลาดใจ

[1] ทุ่มเทความสามารถสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างบารมี เพื่อหลังจากนี้จะได้ใช้ชีวิตอย่างเสวยสุข

[2] ลิปิศิลป์ หรือการเขียนพู่กัน

บทที่ 2 ประจบสอพลอ

บทที่ 2 ประจบสอพลอ

เล่าเอี๋ยนมองบุตรชายคนเล็กในอ้อมแขนอย่างนิ่งอึ้ง ก่อนถามต่อ

“เจี้ยงเอ๋อร์ เจ้ารู้จักงานวิจารณ์เย่ว์ต้านผิงด้วยหรือ?”

เล่าเจี้ยงพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนชมเชยด้วยเสียงเจื้อยแจ้ว

“เย่ว์ต้านผิงมีชื่อเสียงเลื่องลือ ลูกย่อมรู้จักอยู่แล้วขอรับ”

นักวิจารณ์เอกแห่งยุคสมัย นักวิจารณ์สวี่เส้าหัวเราะเสียงดัง เขามั่นใจว่าเล่าเอี๋ยนเตี๊ยมกับลูกชายล่วงหน้ามาก่อน จึงจงใจถามเย้าแหย่

“ในเมื่อเจ้ารู้จักข้า เช่นนั้นลองทายอนาคตข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”

“เอ๊ะ จื่อเจียงมีความสามารถมากเช่นนี้ จะให้เด็กมาทายท่านได้อย่างไร!”

เล่าเอี๋ยนได้ยินก็ตกใจจนเกือบหัวใจวาย และรีบโบกมือปฏิเสธ

หากเล่าเจี้ยงพูดตรงไปตรงมาจนล่วงเกินนักวิจารณ์สวี่เส้าเข้า เล่าเอี๋ยนคงมิวายโชคร้าย

มีผู้ใดในใต้หล้านี้ไม่รู้บ้างว่า ฝีปากของนักวิจารณ์สวี่เส้าร้ายกาจแค่ไหน?

แม้แต่พวกเจ้าขุนมูลนายแห่งเมืองหลวงลกเอี๋ยงยังให้ความสำคัญกับคำทำนายของนักวิจารณ์สวี่เส้าเลย

เมื่อเห็นท่านเจ้าเมืองเล่าเอี๋ยนตื่นตระหนก นักวิจารณ์สวี่เส้ายิ่งมั่นใจว่าคำชื่นชมที่คุณชายน้อยเล่าเจี้ยงกล่าวเมื่อครู่เป็นสิ่งที่เล่าเอี๋ยนเตี๋ยมไว้ หาได้เกิดจากการใฝ่รู้ของเด็ก ในใจพลันเกิดความดูแคลนขึ้นมา

“ข้ายังมีความรู้น้อย ไม่อาจกล้าทายอนาคตท่านลุงสวี่ได้”

“แต่ข้ามีบทกลอนสองประโยค คิดว่าเหมาะกับคนเช่นท่านลุงสวี่ยิ่งนัก”

ทันทีที่เล่าเจี้ยงเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นนิ่งอึ้ง

โดยเฉพาะเล่าเอี๋ยน เขากังวลจนเหงื่อออกท่วมตัว มองเด็กน้อยวัยสามขวบด้วยความโกรธ

“เจ้าเด็กคนนี้นี่ กล่าววาจาเหลวไหลได้อย่างไร? เจ้าแต่งกลอนเป็นที่ไหนกัน!”

“พี่เล่าเอี๋ยนโปรดใจเย็น ข้าน้อยอยากรู้ยิ่งนัก เชิญคุณชายอ่านกลอนได้!”

นักวิจารณ์สวี่เส้าปรามเล่าเอี๋ยนที่คลุ้มคลั่ง พลางมองเล่าเจี้ยงด้วยรอยยิ้มแยบคาย คอยเจ้าตัวน้อยอ่านออกมา

“มิบังอาจขอรับ ข้าแต่งขึ้นมาตามใจ หวังว่าท่านลุงสวี่จะชี้แนะ”

“ว่ามาสิ…”

แววตาสดใสของเล่าเจี้ยงมองนักวิจารณ์เอกแห่งยุค พร้อมกล่าวออกมา

“โลกา ขุ่นมัว เหลือเพียงข้า ไพร่ฟ้า เมาเมรัย เหลือข้าตื่น”

“ข้ารู้สึกว่าบทกลอนนี้เหมาะกับท่านลุงสวี่มาก!”

เล่าเจี้ยงเห็นนักวิจารณ์นักวิจารณ์สวี่เส้ามีท่าทางชะงักค้าง จึงเอ็ดขึ้นมาอีกคราว

“นี่!”

“โลกา ขุ่นมัว เหลือเพียงข้า ไพร่ฟ้า เมาเมรัย เหลือข้าตื่น”

ในโลกมืดหม่น ยังเหลือข้าที่ยังคงแสงแห่งปัญญาสว่างไสว ในยามที่คนทั้งหลายลุ่มหลงมัวเมา ยังเหลือข้าที่คงสติไว้ได้

“นี่เจ้าเป็นคนแต่งจริง ๆ หรือ”

น้ำเสียงของนักวิจารณ์สวี่เส้าสั่นเครือ ก่อนเคลื่อนสายตามาหาเล่าเอี๋ยนอีกครั้ง เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กอายุสามขวบจะเป็นคนแต่ง จึงแสวงหาคำอธิบายจากผู้เป็นบิดา

ทว่าก็ต้องผิดหวัง ดวงตาของเล่าเอี๋ยนโตเป็นไข่ห่าน ดูทึ่งไม่ต่างจากสวี่เส้าเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งดูตะลึงกว่าเสียอีก

ผ่านไปเนิ่นนาน นักวิจารณ์สวี่เส้าที่ได้สติจึงกุมมือ คำนับเจ้าหนูตัวน้อยเล่าเจี้ยง

“ข้าน้อยโง่เขลาเบาปัญญา ไม่เหมาะให้คุณชายกล่าวชมเชยถึงเพียงนั้นหรอก”

แม้นักวิจารณ์สวี่เส้าจะหน้าด้านแค่ไหน ก็มิกล้าอ้างตนด้วยบทกลอนนี้ ถึงอย่างไรเขาก็ยังมีอายุไม่ถึงสามสิบ

เล่าเจี้ยงน้อยแตะไหล่บิดาที่กำลังอุ้มตัวเองอยู่เบา ๆ เพื่อบอกให้ปล่อยเขาลง ทว่าแตะอยู่นาน อีกฝ่ายก็ยังไม่ได้สติกลับมา

“ท่านพ่อ ปล่อยข้าลงเร็วขอรับ”

เห็นได้ชัดว่าเล่าเอี๋ยนยังคงตกตะลึงอยู่ ครั้นได้ยินเล่าเจี้ยงเรียกอยู่นานถึงได้สติกลับมา

เด็กน้อยวัยสามขวบตัวเล็กจ้อย เขายืนตัวตรง กุมมือโค้งคำนับไปทางนักวิจารณ์สวี่เส้า

“ท่านลุงสวี่มิต้องถ่อมตัว”

“ใครในใต้หล้ามิล่วงรู้วิชาความรู้ของท่านลุงสวี่บ้าง แล้วใครในใต้หล้าจะไม่ยอมรับผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมเช่นท่านบ้าง?”

เล่าเอี๋ยนมองลูกชายช่างประจบพร้อมปากอ้ากว้างตาค้าง กล่าวว่านักวิจารณ์สวี่เส้ามีวิชาความรู้ก็ว่าช่างเยินยอแล้ว ยังจะมีผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมมาจากไหนกัน?

เหตุใดเด็กวัยสามขวบถึงรู้จักสอพลอได้เช่นนี้?

เล่าเอี๋ยนเคลื่อนสายตาไปมองลูกชายสามคนที่อยู่ด้านข้างด้วยความผิดหวังอย่างมาก

คนไหนก็ล้วนเป็นลูกตัวเองทั้งนั้น ไฉนความต่างจึงได้มากเพียงนี้?

นักวิจารณ์สวี่เส้าได้รับคำชมจากเล่าเจี้ยงก็อดยิ้มมุมปากขึ้นมาไม่ได้ แก้มซับสี แม้แต่มือทั้งสองข้างยังสั่นเบา ๆ

“อุฟุฟุฟุ“

บางทีคนบนโลกอาจจะมองข้าเช่นนั้นก็ได้! นักวิจารณ์สวี่เส้าอดคิดในใจไม่ได้

“แค่ก ๆ”

เนิ่นนานกว่านักวิจารณ์สวี่เส้าจะตื่นจากจินตนาการ เขาไอแห้ง ๆ สองครั้งกลบเกลื่อนความเขินอาย

“หลานชาย กลอนรูปแบบคำประพันธ์นี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน หลานเป็นคนสร้างขึ้นมาเองหรือ?”

“ขอรับ ข้าสร้างขึ้นมาเอง ท่านลุงสวี่โปรดชี้แนะด้วย”

นักวิจารณ์สวี่เส้ามองเล่าเจี้ยงผู้มีสีหน้าเรียบนิ่ง และแววตาสดใสก็ไม่สงสัยใด ๆ อีก

เด็กวัยสามขวบ หากกล่าวโป้ปด จะไม่เรียบนิ่งเช่นนี้ ต้องเผยพิรุธออกมา

“หลานชายมีความสามารถยิ่งนัก นักวิจารณ์สวี่เส้านับถือ”

“ไม่ทราบว่าหลานชายมีเป้าหมายอย่างไร?”

เล่าเจี้ยงสูดหายใจเข้าลึก เมื่อรู้ว่าโอกาสมีชื่อเสียงมาถึงแล้ว จึงลอบเอ่ยขอโทษจูกัดเหลียง ขงเบ้ง นักปราชญ์เจ้าของบทกวีเงียบ ๆ ในใจ

“หากมิสมถะ ก็มิอาจแจ้งในปณิธาน หากมิสงบ ก็มิอาจตรองการณ์ไกล”

หากไม่ทำใจให้สงบ ก็ไม่สามารถมีอุดมการณ์ได้ หากใจไม่นิ่ง ก็ไม่อาจมองการณ์ไกลได้

“นี่? นี่!”

ปากของนักวิจารณ์สวี่เส้าค่อย ๆ อ้าออกกว้าง เขาตกใจจนพูดไม่ออก

นี่คือคำพูดที่เด็กสามขวบพูดออกมาได้จริง ๆ หรือ?

อย่าว่าแต่สามขวบเลย ต่อให้อายุสามสิบก็ไม่แปลก?

แม้แต่เขาสวี่จื่อเจียงก็มิอาจมองชื่อเสียง โชคลาภอย่างเรียบเฉย และกล่าววาจาองอาจกล้าหาญเช่นนี้ออกมาได้

สวี่เส้าจ้องเล่าเจี้ยงอยู่นาน ก่อนเบนสายตาไปมองเล่าเอี๋ยน ส่วนลึกในใจเชื่อว่าท่านเจ้าเมืองเล่าเอี๋ยนเป็นคนสั่งสอนแล้ว

ทว่าเล่าเอี๋ยนในยามนี้สมองขาวโพลนไปหมด เขาเป็นใคร เขาอยู่ที่ไหน เล่าเจี้ยงเป็นใคร?

ไม่ใช่สิ! เล่าเจี้ยงคือลูกชายเขา เป็นลูกชายของข้าเล่าเอี๋ยน!

ท่านเจ้าเมืองอุ้มลูกชายตัวเองขึ้นมา ด้วยความตกใจระคนปีติยินดีอย่างมาก ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เจี้ยงเอ๋อร์ นี่เจ้าคิดขึ้นมาเอง หรือมีคนสอนเจ้า?”

แน่นอนว่าไม่ใช่ ทั้งหมดนี้ข้าเรียนรู้มา

เล่าเจี้ยงย่อมไม่กล้าสารภาพอยู่แล้ว เพียงเอ่ยอย่างราบเรียบว่า “นี่คือสิ่งที่ลูกคิดอยู่ในใจ ไม่มีผู้ใดสอน”

เล่าเอี๋ยนหัวเราะลั่น พร้อมพยักหน้าให้เล่าเจี้ยงไม่หยุด ปากก็เอาแต่พร่ำบอกว่าเยี่ยม ๆ ๆ ตลอด

“จื่อเจียง ลูกชายคนนี้ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

นักวิจารณ์สวี่เส้าเห็นเล่าเอี๋ยนมีท่าทางพึงพอใจ ก็ไม่รู้สึกขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย

เด็กคนนี้ยอดเยี่ยมเกินไปแล้วจริง ๆ!

“ช่างเป็นเด็กอัจฉริยะ! และหาในโลกนี้ได้ยากนัก!”

“ภายภาคหน้าเด็กคนนี้ต้องเป็นดั่งขุนนางฉกาจในยามสันติแน่นอน!”

คำพูดของสวี่เส้าแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เล่าเจี้ยงจึงมีชื่อเสียงลือนามด้วยเหตุนี้

ทั่วทั้งลำหยงไม่มีใครไม่รู้

แคว้นเกงจิ๋วมีสี่ตระกูลใหญ่เก่าแก่สืบทอดกันมา แบ่งเป็นตระกูลซัว ตระกูลไคว ตระกูลพั้ง และตระกูลอึ๊ง

ตระกูลอึ๊งกำเนิดมาจากอึ๊งเฮียง เขาเคยได้รับการขนานนามว่า ‘ใต้ฟ้าไร้สอง อึ๊งเฮียงกังแฮ’ มีบุตรชายนามว่าอึ๊งเขง มีเหลนนามว่าอึ๊งอ๋วน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ด้วยเหตุนี้ตระกูลอึ๊งจึงร่ำรวยขึ้นมา และตั้งรกรากอยู่ที่เมืองกังแฮ

จวบจนตอนนี้ ตระกูลอึ๊งคือตระกูลเก่าแก่ที่รุ่งเรืองที่สุดในแคว้นเกงจิ๋ว ตระกูลรุ่งเรืองมั่งคั่ง อิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วเกงจิ๋ว

แน่นอนว่า ลูกหลานตระกูลอึ๊งมีเยอะแยะมากมาย กิ่งก้านรากเหง้าสลับซับซ้อน ญาติพี่น้องมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งในนั้นมีทั้งคนธรรมดา และคนยากจน

ตระกูลอึ๊งในตอนนี้หยั่งรากลึกอยู่ในอำเภอซีหลิง เมืองกังแฮ

นอกจวนตระกูลอึ๊ง มีชายคนหนึ่งคุกเข่าอยู่

“ฮั่นเซิง กลับไปเถิด ท่านผู้นำตระกูลบอกแล้ว เรื่องของครอบครัวพวกเจ้าไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลอึ๊งแห่งกังแฮแล้ว”

ชายชราคนหนึ่งกำลังโน้มน้าวชายที่คุกเข่าอยู่บนพื้น พร้อมกับถอนหายใจไม่หยุด

“พ่อบ้าน ท่านไปคุยกับท่านผู้นำตระกูลอีกครั้งเถิด ขอแค่ช่วยลูกชายข้า จะให้เป็นวัวเป็นม้า ฮองตงก็ไม่เกี่ยง!”

ชายชรามองฮองตง นามรองฮั่นเซิง*[1] ที่ขอร้องทั้งน้ำตา ก็ส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ

“นับแต่ปู่เจ้าแยกทางกับตระกูล ทางตระกูลจึงขับไล่ครอบครัวของพวกเจ้าออกไปแล้ว”

“กลับไปเถิด เจ้าคุกเข่าอยู่ตรงนี้จนตายก็ไม่มีประโยชน์หรอก!”

“เชื่อข้า กลับไปเถิดท่าน ค่อยหาวิธีอื่นเอาเถิด!”

ชายชราถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนหมุนตัวกลับเข้าไปในจวน ทิ้งให้ฮองตงคุกเข่าอยู่ที่นอกจวนเพียงลำพัง

ในดวงตาของขุนศึกเกาทัณฑ์แปรเปลี่ยนจากอ้อนวอนเป็นผิดหวัง ในที่สุดก็เปลี่ยนเป็นเคียดแค้น

ทำไมกัน! เป็นลูกหลานอึ๊งเซียงเหมือนกัน เหตุใดเห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วย!

ฮองตงชิงชังนัก ชังตระกูลอึ๊งผู้ไร้น้ำใจไร้คุณธรรมเช่นนี้!

ขุนศึกเกาทัณฑ์ลุกขึ้นช้า ๆ มองจวนตระกูลอึ๊งด้วงดวงตาแดงก่ำ

จากนี้ไป ข้ากับตระกูลอึ๊งของพวกเจ้าตัดขาดกัน!

ฮองตงหมุนตัวเดินออกไปอย่างไร้ความลังเล

ณ เมืองลำหยง จวนท่านเจ้าเมือง

“เจ้าเมืองลำหยงเล่าเอี๋ยนรับราชโองการ!”

“กระหม่อมเล่าเอี๋ยนรับราชโองการ”

เล่าเอี๋ยนคุกเข่าอยู่ตรงหน้าขันทีอย่างนอบน้อม สองมือกราบลงกับพื้น

“เล่าเอี๋ยน เชื้อพระวงศ์ฮั่นมีความชอบในการบริหารดูแลลำหยง บัดนี้เราเลื่อนยศเจ้าเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว ให้เข้ารับตำแหน่งทันที”

“กระหม่อมเล่าเอี๋ยน น้อมรับพระบัญชา”

เล่าเอี๋ยนคำนับอีกครั้ง สองมือรับกฤษฎีกา

“ผู้ตรวจการเล่าเอี๋ยน ฝ่าบาทยังมีรับสั่งถึงท่าน อย่าทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง!”

“กระหม่อมไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวังแน่นอน”

ขันทีเห็นเจ้าเมืองถ่อมตนนอบน้อมต่อตัวเอง ก็เผยรอยยิ้มจิ้งจอกบนใบหน้า

“ขอแสดงความยินดีกับผู้ตรวจการเล่าเอี๋ยนที่ได้เลื่อนขั้น!”

เล่าเอี๋ยนไม่กล้าล่วงเกินคนตรงหน้า จึงรีบเอ่ยขอบคุณ

“ขอบคุณท่านใต้เท้า ฮ่าฮ่าฮ่า”

“เชิญใต้เท้าเข้ามาดื่มชาพักผ่อนด้านในก่อน ข้าน้อยเตรียมของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ให้ หวังว่าใต้เท้าจะรับมันด้วยรอยยิ้ม”

เมื่อเล่าเอี๋ยนเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ใบหน้าของท่านขันทีก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มยินดี และเอ่ยขอบคุณซ้ำ ๆ

“ใต้เท้า ข้าน้อยยังมีงานต้องจัดการ จึงไม่ขออยู่รับใช้”

“ผู้ตรวจการเล่าเอี๋ยนไม่ต้องเกรงใจ”

หลังจากเล่าเอี๋ยนจัดแจงขันทีเสร็จ ก็มุ่งตรงไปยังห้องของเล่าเจี้ยง

“เจี้ยงเอ๋อร์ เจี้ยงเอ๋อร์!”

เล่าเจี้ยงในตอนนี้กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ในตอนที่เขากำลังใจจดใจจ่อก็ได้ยินเสียงของเล่าเอี๋ยนเรียก จึงรีบลุกขึ้นไปเปิดประตู

“ท่านพ่อ มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”

เมื่อเห็นบิดายิ้มแย้มดีใจ เล่าเจี้ยงก็สงสัย มีเรื่องอะไรถึงทำให้เขาดีใจขนาดนี้กัน?

“เจี้ยงเอ๋อร์ วันนี้เป็นวันดีอีกแล้ว!”

“เจ้าลองทายสิ ว่าเหตุใดพ่อจึงมีความสุข!”

เล่าเจี้ยงกลอกตาไปมา และคิดอย่างรวดเร็ว

เขาจำประวัติของเล่าเอี๋ยนได้ว่า เขารับตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองลำหยง และเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว ต่อมาก็ได้รับตำแหน่งเจ้ากรมราชวงศ์*[2] สุดท้ายรับตำแหน่งเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเอ๊กจิ๋ว หรือว่า…

“หรือท่านพ่อได้เลื่อนตำแหน่ง?”

“เอ๊ะ? เหตุใดเจ้าถึงรู้”

เมื่อเห็นเล่าเอี๋ยนมีท่าทางตกใจ เล่าเจี้ยงจึงลอบยิ้มในใจ นี่แหละคือพลังแห่งความรู้! ทว่าปากกลับไม่กล้าเอ่ยเช่นนี้ออกมา

“ลูกแค่ทายไปเรื่อยเปื่อย หรือว่าทายผิด? ”

“ลูกข้าช่างสมเป็นเด็กอัจฉริยะจริง ๆ!”

เล่าเอี๋ยนตกใจระคนปีติอย่างมาก ตั้งแต่นักวิจารณ์สวี่เส้าทำนายเกี่ยวกับเล่าเจี้ยง เรื่องดี ๆ ก็เข้ามาไม่หยุด

เป็นเวลาเกือบสี่ร้อยปีแล้ว นับตั้งแต่กษัตริย์ฮั่นเกาจู่ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้นมา ก็มีลูกหลานนับไม่ถ้วน แต่ด้วยพระราชโองการทุยเอินลิ่งของพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ ที่ใช้ลดทอนอำนาจสายเลือดของราชวงศ์ในแคว้นน้อยใหญ่

เพื่อลดการคุกคามจากท้องถิ่นและส่งเสริมให้ระบบสมบูรณาสิทธิราชย์ของเมืองหลวงมั่นคงยิ่งขึ้น ทำให้ฐานะเชื้อพระวงศ์ฮั่นส่วนใหญ่ตกต่ำลงกว่าเดิม เช่น เล่าปี่ ตอนนี้หาเลี้ยงชีพด้วยการทอเสื่อและขายรองเท้า

บัดนี้ เล่าเอี๋ยนได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋วแล้ว เล่าเจี้ยงเองก็ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์สวี่เส้าว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ เป็นดั่งขุนนางฉกาจในยามสันติ! หากไม่เกิดอะไรขึ้น สายเลือดราชวงศ์ฮั่นที่สืบเชื้อสายแห่งหลู่อ๋องคงฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง

“ท่านพ่อได้ย้ายตำแหน่งไปที่ใดหรือ? และเข้ารับตำแหน่งเมื่อไรขอรับ?”

“พ่อได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแคว้นกิจิ๋ว! และจะพาครอบครัวย้ายไปเร็ว ๆ นี้”

“ท่านพ่อ ลูกมีเรื่องหนึ่งจะขอ ไม่ทราบว่าท่านพ่อจะตกลงหรือไม่?”

“ว่ามาสิ!”

เล่าเจี้ยงเข้าไปกระซิบข้างหูเล่าเอี๋ยน ทำให้เล่าเอี๋ยนที่ได้ฟังตกตะลึง

“ตอนพ่อเป็นเจ้าเมืองลำหยงยังพูดง่ายอยู่ แต่ยามนี้ได้ย้ายไปรับตำแหน่งที่แคว้นกิจิ๋วแล้ว เกรงว่าจะไม่ง่ายนัก!”

“ท่านพ่อ เอาแบบนี้ดีหรือไม่ ข้าจะเดินทางไปเอง แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับฟ้าดินแล้วกัน!”

เมื่อเห็นเล่าเอี๋ยนมีท่าทางลำบากใจ เล่าเจี้ยงจึงทำได้เพียงออกโรงเอง

“ก็ได้ พ่อจะย้ายองครักษ์ภายในจวนให้เจ้า แต่ห้ามออกไปเสี่ยงอันตรายนอกเมืองเด็ดขาด!”

“ขอบคุณท่านพ่อมากขอรับ”

[1] ขุนพลเฒ่าจอมธนู ขุนศึกเกาทัณฑ์ผู้มีพละกำลังมหาศาล ตามวรรณกรรมสามก๊ก เป็นหนึ่งในห้าทหารเสือของจ๊กก๊ก

[2] เจ้ากรมราชวงศ์ ดูแลกิจการเกี่ยวกับพระญาติฝ่ายองค์จักรพรรดิและพระญาติฝ่ายหวงโฮ่ว(พระมเหสี) เป็นขุนนางที่มีความเกี่ยวข้องกับงานธุรการ เป็นสมุหบัญชีจดรายนามลำดับของพระญาติพระวงศ์และมีหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยกับเชื้อพระวงศ์โดยส่งจงเจิ้งไปไต่สวนและตัดสินก่อนและส่งรายงานมาในภายหลัง

บทที่ 3 เปิดตัวมาอย่างเจิดจรัส

บทที่ 3 เปิดตัวมาอย่างเจิดจรัส

แคว้นเกงจิ๋ว เมืองลำหยง

ฮองตงยืนอยู่หน้าประตูบ้าน มือค้างอยู่กับที่ โดยไม่มีวี่แววจะผลักประตูเข้าไป

การไปเมืองกังแฮครานี้ ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากคนในตระกูลเท่านั้น กลับยังตัดสัมพันธ์กับตระกูลอึ๊งด้วย!

แล้วเขาจะเผชิญหน้ากับภรรยาตัวเองได้อย่างไร?

ในระหว่างที่ฮองตงรู้สึกผิด ประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านใน

“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว!”

จางซื่อ ภรรยาฮองตงเห็นสามีกลับมาบ้าน ก็มาต้อนรับด้วยความดีใจ

“ฮูหยิน…”

“ท่านพี่ ไปที่เมืองกังแฮครานี้เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านผู้นำตระกูลยอมช่วยพวกเราหรือไม่?”

เมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังเต็มเปี่ยมของภรรยา ฮองตงยิ่งโทษตัวเอง

เหตุใดตัวเองถึงได้วู่วามพูดอะไรที่ไม่สามารถหวนคืนกลับไปได้กันนะ

“เฮ้อ”

ฮองตงส่งเสียงถอนหายใจออกมา พลางส่ายหน้าอย่างผิดหวัง เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาภรรยา

“ท่านพี่ลำบากมาตลอดทาง เข้าบ้านมาพักผ่อนก่อนเถิด”

ภรรยาไม่ได้ตำหนิโทษ กลับมองเขาด้วยความเจ็บปวดใจ

ได้ภรรยาคนนี้ ทั้งชีวิตไม่มีเสียใจ

“ฮูหยิน ข้าจะต้องหาเงินมาให้ได้! จะไม่ให้ลูกของเราเสียชีวิตก่อนวัยอันควรแน่นอน”

ฮองตงผละจากภรรยาที่น้ำตาไหลนองหน้า ก่อนหมุนตัวจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว

“คุณชาย! สืบข่าวได้แล้ว คนที่ท่านให้หาไปเป็นทหารอยู่ในกองกำลังติดอาวุธที่เมืองอ้วนเสีย!”

“อะไรนะ? ก่อนหน้านี้ที่ให้พวกเจ้าไปถาม บอกว่าไม่มีมิใช่หรือ”

“คุณชาย ก่อนหน้านี้คนผู้นั้นไปเยี่ยมญาติ เพิ่งกลับมาเมื่อครู่นี้! ”

“เยี่ยมไปเลย!”

เล่าเจี้ยงปีติยินดีอย่างยิ่ง ใกล้จะได้เดินทางไกลไปแคว้นกิจิ๋วแล้ว หากคลาดกับแม่ทัพผู้นี้ไป คงน่าเสียดายแย่!

“เร็ว พาข้าไป!”

“ขอรับคุณชาย!”

เล่าเจี้ยงรีบไปที่ค่ายกองกำลังติดอาวุธ ภายใต้การนำทางของพลคุ้มกัน

จวนเจ้าเมืองของเล่าเอี๋ยนตั้งอยู่ใจกลางเมือง ส่วนค่ายทหารอยู่ตรงหัวมุมกำแพงเมือง

เด็กชายตัวน้อยไม่ยอมให้คนอุ้ม เดินไปครึ่งชั่วยามก็มาถึงค่ายทหาร

เร่งรุดเดินทางมาตลอดทาง เมื่อกำลังจะเข้าไปในกระโจมหลัก ก็ได้ยินเสียงทะเลาะดังอยู่ข้างใน

“ใต้เท้า ข้าน้อยเดินทางมาทั้งคืนไม่เคยพักเลย!”

“พอได้แล้ว ก่อนหน้านี้นัดกันไว้แล้ววันนี้ เจ้าดูตอนนี้สิ กี่โมงกี่ยามแล้ว?”

“หักค่าแรงเจ้าครึ่งเดือน เจ้าจะยอมรับหรือไม่?”

“อะไรนะ!?”

ฮองตงที่เพิ่งมาถึงไม่เข้าไปก็ถูกขวางไม่ยอมให้เข้าไป ยามนี้กำลังถูก… กลั่นแกล้งอยู่

“ใต้เท้า! ข้าร้อนเงินจริง ๆ โปรดเมตตาด้วย!”

ฮองตงก้มคำนับด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย

แค่นี้ทางบ้านก็มีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายแล้ว หากถูกลงโทษหักเงินอีก เช่นนั้นคงเหมือนฟ้าถล่มดินทลายจริง ๆ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตบโต๊ะอย่างแรง พลางลุกขึ้น

“ฮองตง! ก่อนหน้าเห็นแก่ที่เจ้ามีสายเลือดตระกูลอึ๊ง ข้าจึงไม่เคยเอาความเจ้า!”

“ยามนี้เจ้าถูกตัดชื่อออกจากตระกูลอึ๊งแล้ว! ยังกล้าโอหังอีก!”

“ออกไป!”

ฮองตงลุกขึ้น มองเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารด้วยสายตาเคียดแค้น

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารยิ้มเย้ยหยัน ในใจปีติยินดีอย่างมาก

เมื่อก่อนเจ้าบ้านี่อาศัยฐานะลูกหลานตระกูลอึ๊ง เป็นศัตรูกับข้าหลายครั้ง! ตอนนี้ถูกตัดชื่อออกจากตระกูลแล้ว คอยดูว่าจากนี้ข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!

ฮองตงรู้ตัวขึ้นมา ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะตระกูลอึ๊ง

คำพูดกล้าได้กล้าเสียของตัวเองได้กระตุ้นความโกรธของท่านผู้นำตระกูลอึ๊งอย่างขีดสุด

พวกเขาไม่ยื่นมือมาช่วยก็ว่าแล้ว ยามนี้ยังบีบข้าให้ตกที่นั่งลำบากอีก!

ฮองตงชิงชังยิ่งนัก ชังที่ตัวเองใช้อารมณ์ ชังที่พวกเขาไม่สนใจมิตรภาพของคนในตระกูลเดียวกัน

เหตุใดต้องอวดเก่ง! เหตุใดต้องไปกระตุ้นความโกรธพวกเขา!

สวรรค์เอ๋ย ไม่ให้ทางรอดแก่ฮองตงสักทางเลยหรือ?

“คือว่า… ข้าขอขัดจังหวะหน่อยได้หรือไม่?”

เสียงเจื้อยแแจ้วหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะสองคน

เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมอง เห็นเป็นเพียงเด็กตัวน้อย ก็โมโหกราดเกรี้ยวขึ้นทันใด

“ค่ายทหารเป็นพื้นที่สำคัญ ให้เด็กเข้ามาวุ่นวายได้อย่างไร?”

“ทหาร โยนออกไป!”

เล่าเจี้ยงยังไม่ทันได้กล่าว พลคุ้มกันด้านข้างก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมา

“บังอาจ! นี่คือบุตรชายของใต้เท้าเล่าเอี๋ยน”

“เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารต่ำต้อยอย่างเจ้า ริอ่านไร้มารยาทเช่นนี้หรือ!”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารตกใจ รู้ตัวในฉับพลัน

เด็กปกติจะเดินมาที่นี่ได้อย่างไร?

ก่อนรีบคุกเข่าขออภัยบนพื้น

“คุณชายโปรดอภัยด้วย!”

“ข้าน้อยโมโหเจ้าบ้านี่จนเลอะเลือน!”

“คุณชายโปรดอย่าได้ถือโทษ!”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเศร้าเสียใจมาก ราวกับมีความผิดมหันต์

ไอ้คนประจบสอพลอ…

เล่าเจี้ยงลอบดูแคลนในใจ ทว่าปากยังคงเอ่ยเสียงราบเรียบ

“ใต้เท้ารีบลุกขึ้นเถิด เล่าเจี้ยงก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่สมควรให้ใต้เท้าต้องเกรงใจเช่นนี้หรอก”

“คุณชายเป็นถึงเด็กอัฉริยะในโลก จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร! ข้าน้อยขอบพระคุณคุณชายอย่างยิ่งขอรับ”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารถือโอกาสนี้ลุกขึ้น และขอบคุณซ้ำ ๆ

เล่าเจี้ยงมองไปยังฮองตง ด้วยดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กในร้านลูกกวาด

ฮองตงผู้นี้สูงแปดฉื่อ แผ่นหลังกว้างอกผึ่งผาย โดยเฉพาะแขนคู่นั้น กล้ามล่ำแข็งแรงเป็นพิเศษ

ว่าที่แม่ทัพผู้มีลำแขนทรงพลัง หนึ่งในแม่ทัพตัวตึงของประวัติศาสตร์ สมคำล่ำลือนัก! ดูไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ!

“ใต้เท้า ท่านผู้นี้คือ?”

เล่าเจี้ยงชี้ไปที่ฮองตงโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก

เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเห็นเล่าเจี้ยงไม่รู้จักฮองตง ก็วางใจทันที และเริ่มใส่ร้ายป้ายสี

“คุณชาย คนผู้นี้มีนามว่าฮองตง ก่อนหน้านี้อวดตัวว่าเป็นคนของตระกูลอึ๊งแห่งกังแฮ ทำให้ข้าน้อยลำบากมาหลายครั้งหลายหน”

“กังแฮได้ส่งข่าวมาแล้ว ฮองตงไม่มีความเกี่ยวข้างกับตระกูลอึ๊งแห่งกังแฮ”

“ครานี้ไม่ได้กลับมาตามเวลาที่นัดไว้ ข้าน้อยจึงลงโทษตามกฎ!”

“ทว่าคนผู้นี้ไม่ยอม และยังโต้เถียงกับข้าน้อยก่อนหน้านี้!”

ฮองตงได้ยินก็กังวลใหญ่ คนผู้นี้กล้าเปลี่ยนดำเป็นขาวได้อย่างไร! จึงต้องการจะเปิดปากเอ่ยค้าน

ทว่าเล่าเจี้ยงกลับยกมือขึ้นห้ามฮองตง ก่อนเอ่ยว่า…

“ใต้เท้าไว้หน้าข้าสักครั้งได้หรือไม่? ให้ฮองตงพักอีกสักวันหนึ่ง”

“นี่…”

เดิมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารต้องการปฏิเสธ ทว่าสายตาที่แสร้งทำเป็นยิ้มของเล่าเจี้ยงทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวน มิกล้าขัดคำสั่ง

“ทั้งหมดทำตามที่คุณชายสั่ง!”

“ฮองตง! ยังไม่รีบขอบคุณคุณชายอีก!”

ฮองตงเหลือบมองเด็กน้อยด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนโน้มตัวคำนับ

“ข้าน้อยขอบพระคุณคุณชายเล่าอย่างยิ่ง!”

เดิมเล่าเจี้ยงอยากพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา ทว่าด้วยความสูงที่จำกัด จึงทำได้เพียงพยักหน้าให้

“ผู้กล้าฮองโปรดตามข้ามา”

กล่าวจบก็ไม่สนใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารอีก พาฮองตงออกไปจากค่ายทหาร

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...