โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คลังล้างหนี้เสีย 3.5 ล้านคน เคลียร์ประวัติต่ำแสน-ปล่อยกู้เพิ่ม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 มี.ค. 2568 เวลา 10.21 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. 2568 เวลา 23.21 น.
พิชัย ชุณหวชิร

คลังยกระดับแก้หนี้ หลัง “คุณสู้ เราช่วย” ลูกค้าเข้าร่วมไม่มาก ขุนคลัง “พิชัย” เล็งใช้เงิน FIDF 20,000-30,000 ล้าน ช่วยกลุ่มหนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท แย้มซื้อหนี้จากแบงก์มาให้ AMC บริหาร-ดึงเจรจา-เติมเงินให้ 10,000-20,000 บาท สร้างเครดิตใหม่ ชี้ 3 ปีหากชำระได้ปกติ “ล้างสถานะเครดิต” มั่นใจช่วยลดระดับหนี้ครัวเรือนต่ำลงได้ ขณะที่ “แบงก์” รับไอเดียคาดได้ข้อสรุปใน 2 สัปดาห์ ด้าน “เครดิตบูโร” ตอกย้ำปัญหาหนี้ปัจจุบันเข้าขั้น “วิกฤต” แนะเร่งช่วยกลุ่มเจอผลกระทบโควิดยังไม่ฟื้น

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวถึงการแก้หนี้คนไทยว่า การหารือกับสมาคมธนาคารไทย พูดคุยกันถึงการปล่อยสินเชื่อใหม่ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” คาดว่าจะมีคนเข้าสู่กระบวนการไม่เกิน 50% ทำให้เงินที่กันมาจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จะยังเหลืออีก 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี เพราะจะใช้ไปแค่ราว 1 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมดเกือบ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี การแก้ปัญหาหนี้ต้องมีหลายมาตรการ แก้เป็นกลุ่ม ๆ ไป เพราะแต่ละกลุ่มปัญหาไม่เหมือนกัน วิธีแก้จะต่างกันไป โดยภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยทั้งหมดในปัจจุบันมีอยู่ 16.3 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสีย หรือหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งสิ้น 1.22 ล้านล้านบาท หรือ 6.6% ของหนี้ครัวเรือน หรือมีจำนวนลูกหนี้ราว 9 ล้านบัญชี หรือราว 5 ล้านราย

“ที่ผ่านมา เราทำคุณสู้ เราช่วย เพื่อให้เลือดหยุดไหลก่อน เพราะกลัวว่าส่วนที่จะไม่มีปัญญาจ่ายจะไหลมากขึ้น จึงดึงส่วนที่เป็นหนี้เสียน้อย ๆ มาเคลียร์ก่อน ที่เพิ่งค้างชำระไม่เกิน 1 ปี แต่พร้อมจะเป็นเอ็นพีแอล วันนี้เราก็ทำอยู่

แต่เงินที่เราเตรียมไว้ทำมีคนเข้ามากว่า 30% เชื่อว่าที่สุดแล้วจะไม่เกิน 50% เพราะหนี้ที่เสียนี้จะมี 2 กลุ่ม คือมีหลักทรัพย์ค้ำประกันกับไม่มี คนที่มาติดต่อคือคนที่มีหลักประกัน ส่วนคนไม่มีก็จะไม่รับโทรศัพท์เลย จึงทำอะไรต่อไม่ได้ เพราะหาตัวไม่เจอ”

ขยับแก้หนี้เสียอีก 1.24 แสน ล.

นายพิชัยกล่าวว่า ขณะนี้หารือกันถึงการแก้ไขหนี้กลุ่มต่อไป คือ กลุ่มเอ็นพีแอล เราก็มาดูว่า คนไม่มีหลักประกันอยู่ตรงไหน ก็พบว่าส่วนใหญ่คือพวกมีหนี้น้อย ๆ กู้ไปบริโภค พวกสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเราก็เข้าไปดูกลุ่มเป็นหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท

พบว่ามีค้างอยู่ประมาณ 1.24 แสนล้านบาท หรือ 10% ของหนี้เสียทั้งหมด ส่วนจำนวนคนมีถึง 3.5 ล้านคน หรือ 65% ดังนั้นถ้าแก้ตรงนี้ก่อน จะแก้ได้ถึง 65% ของคนที่มีปัญหาในประเทศ

กลุ่มหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ที่ไม่มีหลักประกันและเป็นหนี้เสียมาเกิน 1 ปีนี้ ก็เชื่อว่าแบงก์มีการตั้งสำรองหนี้สูญหมดแล้ว ตัดเป็นค่าใช้จ่ายไปหมดแล้ว ซึ่งการตัดค่าใช้จ่ายทำให้แบงก์จ่ายภาษีน้อยลงด้วย เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ดังนั้นกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่แบงก์น่าจะเต็มใจให้ทำ

ซื้อหนี้จากแบงก์แบบไม่แพง

รมว.คลังกล่าวอีกว่า กลุ่มลูกหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทดังกล่าว แบงก์เองบริหารจัดการยาก เพราะหาคนซื้อก็ยาก จึงชวนแบงก์มาคุยกันเพราะเป็นส่วนที่แบงก์เองก็น่าจะไม่อยากเก็บไว้ แล้วที่ขายกันอยู่ก็ได้กำไรไม่มาก ไม่ถึง 1% ก็มี ซึ่งจะซื้อออกมาบริหารด้วยราคาที่ไม่แพง เพราะแบงก์ต้องการล้างบัญชีเหล่านี้ออกไปเช่นกัน

“แบงก์เขาก็อยากล้างบัญชีเหมือนกัน เพราะล้างไปได้ก็ดี แล้วก็มีคนกลัวว่าถ้าเราซื้อแพงแล้วจะเสียหาย หรือจะเป็นการเอื้อประโยชน์แบงก์ ดังนั้นยืนยันว่าจะซื้อในส่วนที่อธิบายได้ และถูกที่สุด ซึ่งสิ่งที่ยากคือซื้อมาแล้วบริหารจัดการอย่างไร เพราะบางคนตามตัวยาก หาตัวไม่เจอ แต่พวกนี้บางบริษัทก็เก่งสามารถตามได้”

ให้ AMC บริหาร-ดึงลูกหนี้เจรจา

สำหรับผู้ที่จะเข้ามาซื้อหนี้จากแบงก์ นายพิชัยกล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่ อาจจะใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีอยู่แล้ว หรือจะตั้งใหม่ ต้องพิจารณา แต่อยากทำให้เร็วที่สุด ไม่ให้นานเกิน 3 เดือน 6 เดือน

นายพิชัยกล่าวว่า หลังซื้อหนี้มาแล้ว ต้องดึงลูกหนี้มาเจรจา โดยต้องประกาศว่ารอบนี้ไม่มีการลงโทษ เพราะอยากแก้ปัญหาจริง ๆ ให้เข้ามาคุยกัน ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีมายาวนาน และในกลุ่มนี้จะมี 2 ส่วน คือ กลุ่มที่มีความสามารถชำระในช่วงก่อนโควิด เป็นลูกหนี้ดี กับกลุ่มที่ไม่มีความสามารถ

“อาจจะตั้ง AMC หรือใช้ AMC โครงสร้างเดิม แล้วก็มากำหนดกติกาว่าหนี้กลุ่มนี้จะเจรจาอย่างไร ถ้าผมคิดไปเลยว่าคนกลุ่มนี้สามารถหลุดจากเครดิตบูโรได้ ก็บอกเขาไปว่า ถ้าคุณมาเคลียร์ ผมมีช่องทางให้ ถ้าคุณค้าขายจริง เป็นเด็กดีจริง เราจะเริ่มเติมเงินให้คุณบางส่วน”

เติมเงินให้-ช่วยล้างประวัติ

นายพิชัยกล่าวว่า เมื่อซื้อหนี้มาแล้วดึงลูกหนี้มาเจรจา ลูกหนี้กลุ่มนี้จะยังติดประวัติเครดิตบูโรอยู่ แต่กรณีนี้จะทำให้หลุดเร็วขึ้น คิดกันว่าน่าจะมีมาตรการที่ให้ลูกหนี้ดังกล่าวที่ยังติดเครดิตบูโร แต่สามารถเข้าถึงเงินใหม่ได้ โดยไม่เกี่ยวกับเครดิตที่ติดอยู่ คือเมื่อเติมเงินให้ก็จะดูความสามารถการชำระเงินที่เติมให้

ลูกหนี้กลุ่มที่ว่านี้ส่วนหนึ่งหากทำมาค้าขายอาจไปกู้นอกระบบ กระทรวงการคลังมีโปรแกรมที่จะให้โอกาส อย่างที่ธนาคารออมสินทำ ที่ให้กู้รายละ 10,000-20,000 บาท หรือรายอื่นก็มีทำลักษณะนี้อยู่ 2-3 บริษัท ทำมาแล้ว 3 ปี และเป็นหนี้เสียน้อย คนจ่ายตรงเวลา เพราะลูกหนี้กลุ่มนี้จะกู้น้อย

สำหรับลูกหนี้หากจะหลุดจากเครดิตบูโรนั้น จะกำหนดเงื่อนไข แต่ต้องดูว่าอาจจะต้องขึ้นกับประเภทสินเชื่อด้วย ถ้าลูกหนี้ชำระได้ ผ่านไป 3 ปี เราดูแล้วเครดิตดีขึ้น อาจเพิ่มวงเงินให้เป็น 3 หมื่นบาท คนก็เข้าถึงสินเชื่อได้

มั่นใจช่วยลดระดับหนี้ครัวเรือน

นายพิชัยกล่าวว่า หากแก้ปัญหากลุ่มหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทนี้ได้ ภาพรวมหนี้ครัวเรือนของประเทศก็จะลดลง เพราะกลุ่มนี้มีจำนวนค่อนข้างมาก โดยสิ้นปี 2568 นี้ คาดว่าหนี้ครัวเรือนจะลดเหลือระดับ 88% และเมื่อแก้ลูกหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทนี้ได้ หนี้ครัวเรือนก็จะลดลงไปอีก ขณะที่กลุ่มลูกหนี้ที่เกิน 1 แสนบาท ก็เป็นกลุ่มที่ต้องพิจารณาต่อไป โดยต้องดูว่าแบงก์จะปรับโครงสร้างหนี้เองได้อย่างไร

ให้เวลาแบงก์คิด 2 สัปดาห์

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การประชุมคณะกรรมการสมาคมธนาคารไทย (TBA) และสมาชิกธนาคาร ร่วมกับนายพิชัย เมื่อค่ำวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ประเด็นหารือร่วมกันเป็นเรื่องของการแก้หนี้เป็นหลัก และการให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

การแก้หนี้พูดถึงกลุ่มลูกหนี้รหัส 21 หรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่ก่อนหน้านั้นเคยเป็นลูกค้าที่ดี แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3.5-3.6 ล้านคน หรือคิดเป็นมูลหนี้ราว 1-1.2 แสนล้านบาท โดยจะไม่ได้ช่วยเหลือลูกหนี้แบบหว่านแหทุกคน จะเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อป้องกันการก่อให้เกิด Moral Hazard (วัฒนธรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

ยกโมเดลต้มยำกุ้งมาเทียบ

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า แนวทางการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เพื่อรับซื้อหนี้จากประชาชนนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีรูปแบบหรือรายละเอียดที่ชัดเจน เป็นการพูดคุยความเป็นไปได้ในเบื้องต้น โดยหยิบยกโมเดลในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 มา ที่ตอนนั้นตั้ง AMC ขึ้นมารับซื้อหนี้ที่มีปัญหา ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยก็มีบริษัท AMC ค่อนข้างมากแล้ว ดังนั้นจึงต้องรอความชัดเจน

“ในที่ประชุมพูดคุยหลายเรื่อง รมว.คลังอยากให้ธนาคารช่วยในหลายเรื่อง แต่หลัก ๆ จะเป็นเรื่องแก้หนี้ที่อยากให้เราช่วยเยอะ ๆ ซึ่งธนาคารเองก็แบ่งรับแบ่งสู้ แล้วสะท้อนว่าหากช่วยลูกหนี้ล้างหนี้แล้วอาจจะไม่จบ เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่าลูกหนี้ไปก่อหนี้ใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะไปปูดที่สหกรณ์

เพราะไม่ได้อยู่ในเครดิตบูโร ทำให้ธนาคารมองไม่เห็น หรือเรื่องที่อยากให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีมากขึ้น อาจต้องให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาลดความเสี่ยงให้”

แหล่งข่าวกล่าวว่า น่าจะมีการประชุมอีกครั้งภายใน 2-3 สัปดาห์ ระหว่างนี้ก็ให้ทุกคนกลับไปพิจารณาแนวทางเพื่อกลับมาหารือกันอีกที

เล็งใช้ AMC-ออมสินซื้อหนี้

ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การซื้อหนี้จากแบงก์เป็นไปได้ที่จะใช้บริษัท บริหารสินทรัพย์ อารีย์ จำกัด เข้ามารับซื้อ ขณะที่การเติมเงินก็ให้ธนาคารออมสินที่มี สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ใส่เงินให้ลูกหนี้ที่เข้ามาเจรจาแก้ไข และอยากล้างเครดิต รายละ 10,000-20,000 บาท ซึ่งหากผ่อนชำระได้เป็นปกติ 3 ปี เหมือนกับคุณสู้ เราช่วย ก็จะล้างเครดิตให้กลับมาเป็นปกติ

หนี้เสีย 1.22 ล้าน ล. เข้าขั้นวิกฤต

ด้านนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวว่า จากข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2568 ที่ส่งข้อมูลหนี้มาที่เครดิตบูโร อยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท และหากรวมหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ปล่อยกู้สมาชิก และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และอื่น ๆ จะอยู่ที่ 16.3 ล้านล้านบาท หรือเรียกว่าหนี้ครัวเรือน

หากดูการเติบโตหนี้บุคคลธรรมดาในระบบติดลบ 0.5% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หมายถึงสินเชื่อรายย่อยแทบไม่ขยับ อัตราการปฏิเสธการให้สินเชื่ออยู่ในระดับที่สูง หากเจาะลงไปไส้ในพบว่า 1.22 ล้านล้านบาท เป็นหนี้เสีย หรือ NPLs คิดเป็นจำนวน 9.5 ล้านบัญชี ในทุกประเภทสินเชื่อ และอีก 5.8 แสนล้านบาท
เป็นหนี้ที่กำลังจะเสีย, หนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) 1.9 ล้านบัญชี

ขณะที่หนี้เสียไปแล้วนำมาปรับโครงสร้างหนี้ หรือ TDR อีก 1 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3.7 ล้านบัญชี และหากดูหนี้ที่เริ่มค้างชำระหรือเริ่มมีปัญหาแต่ยังไม่เกิน 90 วัน ซึ่งนำมาปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน หรือ DR เพื่อให้กลับมาเป็นหนี้ปกติ ที่มีการเริ่มเก็บข้อมูลเดือนเมษายน 2567 มียอดสะสม 9.2 แสนล้านบาท จำนวน 1.7 ล้านบัญชี

“ด้วยตัวเลขหนี้ที่มีลักษณะต่าง ๆ ข้างต้น ด้วยจำนวนมูลหนี้เป็นบาท ด้วยจำนวนที่นับเป็นบัญชีแล้ว เรามีปัญหาระดับที่อาจเรียกว่า ‘วิกฤต’ ได้” นายสุรพลกล่าว

กางไส้ในหนี้เสีย 1.22 ล้านล้าน

นายสุรพลระบุด้วยว่า หนี้เสียจำนวน 1.22 ล้านล้านบาท มีลักษณะการค่อย ๆ เพิ่มมาต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2565 อันเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดการระบาด COVID-19 แบ่งเป็น สินเชื่อรถยนต์ 2.7 แสนล้านบาท, สินเชื่อส่วนบุคคล 2.8 แสนล้านบาท, สินเชื่อบ้าน 2.4 แสนล้านบาท

ขณะที่หนี้กำลังจะเสีย หรือ SM หยุดอยู่ที่ 5.9 แสนล้านบาท เติบโต MOM 3.1% ทิศทางดีขึ้น เพราะการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน หรือ DR ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตามกติกาการให้กู้อย่างรับผิดชอบ

ตั้ง AMC ขึ้นกับโมเดลธุรกิจ

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แนวคิดการจัดตั้ง AMC ทั้งในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งและในครั้งนี้ คือ มุ่งแยกหนี้เสียออกจากระบบ แต่อยู่บนเงื่อนไขของเศรษฐกิจการเงินที่แตกต่างกัน โดยในช่วงวิกฤตปี 2540 การจัดตั้ง AMC จะเน้นซื้อหนี้ทั้งธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังวิกฤตจากอานิสงส์ของเงินบาทอ่อนค่าที่ส่งผลดีต่อ FDI และการส่งออก ได้ช่วยให้ธุรกิจและครัวเรือนเห็นภาพรายได้ที่ดีขึ้น

ขณะที่ปัญหาในรอบนี้แตกต่างออกไป คือ หนี้เอ็นพีแอลทั้งธุรกิจและรายย่อยจำนวนไม่น้อยผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และมาตรการช่วยเหลือจากทั้งธนาคารพาณิชย์และทางการ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ปัจจัยด้านรายได้ของธุรกิจและครัวเรือนไม่ชัดเจน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จในการแก้ไขหนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลังล้างหนี้เสีย 3.5 ล้านคน เคลียร์ประวัติต่ำแสน-ปล่อยกู้เพิ่ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...