โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บริษัท มีที่ มีเงิน ชูดอกเบี้ยต่ำ 6.99-8.99% ต่อปี ชิงเค้กสินเชื่อที่ดิน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ธ.ค. 2565 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2565 เวลา 06.45 น.

บริษัท มีที มีเงิน เตรียมรุกสินเชื่อที่ดิน-ขายฝาก ชูดอกเบี้ยต่ำ 6.99-8.99% ต่อปี ค่าธรรมเนียมต่ำ 1% หนุนสภาพคล่องรายย่อย-ธุรกิจที่มีที่ดิน คาดปีแรกปล่อยกู้ 1 หมื่นล้านบาท นำร่อง 5 จังหวัด หวังตลาดกดดอกเบี้ยแข่งขันเหลือ 12% ต่อปี ประเมินตลาดเติบโตปีละ 10-20%

วันที่ 22 ธันวาคม 2565 นายอิสระ วงศ์รุ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด เปิดเผยว่า ภายในเดือนมกราคม 2566 บริษัทเตรียมเปิดให้บริการ “สินเชื่อที่ดินและขายฝาก” เต็มรูปแบบ หลังจากเริ่มจัดตั้งและทดลองในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การร่วมทุนระหว่างธนาคารออมสิน บริษัท ทิพย เอกซ์โพเนนเชียล จำกัด และกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมีที่ มีเงิน จะเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับประชาชนผ่านการให้สินเชื่อที่ดินและขายฝาก ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการค่อนข้างสูง โดยจากการรวบรวมตัวเลขจากกรมที่ดิน พบว่ามีมูลค่าจดจำนองที่ดินระดับหมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 10-20%

และหากรวมสินเชื่อในส่วนของผู้ประกอบการนอกระบบน่าจะมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่การคิดอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เฉลี่ยถึง 24% ต่อปี หรือ 2% ต่อเดือน แม้ว่าในระบบจะกำหนดอัตราดอกเบี้ย 15% ต่อปี และคิดอัตราค่าธรรมเนียมการขอวงเงินเฉลี่ย 3-5%

ดังนั้น บริษัท มีที่ มีเงิน จึงต้องการเข้ามาช่วยลูกค้ากลุ่มนี้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยถูกลงเฉลี่ย 6.99-8.99% ต่อปี และคิดอัตราค่าธรรมเนียมต่ำกว่า 1% ซึ่งในช่วง 12 เดือนแรกให้ลูกค้าชำระเฉพาะดอกเบี้ย และปีที่ 2 ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย โดยคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) +สูงสุดไม่เกิน 2.85% ต่อปี (ปัจจุบัน MLR =6.150% ต่อปี) ซึ่งเป็นการปรับตามแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ระยะเวลาการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ จะใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันในการขอวงเงิน เช่น ที่ดินจะให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 70% ของราคาประเมินที่ดินราชการ กรณีที่เป็นที่ดินสิ่งปลูกสร้าง หรือที่อยู่อาศัยจะปล่อยเต็มวงเงิน 100% และอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียมจะปล่อยกู้วงเงินสูงสุด 50% ของราคาตลาด โดยเพดานวงเงินกู้กรณีลูกค้าบุคคลธรรมดาจะอยู่ที่ 3 แสนบาทถึง 10 ล้านบาท และนิติบุคคลวงเงิน 3 แสนบาทถึง 50 ล้านบาท โดยไม่ต้องตรวจเครดิตบูโร

อย่างไรก็ดี หากต้องการวงเงินเพิ่มเติมจำเป็นต้องตรวจเครดิตบูโร เพื่อลดความเสี่ยง และลูกค้าจะได้ดอกเบี้ยต่ำลงเฉลี่ยไม่เกิน 6.99% ต่อปี

โดยภายหลังจากบริษัทเข้ามาปล่อยสินเชื่อที่ดินและขายฝากด้วยอัตราดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียมต่ำ คาดว่าจะช่วยให้ตลาดทั้งระบบปรับลดดอกเบี้ยลงมาเพื่อแข่งขัน ซึ่งคาดหวังว่าจะเห็นอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 15% ต่อปี ลงมาอยู่ที่ 12-13% ต่อปี และที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีผู้ประกอบการบางแห่งทำโปรโมชั่นอัตราดอกเบี้ยเหลืออยู่ที่ 9.99% ต่อปี

โดยเบื้องต้นบริษัทได้จัดทำแผนธุรกิจและขออนุมัติวงเงินจากธนาคารออมสินจำนวน 5,000 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรก และหากความต้องการมีสูง บริษัทสามารถขอวงเงินเพิ่มเติมได้ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าภายในปี 2566 จะปล่อยสินเชื่อได้ราว 1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นจำนวนลูกค้าประมาณ 4,000-5,000 ราย

และนำร่องในพื้นที่ 5 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ และจะขยายตามหัวเมืองใหญ่ทั่วภูมิภาค และกลางปีจะครอบคลุมทั่วประเทศผ่านการให้บริการสาขาธนาคารออมสิน

สำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นกลุ่มลูกค้ารายย่อยประชาชน และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องการสภาพคล่อง และมีที่ดินเป็นกรรมสิทธิ โดยสามารถมาขอวงเงินสินเชื่อได้ ซึ่งภายหลังจากการทดลองมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้วจำนวน 40 ราย และคาดว่าหลังจากเปิดบริการเต็มรูปแบบจะมีลูกค้าเข้ามาใช้จำนวนมากขึ้น

โดยส่วนหนึ่งมาจากธนาคารออมสินที่มีสินเชื่อที่ดินอยู่แล้ววงเงิน 2 หมื่นล้านบาท แต่เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้ทำเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ทำให้ลูกค้าบางส่วนจะหันมาใช้บริการสินเชื่อที่ดินและขายฝากของบริษัท มีที่ มีเงิน แทนเป็น 10 เท่า

คาดว่าจะทยอยเห็นลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาได้ในช่วงกลางปี 2566 เพราะจะครบกำหนดในการผ่อนชำระ รวมถึงบริษัทจะขยายฐานลูกค้าไปยังบริษัทร่วมทุนด้วย ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนลูกค้าบุคคลจะอยู่ที่ 40% และนิติบุคคล 60%

“ตอนนี้เรามีเงิน 6,000 ล้านในการปล่อยสินเชื่อ โดยจากทุนจดทะเบียน 1 พันล้านบาท และวงเงินจากแบงก์ออมสิน 5,000 ล้านบาท คาดว่าน่าจะเพียงพอ และปีแรกเราก็น่าจะมีรายได้ทันที ส่วนเรื่องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) เป็นเรื่องในอนาคต 3-4 ปีข้างหน้า เพราะเราต้องมีผลประกอบการเป็นบวก 3 ปี ซึ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ดีช่วยในเรื่องการระดมทุน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...