โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดข้อมูล 800 บจ.หนี้ทะลุ 32 ล้านล้าน “โรงแรม-สายการบิน” ดิ้นเพิ่มทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 เม.ย. 2565 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2565 เวลา 04.25 น.

เปิดข้อมูลบริษัทจดทะเบียน 833 บริษัทตลาดหุ้นปี’64 “หนี้สิน” ทะลุ 32.17 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 10% “ttb analytics” เผยสัญญาณธุรกิจเริ่มล็อกต้นทุนออกหุ้นกู้รับดอกเบี้ยขาขึ้น-ขยายลงทุน ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้บริษัทใหญ่ฐานะแข็งแกร่งทำสถิติยอดขาย-กำไร โบรกฯมองธุรกิจท่องเที่ยว ลุ้นผ่านจุดต่ำสุด หลังจมปลักโควิด 2 ปีหลายโรงแรมดิ้นเพิ่มทุนฟื้นธุรกิจ จับตากลุ่ม “ปิโตรเคมี-อิเล็กทรอนิกส์” เจอแรงกดดันอัตราหนี้สินต่อทุนขยับเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังสามารถสร้างผลประกอบการที่ดี โดยมีกำไรสุทธิ 985,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) (ข้อมูลรวม 757 บริษัท จากทั้งหมด 780 บริษัท) ส่วน บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ mai มีกำไรสุทธิ 8,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 273.6%

หนี้บริษัทหุ้นไทยทะลุ 32 ล้านล้านบาท

ขณะที่หนี้สินรวมของบริษัทจดทะเบียนปี 2564 ประมาณ 833 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET+mai) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 32.17 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.99 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มกว่า 10.25%

เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ที่มีหนี้สินรวม 29.17 ล้านล้านบาท โดยเป็น บจ.ใน SET จำนวน 651 บริษัท มีหนี้สินรวม 32.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มกว่า 10.34% และ บจ.ใน mai จำนวน 182 บริษัท มีหนี้สินรวม 1.43 แสนล้านบาท ลดลง 9.4 พันล้านบาท หรือลดลงกว่า 6.16%

รายงานข่าวระบุว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้หนี้สินรวมของ บจ.ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมามีบริษัทใหม่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 41 บริษัท จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพรวมหนี้สินของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีหลายบริษัทใหญ่ที่ยังเดินหน้าขยายการลงทุน ทำให้มีการก่อหนี้เพิ่ม

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของ บจ.ใน SET อยู่ที่ 2.66 เท่า ส่วน บจ.ใน mai อยู่ที่ 0.96 เท่า ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากปี 2563 เนื่องจากหลายบริษัทมีผลประกอบการดีขึ้น และหลายบริษัทก็ดำเนินการเพิ่มทุน ทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนในภาพรวมปรับตัวลดลง

ttb ชี้โควิดดัน D/E ขยับ

นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากย้อนไปดูช่วงก่อนโควิดจะพบว่าสัดส่วนหนี้สินต่อทุน

หรือ D/E ของ บจ.ขยับเพิ่มขึ้นเพราะบริษัทต่าง ๆ มีกระแสเงินสดไม่มากเหมือนช่วงก่อนโควิดจากรายรับที่ลดลง ขณะที่รายจ่ายไม่ได้ลดลงมาก ขณะที่มีหนี้ครบกำหนดที่ต้อง roll over จึงเห็น D/E เพิ่มขึ้นที่เป็นเอฟเฟ็กต์จากโควิด

ขณะเดียวกัน ก็เห็นสัญญาณตั้งแต่ปีที่แล้วต่อเนื่องมาปีนี้ ที่ภาคธุรกิจพยายามล็อกต้นทุนจากความกังวลแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไทยกู้ตรงจากตลาดด้วยการออกหุ้นกู้แค่ 16% นอกนั้นจะเป็นการกู้ผ่านระบบธนาคารพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น จากการที่สหรัฐมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยในทิศทางที่แรง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) อายุ 10 ปีของไทยก็วิ่งขึ้นไปตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยระบุว่า ในปี 2564 มูลค่าการออกหุ้นกู้อยู่ที่ 1,034,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นจากทั้งกลุ่ม investment grade และ high yield

ปี’65 ธุรกิจเหนื่อยต้นทุนพุ่ง

นายนริศกล่าวว่า เซ็กเตอร์ที่น่าห่วงขณะนี้ คือ กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้น ทั้งเหล็ก น้ำมัน ปุ๋ย ฯลฯ แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ไม่มีอำนาจในการปรับราคา รวมถึงธุรกิจที่ถูกควบคุมราคา

“ตอนนี้ธุรกิจกระทบแน่ ๆ เพราะต้นทุนปรับขึ้นเลย โดยวัตถุดิบที่สั่งมาสต๊อกได้ประมาณ 3-6 เดือน ตอนนี้อาจจะยังไม่รู้สึกมากนัก ยกเว้นเรื่องพลังงานที่ปรับขึ้นมานานแล้ว แต่ถ้าสต๊อกวัตถุดิบหมดขณะที่ราคาขายยังปรับไม่ได้ อันนี้จะกระทบมาร์จิ้นพอสมควร ในจังหวะที่ยังส่งผ่านต้นทุนไปไม่ได้ ผู้ประกอบการก็ต้องแบกรับไป” นายนริศกล่าว

กลุ่มการเงินเร่งเพิ่มทุนกด D/E

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ถ้าดูข้อมูล 5 ปีย้อนหลังจะพบว่าภาพรวมหนี้สินต่อทุน (D/E) ทั้งตลาดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่มากนัก โดยอัตราส่วนอยู่ที่ 2.5-2.8 เท่า ล่าสุดปี 2564 ระดับ D/E อยู่ที่ 2.66 เท่า ถือว่าใกล้เคียงกับระดับปี 2563

โดยกลุ่มการเงินมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากระดับ D/E ที่ 2.3 เท่าในปี 2563 ลดลงมาอยู่ที่ 1.9 เท่าในปี 2564 ถือเป็นการบันทึกต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี หลัก ๆ มาจากทิศทางการเพิ่มทุนที่หลายบริษัทออกวอร์แรนต์ (warrant) และออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อสร้างศักยภาพของตัวเอง

สำหรับอีก 3 กลุ่มที่ดูดีขึ้นเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการเปิดเมือง เปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (reopening) ประกอบด้วย 1.กลุ่มคอมเมิร์ซ 2.ทรานสปอร์ต และ 3.สื่อสาร โดยปี 2564 ธุรกิจคอมเมิร์ซ D/E ลดลงเหลือ 1.57 เท่า จากปี 2563 อยู่ที่ 2.15 เท่า

ขณะที่ทรานสปอร์ตลดลงเหลือ 2.39 เท่า จาก 3.71 เท่า และสื่อสารลดลงเหลือ 3.74 เท่า จากระดับ 4.12 เท่า อนุมานได้ว่าเกี่ยวข้องกับทิศทางกำไรที่ดีปรับตัวขึ้น ล้อไปกับการคลายล็อกดาวน์และเปิดเมือง หลังจากปี 2563 ค่อนข้างได้รับผลกระทบอย่างหนัก

“ปิโตรฯ-อิเล็กทรอนิกส์” หนี้พุ่ง

“กลุ่มที่มีหนี้สินปรับตัวเพิ่มขึ้น คือ กลุ่มอินดัสเทรียล โดยเฉพาะปิโตรเคมีมีหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จากปี 2563 อยู่ที่ระดับ 1.1 เท่า สิ้นปี 2564 ขยับขึ้นเป็น 1.4 เท่า

โดยหนี้สินที่ปรับตัวขึ้นมาแรงหลัก ๆ คือ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ที่ปี 2564 มีหนี้สิน 4.26 แสนล้านบาทปรับเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปี 2563 ที่มีหนี้สินแค่ 2 แสนล้านบาท ส่งผลให้ D/E เพิ่มเป็น 1.30 เท่า จากเดิมอยู่ที่ 0.69 เท่า ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทมีการขยายการลงทุนต่อเนื่อง”

เช่นเดียวกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นมาก จากปี 2563 อยู่ที่ 0.86 เท่า ขยับเป็น 1.06 เท่าในปี 2564 ซึ่งภาพจะคล้ายกับธุรกิจปิโตรฯโดยพบว่า 3 บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มนี้มีหนี้สินเพิ่มปรับตัวขึ้นมาทั้งหมด ผลกระทบหลักอาจมาจากซัพพลายชิปขาดแคลน ทำให้ความล่าช้าส่งมอบสินค้าส่งผลกระทบต่อความตึงของกระแสเงินสด จึงอาจต้องมีการกู้เงินเข้ามาโปะเพื่อบริหารเงินทุนหมุนเวียน

“ปีนี้ผลกระทบการล็อกดาวน์เมืองของจีน ทั้งเสิ่นเจิ้นและเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นโกลบอลซัพพลายเชนของโลก ทำให้กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบต่อ” นายณัฐชาตกล่าว

โดย บจ.กลุ่มนี้ที่หนี้เพิ่ม ได้แก่ 1.บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) หนี้เพิ่มจาก 19,600 ล้านบาท เป็น 27,900 ล้านบาท ในปี 2564 ระดับ D/E จาก 0.52 เท่า เพิ่มเป็น 0.67 เท่า 2.บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) หนี้เพิ่มจาก 5,300 ล้านบาท เป็น 8,500 ล้านบาท D/E จาก 0.44 เท่า

เพิ่มเป็น 0.63 เท่า และ 3.บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) หนี้เพิ่มจาก 3,600 ล้านบาท เป็น 4,800 ล้านบาท และ D/E จาก 0.17 เท่า เพิ่มเป็น 0.21 เท่า

ธุรกิจโรงแรมดิ้นเพิ่มทุน

นายณัฐชาตกล่าวว่า สำหรับในปี 2565 คงต้องติดตามบริษัทต่าง ๆ ที่มีการระดมทุนออกหุ้นกู้ หรือมีรายจ่ายเกี่ยวกับการลงทุนอย่างหนัก ซึ่งจะเพิ่มภาระหนี้สินของบริษัทที่มากขึ้น เป็นตัวที่ทำให้ D/E เหวี่ยงแรง

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ประเมินว่าคงไม่ต่างจากปีที่แล้ว คาดการณ์ GDP จะโตแถว ๆ 3% สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิดคงผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว เพราะได้เห็นการเพิ่มทุนของหลาย ๆ ธุรกิจโรงแรม

ขณะที่นายธีระพล อุดมเวศย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า สิ้นปี 2564 กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมได้ทยอยเพิ่มทุนกันไปพอสมควรแล้ว

ทำให้ระดับหนี้สินต่อทุนลงมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างปลอดภัยกันเกือบหมด จากเดิมที่มีตัวเลขกระแสเงินสดติดลบ (cash burn) กลับมาเป็นบวกหลายแห่งจึงไม่ค่อยน่ากังวล

ส่วนปี 2565 ต้องลุ้นให้แต่ละบริษัทกลับมามีกำไร หรือทำให้กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกได้ โดยสิ้นปี 2564 ที่ผ่านมากลุ่มโรงแรม D/E ลงมาอยู่ไม่เกิน 2 เท่า แต่อาจมีบางบริษัทที่ยังมีภาระหนี้สินสูง

อาทิ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) เนื่องจากโรงแรมของบริษัทส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมาเต็มที่ ขณะที่บริษัทอื่นมีโรงแรมอยู่ในประเทศอื่น ๆ และมีธุรกิจประเภทอื่น เช่น ธุรกิจอาหาร เป็นต้น

นายธีระพลกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มสายการบิน บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ก็ได้เพิ่มทุนไปแล้ว แต่จะมี บมจ.บางกอกแอร์เวย์ส (BA) ที่น่ากังวลอยู่ โดยมีระดับ D/E อยู่ที่ 2.7 เท่า เนื่องจากบริษัทได้ไปซื้อสนามบินสมุยกลับมาจากกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย (SPF) โดยใช้เงินกู้ส่งผลให้มีภาระหนี้สูง แต่ก็ไม่น่ากังวลมาก

ทียูโชว์ฐานะการเงินแข็งแกร่ง

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือทียู เปิดเผยว่า แม้ว่าปี 2564 ยังต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 เป็นปีที่สองแล้ว แต่บริษัทยังสามารถสร้างรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 141,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% และมีกำไรสุทธิถึง 8,013 ล้านบาท

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ยอดขายและกำไรที่เติบโต สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นค่อนข้างเข้มแข็งมาก ๆ โดยสามารถลดลงจากปี 2562 อยูที่ระดับ 1.07 เท่า ลงมาเหลือต่ำกว่า 1 เท่า และสิ่งที่เราค่อนข้างภูมิใจที่สามารถปันผลสูงสุดตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ค่อนข้างดี

“วันนี้ไทยยูเนี่ยนไม่ได้เน้นเรื่องการเติบโตยอดขายเป็นหลัก แต่เน้นเพิ่มความสามารถในการทำกำไร เป็นแนวทางที่ทำมาตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากในอดีต gross profit margin อยู่ที่ 15% ในปี 2564 ขยับขึ้นสูงกว่า 18% และเป้าหมายคือผลักดันให้ถึง 20% ในปี 2568”

นายธีรพงศ์กล่าวด้วยว่า ปีนี้บริษัทตั้งงบฯลงทุนไว้ที่ 6,000 ล้านบาท เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรสูงในรูปแบบการทำจอยต์เวนเจอร์ ธุรกิจใหม่ ซึ่งขนาดการลงทุนไม่ได้ใหญ่มาก เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง สิ่งแวดล้อมโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมุ่งเน้นการลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการใช้เครื่งอจักรอัตโนมัติ การพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...