เปิดที่มา หลักเกณฑ์ 'ลดวันต้องโทษ' ทำไมต้องจำคุกมาแล้ว 8 ปี
เปิดที่มา หลักเกณฑ์ ‘ลดวันต้องโทษ’ ทำไมต้องจำคุกมาแล้ว 8 ปี
กลายเป็นประเด็นสงสัย และเกิดข้อถกเถียงกันในสังคมเป็นวงกว้างสำหรับกระแสการคัดค้านการ ลดวันต้องโทษ หรือขอ พระราชทานอภัยโทษ แก่ผู้ต้องขังคดีทุจริตคอร์รัปชัน ของผู้ต้องขังกลุ่มนักการเมือง
เกิดคำถามว่าทำไมคนกลุ่มนี้ ถึงได้ ลดวันต้องโทษ จำนวนมาก หรือโทษจำคุกอีกไม่นาน ก็ได้พักโทษ และอีกไม่นานก็ได้ปล่อยตัวออกจากเรือนจำ อีกทั้งยังมีกลุ่มคดีสะเทือนขวัญ คดีอุกฉกรรจ์ ผู้ต้องหาก่อเหตุสะเทือน จิตใจ เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ว่าติดคุกไม่เดี๋ยวก็ได้ออกมา
ทั้งหมดทั้งมวลของข้อวิพากษ์ วิจารณ์ นำไปสู่การยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาทบทวนหลักการ การลดโทษ และพักโทษ ในกลุ่มผู้ต้องขังคดีสำคัญ
16 ธ.ค. 2564 พล.อ.ประยุทธ์ได้ตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอภัย ให้ตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการอภัยโทษ มี นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อดีตอัยการสูงสุดและประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ
คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นมา และการดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติในการขอรับพระราชทานอภัยโทษ และการกำหนดชั้นนักโทษของกรมราชทัณท์ เพื่อป้องกันมิให้นักโทษเสียสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับตามกฎหมาย
ต่อมา 13 เม.ย.65 คณะรัฐมนตรี (ครม.)รับทราบการปรับปรุงแนวทางการจัดชั้น เลื่อนชั้นนักโทษ เพื่อให้มีแนวทางที่ชัดเจนต่อการอภัยโทษ และนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้ตั้งคำถามในประเด็น มาตรการที่กำหนดให้นักโทษที่จะได้รับอภัยโทษ ไม่ว่าลดโทษหรือ ปล่อยตัว ต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ จำคุกมาแล้ว 8 ปี หรือแล้วแต่ระยะเวลาใดถึงก่อน
โดยสมชาย ระบุอีกว่า สงสัยว่า เกณฑ์ 8 ปี นั้นนำมาจากไหน หากเป็นนักโทษที่ต้องติดคุก 50 ปี ถึง ตลอดชีวิต แต่ได้รับสิทธิลดโทษตามระยะปลอดภัย 8 ปีเหมาะสมหรือไม่ และเห็นว่าควรยึดเกณฑ์การรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 เป็นเกณฑ์เดียว หรือกำหนดเวลารับโทษจำคุกมาแล้ว 15 ปี
อีกทั้งยังเสนอให้ ส.ส.รับไปพิจารณา คือการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้ใช้เป็นเกณฑ์ดำเนินการในอนาคต ส่วนเรื่องการให้อภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานั้น ตนยืนยันว่าพระราชกฤษฎีกานั้นไม่ผิด และไม่ต้องแก้ไข แต่ประเด็นที่ควรตรวจสอบคือการใช้ดุลยพินิจ ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาลดโทษให้กับนักโทษ ที่มีความพิรุธ คือ พิจารณาลดโทษนักโทษ 3 ครั้งในปีเดียว โดยเชื่อว่ามีหลักสิบถึงหลักร้อยคนเท่านั้น
มติชนออนไลน์ ได้ตรวจสอบข้อมูลที่มาที่ไปของ หลักเกณฑ์ 8 ปี พบว่า คณะคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอการอภัยโทษฯ ได้มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า เงื่อนไขหลัก นักโทษเด็ดขาดที่จะได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษจะต้องรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษา หรือไม่น้อยกว่า 8 ปี สุดแต่ระยะเวลาใดจะน้อยกว่า
ทั้งนี้ เพื่อให้นักโทษได้รับโทษเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมตามหลักการบริหารโทษซึ่งจะช่วงระยะเวลาไว้ 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ระยะลงโทษ(Shock Incarceration)ที่มุ่งให้นักโทษได้สำนึกถึงความผิดที่ตนเองได้กระทำลงไป ช่วงที่ 2 ระยะแก้ไข (Rehabilitation) เมื่อนักโทษได้แสดงถึงความ
ตั้งใจที่จะกลับตนเป็นคนดีก็จะเข้าสู่การแก้ไขฟื้นฟูต่อไป และช่วงที่ 3 ระยะเตรียมกลับคืนสู่สังคม (Preparation for release) เนื่องจากนักโทษออกไปจากสังคมเป็นเวลานาน ก่อนกลับสู่สังคมจะต้องมีช่วงเวลาในการปรับ พฤติกรรมเพื่อจะได้ไม่กระทำผิดซ้ำอีก
ดังนั้นในระยะแรก นักโทษเด็ดขาดที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำจะต้องรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษาเพื่อกรมราชทัณฑ์จะได้มีเวลาในการประเมินความพร้อมและพิจารณาถึงความสำนึกและความมุ่งมั่นที่จะกลับตนเป็นคนดี
เมื่อนักโทษเด็ดขาดรับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษา และได้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับตนเป็นคนดี ครองชั้นดีขึ้นไป สมควรที่จะได้รับประโยชน์จากการพระราชทานอภัยโทษ
นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับความเห็นของ แหล่งข่าวระดับสูงของกรมราชทัณฑ์ ที่ให้ความคิดในเรื่องการบริหารจัดการโทษ ของเรือนจำในประเทศไทย อย่างน่าสนใจว่า การบริหารโทษจำคุกของไทย จะต้องเป็น 3 ระยะ คือ ระยะของการลงโทษ คือ ทุกคนต้องรับโทษจำคุก1ใน 3 หรือ 8 ปี ต่อมานำไปสู่ระยะแก้ไข คือช่วงที่ 2 เพราะเมื่อทุกคนผ่านระยะที่หนึ่งแล้วจะต้องมาดูพฤติกรรม ความสำนึกผิด นั้นก็คือการจัดชั้นนักโทษ รวมถึงการฝึกฝนตามโปรแกรมและแผน ที่ทางกรมราชทัณฑ์ จัดไว้
หลังจากนั้น จะได้รับการลดโทษตามพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ที่แตกต่างกันไปแต่ละคนซึ่งกรมราชทัณฑ์ จะไปปรับระบบการจัดชั้น และการเลื่อนชั้น ใหม่ ให้เหมาะสมสอดคล้อง
และ 3.ระยะสุดท้ายนั้นเป็นสิ่งจำเป็นคือ ระยะเตรียมปล่อย เมื่อเหลือโทษ 1 ใน 3 จะต้องเข้าสู่การอบรม เตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ถ้าทุกอย่างดีผ่านเกณฑ์ ก็จะได้พักโทษ ออกไปทำงาน แต่ถ้าไม่ดี ไม่ผ่านเกณฑ์ ก็ต้องอยู่ในเรือนจำจนครบกำหนดโทษ อย่างไรก็ตามอยากให้มองว่า การลงโทษ เป็นการมุ่งแก้ไข ไม่ได้มุ่งทำโทษ จึงต้องพิจารณาความสมดุลย์
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อเสนอแนะ แต่สุดท้าย หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะนำไปสู่การพิจารณานำมาปรับใช้หรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไป
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง