โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Gen ยัง Active’ แนะ 5 อาหารเสริมภูมิ บูสต์เอเนอร์จี้ให้พร้อมสู้ ‘งูสวัด’

The Bangkok Insight

อัพเดต 26 มี.ค. 2568 เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2568 เวลา 06.36 น. • The Bangkok Insight

Gen ยัง Active แนะอาหาร 5 กลุ่ม เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกาย ทั้งการสร้างแอนติบอดี้ต้าโรคงูสวัด

วัย 50+ รู้กันดีว่างูสวัด คือ โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกันกับโรคอีสุกอีใส ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้สามารถแอบซ่อนอยู่ในปมประสาทโดยที่เราไม่รู้ตัวได้เป็นระยะเวลานานหลายปี โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส หากช่วงนี้ใครป่วยบ่อยร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำ ยิ่งต้องระวังโรคงูสวัดมาเยือน

Gen ยัง Active

แต่ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดเพื่อสร้างความมั่นใจแค่ไหน ร่างกายเราก็ยังจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวิธีธรรมชาติ หนึ่งในนั้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ที่เกิดจากอาหารการกินในทุก ๆ วันของเรา

เพราะสารอาหารที่ดีมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกาย ทั้งการสร้างแอนติบอดี้ที่จำเป็นต่อการป้องกันไวรัสและแบคทีเรียที่เข้าจู่โจม ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ไปจนถึงรักษาสมดุลในลำไส้ก็เป็นการเสริมภูมิคุ้มกันอีกวิธีหนึ่งเช่นกัน ถ้าอยากได้สารอาหารเน้น ๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย 5 อาหารนี้จะทำให้คุณ Happy และ Healthy!

1. โปรตีนจากเนื้อปลาทะเล

โปรตีนจากปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย และดูดซึมได้ง่าย ร่างกายเรานอกจากต้องการโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โปรตีนยังเป็นองค์ประกอบของสารแอนติบอดี้ในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน โปรตีนจะถูกใช้ในการสร้างเซลล์ต่าง ๆ และเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อ ถ้าร่างกายขาดโปรตีนจะส่งผลต่อภูมิต้านทาน อาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย การกินปลาทะเล ยังทำให้เราได้กรดไขมันโอเมก้า- 3 ที่มีส่วนช่วยให้ร่างกายต่อต้านเชื้อโรค และมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ

2. วิตามินจากผลไม้รสเปรี้ยว

ไม่ว่าจะเป็นส้ม มะนาว ส้มโอ เกรปฟรุต นอกจากจะมีวิตามินซีสูง ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวให้เพียงพอในการต่อสู้กับเชื้อโรค ในผลไม้ตระกูลส้มยังมีสารไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) สารเคมีจากพืชที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่ล้วนมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ

3. แร่ธาตุสังกะสีจากข้าวกล้องและธัญพืช

สังกะสีหรือซิงค์เป็นแร่ธาตุสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย แร่ธาตุสังกะสีมีส่วนช่วยเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดที–เซลล์ (T-Cell) ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญชนิดหนึ่งของร่างกายที่มีหน้าที่หลักในการค้นหาเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายและทำการกำจัดทิ้ง เพื่อให้ได้สังกะสีเพียงพอในแต่ละวัน เราสามารถเลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขัดสี และกินธัญพืชวันละเล็กน้อย อย่างงาขาว งาดำ ถั่วลิสง ถั่วแดง

4. เบต้ากลูแคนจากเห็ด

เบต้ากลูแคนเป็นสารเชิงซ้อนในกลุ่มโพลีแซคาไรด์ ที่พบมากในเห็ดและยีสต์ มีฤทธิ์ในการกระตุ้นเซลล์แมคโครฟาจ (Macrophage) เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่กลืนกินและย่อยสลายเซลล์แปลกปลอมในร่างกายที่ผิดปกติ เห็ดที่มีงานวิจัยพบว่ามีสารเบต้ากลูแคนในปริมาณที่สูง คือเห็ดนางรม เห็ดแชมปิยอง และเห็ดหอม

5. อาหารที่มีโพรไบโอติกส์

กว่า 70% ของภูมิคุ้มกันร่างกายจะอยู่บริเวณลำไส้ ในลำไส้คนเราจะมีจุลินทรีย์ชนิดดีหรือที่เรียกว่าโพรไบโอติกส์ อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร ช่วยป้องกันการเกิดโรคและรักษาภาวะที่ผิดปกติของร่างกาย การสร้างสมดุลของโพรไบโอติกส์ในลำไส้จึงส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง

นอกจากนี้ โพรไบโอติกส์ยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตสารไซโตไคน์ สารกลุ่มโปรตีนที่ร่างกายผลิตเพื่อต่อสู้และกำจัดกับสิ่งผิดปกติที่เข้ามาในร่างกายอย่างเชื้อไวรัสต่าง ๆ อาหารที่มีโพรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์ตัวดีที่ร่างกายต้องการ ที่สามารถกินได้ทุกวันในปริมาณที่เหมาะสมก็คือ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ หรือแอปเปิ้ลไซเดอร์

นอกจากสารอาหารที่เป็นตัวช่วยเสริมภูมิคุ้มกันหลักตามธรรมชาติแล้ว การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้ร่างกายกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันก็เป็นสิ่งจำเป็นต้องทำควบคู่ไปเช่นกัน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...