Goldman Sachs เตือนตลาดหุ้นฟื้นแรงอาจไม่ยั่งยืน เสี่ยงตกในกับดักตลาดหมี
Goldman Sachs เตือนนักลงทุนยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งด้านมูลค่าหุ้นที่แพงเกินจริงและสัญญาณเศรษฐกิจขาลง พร้อมชี้ว่าการดีดตัวอาจเป็นเพียง Bear Market Rally
วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การฟื้นตัวแรงของตลาดหุ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นลักษณะทั่วไปของ "Bear Market Rally" หรือการดีดตัวชั่วคราวในภาวะตลาดหมี และความผันผวนอย่างรุนแรงในขณะนี้ทำให้นักลงทุนเกือบทุกคนต้องเผชิญความเจ็บปวด ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งซื้อหรือขาย เพราะทิศทางตลาดเปลี่ยนแปลงฉับพลันและคาดเดายาก
Peter Oppenheimer นักกลยุทธ์จาก Goldman Sachs Group Inc. ระบุว่า “ความไม่สมดุลของการลงทุนในหุ้นตอนนี้ไม่ดีเลย เพราะการฟื้นตัวแบบรวดเร็วในตลาดหมีเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น”
สิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดหลักในขณะนี้ยังคงเป็นความไม่แน่นอน เนื่องจากนักลงทุนยังไม่มีความเชื่อมั่นระยะยาวอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะฝั่งมองบวกหรือมองลบ ราคาหุ้นยังเคลื่อนไหวตามข่าวรายวันและการคาดเดาว่ากระแสข่าวเรื่องภาษีของสหรัฐที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะสะท้อนออกมาอย่างไรในผลประกอบการและการประเมินมูลค่าหุ้นใหม่
Oppenheimer ยังระบุว่า “หากการประกาศขึ้นภาษีถูกยกเลิกในเร็ววัน และไม่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจถาวร ก็อาจแปลว่าความเสี่ยงขาลงจะถูกจำกัด แต่เมื่อเทียบกับระดับมูลค่าหุ้นในตอนนี้ เราก็คิดว่าขาขึ้นเองก็มีข้อจำกัดเช่นกัน”
การลงทุนจึงยากขึ้นมากในสภาวะที่ทั้งขาขึ้นและขาลงต่างก็มีพื้นที่จำกัด นักลงทุนต้องเลือกระหว่างวิ่งไล่ตามตลาดที่อาจหมดแรง แล้วเสี่ยงขายไม่ทัน หรือพลาดโอกาส ถ้าตลาดพุ่งขึ้นอีกระลอก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ยังเต็มไปด้วยกับดัก และความไม่แน่นอนจากข่าวรายวัน
Charlie McElligott นักกลยุทธ์สินทรัพย์ผสมจาก Nomura Securities กล่าวว่า การเทรดหุ้นรอบนี้โหดร้าย และเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด หลายคนต้องลดความเสี่ยง เมื่อไม่สามารถคาดการณ์ท่าทีเรื่องภาษีของสหรัฐ ได้เมื่อต้นเดือนเมษายน แต่ตอนนี้กลับถูกบีบบังคับให้ซื้อกลับในตลาดที่ฟื้นแรง แต่ไม่มีใครมีสถานะเพียงพอที่จะได้ประโยชน์เต็มที่จากการรีบาวด์
McElligott กล่าวเสริมว่า พฤติกรรมกลั้นใจซื้อกลับสะท้อนให้เห็นในตลาดออปชัน แม้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่เชื่อมั่นแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคในอนาคตเลยก็ตาม
จากประวัติศาสตร์ ตลาดหุ้นโลกเคยเกิดการรีบาวด์แรงในช่วงตลาดหมีหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 1980 โดยเฉลี่ยกินเวลาประมาณ 44 วัน และมีการปรับขึ้นราว 14% แม้ปีนี้ตลาดหุ้นโลกจะยังไม่เข้าสู่ภาวะ "ตลาดหมี" อย่างเป็นทางการ แต่ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแล้ว 18% จากจุดต่ำสุดในวันเดียวของวันที่ 7 เมษายน ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวครั้งนี้ใกล้หมดแรง
Peter Tchir นักกลยุทธ์จาก Academy Securities กล่าวว่า“ดอกเบี้ยและสินทรัพย์เสี่ยงยังคงเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวเป็นหลัก” เขาชี้ว่าปัจจัยบวกขณะนี้คือ ท่าทีที่อ่อนลงของสหรัฐต่อภาษีจีน และความคืบหน้าเรื่องงบประมาณของสหรัฐ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่พร้อมช่วยเหลือในตอนนี้ หลายอย่างจึงอาจถูกสะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปแล้ว
John Marshall กรรมการผู้จัดการจาก Goldman Sachs ระบุว่า สเปรดของการจัดหาเงินทุน (funding spread) ซึ่งสะท้อนความต้องการถือสถานะ long ในตราสารอนุพันธ์หุ้น เช่น สวอป ออปชัน และฟิวเจอร์ ได้แยกตัวออก จากการดีดตัวรอบล่าสุดของตลาดหุ้น หมายความว่านักลงทุนมหภาค (macro investors) ลดการถือหุ้นลง แม้ราคาจะปรับตัวขึ้น และคาดว่าสัปดาห์นี้จะผันผวนมากเป็นพิเศษจากการประชุมเฟดที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะคำใบ้เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม
ขณะที่นักลงทุนเชิงระบบ (systematic investors) ยังคงซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่องนักเทรดของ Goldman Sachs ระบุว่า สัปดาห์ที่แล้วมียอดซื้อจากกลุ่มนี้ถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าสัปดาห์นี้จะเพิ่มเป็น 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ขนาดของกระแสเงินไหลเข้าไม่ได้มากขึ้นเท่าไร เนื่องจากสัญญาณเปลี่ยนเร็วและความผันผวนสูงทำให้กระแสเงินยังไม่ไหลเข้าอย่างเต็มที่
JPMorgan Chase & Co. รายงานจากเครื่องมือ Tactical Positioning Monitor ว่า ขณะนี้อยู่ในสถานะเป็นกลาง โดยมีการเพิ่มสถานะเพียงระดับปานกลางในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันกองทุนเฮดจ์ฟันด์มีการเพิ่มความเสี่ยงอย่างชัดเจน โดยระดับ gross leverage อยู่ในระดับสูงถึงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 96 เทียบกับข้อมูลย้อนหลังในระยะยาว
ทั้งนี้นักลงทุนรายย่อย (Mom & Pop) ก็ยังคงเข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง ทีม Positioning Intelligence ของ JPMorgan นำโดยJohn Schlegel รายงานว่า
“เมษายนเป็นเดือนที่นักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้นและ ETF มากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2017”
อ้างอิง : bloomberg.com