โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอกรนระบาดหนัก สูงสุดในรอบ 5 ปี เด็กต่ำกว่าขวบดับเพิ่ม อาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่

Khaosod

อัพเดต 02 ธ.ค. 2566 เวลา 06.44 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2566 เวลา 06.44 น.
ไอกรนระบาดหนัก สูงสุดในรอบ 5 ปี เด็กต่ำกว่าขวบดับเพิ่ม อาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่

ไอกรนระบาดหนัก สูงสุดในรอบ 5 ปี เด็กต่ำกว่าขวบดับเพิ่มอีก 1 ราย ห่วงเด็กไทยรับวัคซีนยังไม่ถึง 90% แถมอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เสี่ยงเสียชีวิตสูง

วันที่ 2 ธ.ค. 2566 นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของโรคไอกรนในเด็กเล็ก ว่า โรคไอกรนสามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยสถานการณ์ช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังคงพบผู้ป่วยได้อยู่เรื่อยๆ บางปีผู้ป่วยต่ำกว่า 50 ราย บางปีเกิน 100 ราย

แต่ปีล่าสุด 2566 พบว่ามีผู้ป่วยสงสัยเข้าข่ายป่วยโรคไอกรน ตั้งแต่เดือน ม.ค. - 26 พ.ย.2566 รวม 183 ราย ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตสุขภาพที่ 12 ทางภาคใต้ คือ สงขลา ตรัง พัทลุง ปัตตานี นราธิวาส และยะลา ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไอกรนปีนี้มีจำนวนสูงที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะมีการตั้งเป้าตัวเลขว่าไม่ควรพบผู้ป่วยไอกรนมากกว่า 50 รายต่อปี แต่ปีนี้พบมากถึง 183 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 รายซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ

นพ.เอกชัย กล่าวว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนเป็น 1 ในวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนจะต้องได้รับตามชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นการฉีดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่งข้อมูลและช่วงเวลาการรับวัคซีนจะระบุไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (สมุดสีชมพู)

โดยการฉีดวัคซีนนั้นจะเป็นการป้องกัน 3 โรค หรือที่เรียกว่า DTwP-HB-Hib คือ โรคคอตีบ โรคบาดทะยักและโรคไอกรน ซึ่งจะฉีดทั้งหมด 5 เข็ม เริ่มเข็มแรกตอนอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 1 ขวบครึ่ง และ 4 ขวบตามลำดับ

"เราได้เฝ้าระวังและตรวจหาโรคไอกรนอย่างเข้มข้นมาตลอด อาจเป็นไปได้ว่าอาจเกิดการระบาดขึ้นเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะการติดเชื้อในเด็กค่อนข้างสูงและมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะบางทีผู้ใหญ่ติดเชื้อแล้วอาจไม่มีอาการอะไรเลย แต่สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อได้

โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรนไม่ครบ เมื่อรับเชื้อก็จะมีอาการรุนแรงได้ ยิ่งเด็กเล็กมากเท่าไหร่อาการก็ยิ่งรุนแรงสูงมากและมีโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้น ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีนและมีโรคประจำตัว เมื่อติดเชื้อก็มีโอกาสอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน" นพ.เอกชัย กล่าว

นพ.เอกชัย กล่าวว่า ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เก็บข้อมูลในปีที่ผ่านๆ มาพบว่า เด็กแรกเกิดอายุต่ำกว่า 2 เดือนที่ยังไม่ถึงเกณฑ์การรับวัคซีนไอกรนนั้น เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีโอกาสเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 50 ของเด็กที่ป่วย ฉะนั้น เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 เดือนและแม่ไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อน ทารกก็จะไม่มีภูมิคุ้มกันเลย โอกาสติดเชื้อไอกรนก็จะสูงขึ้น

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้รณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันไปสู่ลูกและสามารถส่งผ่านทางน้ำนมได้อีกด้วย ได้แก่ วัคซีนคอตีบและบาดทะยัก ที่จะฉีดตอนอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ จากนั้นจะฉีดวัคซีนที่รวมไอกรนด้วย ตอนอายุครรภ์ 5 เดือนไปแล้ว รวมถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนโควิด-19 ที่จะฉีดตอนอายุครรภ์ 5 เดือนขึ้นไป

"ขอเน้นย้ำว่าวัคซีนที่ฉีดให้หญิงตั้งครรภ์ตามช่วงอายุครรภ์นั้น มีความปลอดภัย สามารถฉีดได้โดยไม่เป็นอันตราย ขณะเดียวกัน สปสช. ได้ซื้อวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์มาเพื่อฉีดในหญิงตั้งครรภ์ในปีนี้ 110,000 โดส ซึ่งเพิ่มเริ่มโครงการนี้ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา" นพ.เอกชัย กล่าว

นพ.เอกชัย กล่าวว่า โรคไอกรนเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Bordetella pertussis มักจะพบเชื้อในลำคอและโพรงจมูก อาการของโรคในช่วงแรกจะคล้ายไข้หวัด หลายคนคิดว่าตัวเองเป็นแค่ไข้หวัด โดยมีเวลาฟักเชื้อ 1 สัปดาห์ จากนั้นจะมีอาการที่ชัดเจนขึ้น คือ ไอเป็นชุดถึงทีละ 10 ครั้ง ทำให้หายใจไม่ทัน บางรายหน้าเขียว ตาเขียว จากนั้นเมื่อหยุดไอก็จะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ มากๆ ทำให้เกิดเสียงหวีดขึ้น

ดังนั้น ถ้าเป็นเด็กเล็กจะอันตรายมาก เพราะทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้ระบบหัวใจล้มเหลวได้ ส่วนใหญ่จะเกิดอาการตอนกลางคืนทำให้นอนไม่ได้ ร่างกายก็จะอ่อนเพลียขึ้น ประกอบกับผู้ป่วยจะกินอาหารไม่ค่อยได้ ก็ยิ่งทำให้ซูบผอม ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไอกรนอาจมีอาการเรื้อรังได้ถึง 3 เดือน จากนั้นอาการก็จะค่อยๆ ขึ้น ขณะที่การรักษาก็ต้องให้ยาตามอาการ ไม่มียาเฉพาะในการฆ่าเชื้อได้ทันที

"ข้อมูลเด็กที่ติดเชื้อไอกรนจะพบมากในเด็กเล็กแต่ช่วงหลังก็เริ่มพบในเด็กอายุมากกว่า 5 ปีเพิ่มขึ้น ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่ได้รับวัคซีนมาก่อน โดยการเข้าถึงวัคซีนไอกรนในเด็กไทยที่ครบโดส 5 เข็ม ในปัจจุบันนี้ยังไม่ถึง 90% ซึ่งจริงๆ เราตั้งเป้าให้มีการฉีดถึง 100% แต่ในทางปฏิบัติก็เป็นเรื่องที่ยากอยู่พอสมควร เพราะมีเด็กในพื้นที่ห่างไกล หรือความเชื่อของแต่ละพื้นที่ โดยปีนี้กรมควบคุมโรคได้ตั้งเป้าการฉีดวัคซีนไอกรนให้เพิ่มขึ้นมาอย่างน้อย 90% ถ้าจะยิ่งดีขึ้นทะลุเป้า 95% ซึ่งจะต้องทำให้ภายในปีนี้" นพ.เอกชัย กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...