โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คาดเม็ดเงินโฆษณา-การตลาดปี 68 พุ่งแตะ 9.2 หมื่นล้านบาท อินฟลูเอนเซอร์มาแรง แตะ 3 ล้านราย

Thairath Money

อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 02.40 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. 2568 เวลา 02.37 น.
ภาพไฮไลต์

MI GROUP คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาดของปี 2568 จะโต +4.5% อยู่ที่ 92,048 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสื่อดิจิทัลรวมถึงสื่อโซเชียลที่โต +16% โดยเป็นสื่ออันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 มูลค่า Online Spending รวมแตะ 38,938 ล้านบาท ขณะที่สื่อนอกบ้านโต +10% ส่วนสื่อดั้งเดิมหลักถดถอยต่อเนื่อง โดยปีนี้ สื่อดิจิทัล สื่อโทรทัศน์ และสื่อนอกบ้าน ยังคงมีบทบาทสำคัญที่แตกต่างแต่ส่งเสริมกันในการทำการตลาด โดยแบ่งสัดส่วนเป็นสื่อดิจิทัล 45% ในขณะที่สื่อออฟไลน์โดยรวมอยู่ที่ 55%

ปี 2568 โอกาสอยู่ตรงไหนบ้าง

นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายที่อาจกลายเป็นโอกาสทองที่ธุรกิจและผู้ประกอบการต้องตั้งรับและปรับตัวได้ดี ทั้งโอกาสจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในภาคส่วนดิจิทัล เช่น ธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ที่มีแผนเข้ามาลงทุนในไทย การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวทั้งจากภายในและจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

“การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจอีเวนท์ (MICE: Meetings, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions) ของไทยเติบโตต่อเนื่อง มาตรฐานการแพทย์ระดับสากลของไทย จะยิ่งดึงดูด Medical Tourists นอกจากนี้นักท่องเที่ยว LGBTQ+ ที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจากนโยบายสมรสเท่าเทียม ดันไทยเป็น Wedding Destination สำหรับคู่รักจากทั่วโลก และมากไปกว่านั้น คือ Soft Power โดยเฉพาะ Thai Cultural Content ที่บูมขึ้นและได้รับการตอบรับและสนใจมากขึ้นในตลาดสากล อาทิ T-Pop และวงการบันเทิงไทยเติบโต, วัฒนธรรมสายวาย (BL) และยูริ (GL) เป็นกระแสระดับโลก รวมถึงอาหารไทยและแฟชั่นไทยบูมมากในตลาดสากล”

Influencer มอเตอร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโฆษณา

หากมองเจาะไปที่สื่อดิจิทัล สัดส่วนใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่การใช้ “Influencer” ที่มีตัวตนในแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ โดยในปีนี้ได้ประเมิน จำนวน Influencer ในไทยน่าจะแตะเฉียด 3 ล้านราย หรือประมาณ 4.5% ของจำนวนประชากรไทย (เติบโตจากปี 2567 ที่เดิมอยู่ที่ 2 ล้านราย)

โดยการเติบโตหลักมาจาก Micro และ Nano ที่มาในรูปแบบของผู้ใช้จริง (KOC) และพ่อค้า แม่ค้า นักขาย ทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นที่เข้าร่วมทำ Affiliate Marketing กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการและแบรนด์ เน้นการสื่อสารการตลาดเพื่อดันยอดขายโดยตรงเป็นหลัก (Lower Funnel Marketing) จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การใช้ Influencer เติบโตสูง ในขณะที่การสื่อสารการตลาดที่มุ่งการรับรู้และการสร้างแบรนด์ (Thematic Ad) ยังคงมีความสำคัญแต่แค่เป็นรอง

กลุ่มสินค้าและบริการที่คาดว่าจะใช้งบสื่อสารการตลาดเพิ่มขึ้นในปีนี้ ได้แก่

  • สินค้าและบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ โรงแรม สายการบิน แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันท่องเที่ยว
  • ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และโบรกเกอร์ประกัน
  • วิตามิน อาหารเสริม และยา
  • โฆษณาจากภาครัฐ
  • การขนส่ง เช่น บริการส่งอาหาร ส่งพัสดุ
  • อาหารและสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยง
  • สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร

กลุ่มสินค้าและบริการที่คาดว่าจะใช้งบสื่อสารการตลาดลดลงในปีนี้ ได้แก่

  • E-Marketplace เช่น Shopee, Lazada
  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำอัดลม กาแฟ
  • ร้านอาหาร
  • ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน
  • ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร

นายภวัต กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์อาจส่งผลให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ในอาเซียนและเอเชียอีกด้วย การเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าต่อจีนของสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติบางส่วนต้องหาทางเลือกใหม่ในการตั้งฐานการผลิต ไทยและอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทยที่มีความได้เปรียบหลายอย่าง เช่น ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ เหมาะกับการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน ตลอดจนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเชิงรุกทั้งระยะกลางและระยะยาว

อย่างไรก็ตามปัจจัยลบและความท้าทายที่ต้องจับตามอง อันดับแรก คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง หลายประเทศที่เป็นคู่ค้าหลักของไทยยังอยู่ในสภาวะซบเซาหรือยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร อัตราดอกเบี้ยสูงในสหรัฐฯ และยุโรปอาจส่งผลต่อการค้าและการลงทุนของไทย การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว หรือยังฟื้นไม่เต็มที่
สินค้าจากจีนทะลักเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยในการแข่งขัน ความอ่อนแอและเปราะบางของ SMEs ไทยที่ขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญในทักษะเพื่อการแข่งขันในโลกยุคใหม่ และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มมีผล แต่ยังต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นและเห็นผลเป็นรูปธรรม

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...