โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

2 สามีภรรยาร้อง สูญเสียลูกในครรภ์ 8 เดือน อ้างหมอเวรให้ยาแรงระงับการคลอดก่อนกำหนด ต่อมาพบว่าเด็กในครรภ์ดับ

ข่าวเวิร์คพอยท์ 23

อัพเดต 28 ต.ค. 2567 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2567 เวลา 10.45 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์

(28 ต.ค.67) ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นายอภิวัฒน์ อายุ 37 ปี พร้อมด้วย นางสาวสาวิตรี อายุ 30 ปี สองสามีภรรยาเดินทางจาก จ.ชลบุรี เข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แจ้งว่า ตนเพิ่งเสียลูกในครรภ์ไปหลังจากอายุครรภ์ 8 เดือน และปวดท้องจะคลอด โดยหมอเวรที่โรงพยาบาลให้ยาแรงระงับการคลอดก่อนกำหนด ต่อมาพบว่าเด็กในครรภ์เสียชีวิต ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ยังไม่ได้อธิบายอะไรให้เข้าใจหรือแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

นางสาวสาวิตรี เล่าความเป็นมาก่อนที่จะสูญเสียลูกในครรภ์ว่า ตนเองได้ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 และได้ไปฝากท้องยังคลินิกแห่งหนึ่งใน อ.เมือง ซึ่งคุณหมอที่คลินิกเป็นหมอประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ตลอดเวลาตนไปตรวจครรภ์ตามที่หมอนัดทุกครั้ง ซึ่งทารกในครรภ์เป็นเพศหญิง แข็งแรงดี ช่วงฝากท้องตรวจครรภ์ครั้งสุดท้าย 20 ก.ย.67 หมอบอกว่าเด็กยังปกติดี

และมีกำหนดคลอดปลายเดือนพ.ย.67 กระทั่งวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา จู่ๆ ตนเกิดปวดท้อง ปวดแบบเป็นๆ หายๆ เป็นช่วงๆ กระทั่งเช้าวันที่ 22 ต.ค. ตนปวดท้องหนักมากเหมือนจะคลอดลูกและมีมูลเลือดไหลออกมา สามีจึงรีบพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลได้พบกับหมอเวรที่ห้องคลอด ตนก็ถามหาหมอที่ตนฝากท้องด้วย แต่พยาบาลบอกว่า คุณหมอมาตรวจไม่ได้ ต้องให้หมอเวรเป็นคนตรวจ เมื่อหมอเวรตรวจครรภ์แล้วก็บอกว่าเด็กปกติดีทั้งชีพจรและการเต้นของหัวใจ

เมื่อใช้มือสัมผัสที่ท้องเด็กก็มีการตอบสนองดี ส่วนแม่ก็มดลูกเปิดกว้าง อายุครรภ์อยู่ที่ 33 สัปดาห์ (8 เดือน) ยังไม่ถึงกำหนดคลอด ต้องให้ยายับยั้งการคลอดก่อนกำหนด โดยแม่ก็นอนอยู่ที่ห้องคลอดจากนั้นพยาบาลจึงได้นำยายับยั้งการคลอดเป็นแบบแคปซูลมาให้รับประทานต่อเนื่องกัน 8 เม็ด ผ่านไป 2-3 ชั่วโมงอาการปวดท้องจะคลอดก็ไม่หาย

พยาบาลก็มาบอกว่า หมอสั่งปรับยาให้แรงขึ้นเป็นยาฉีดให้ทางสายน้ำเกลือ 2 ขวด ยาฉีด 2 เข็ม ตั้งแต่ประมาณเที่ยงของวันที่ 22 ต.ค. และให้ไปนอนพักที่ห้องผู้ป่วยรวม หลังจากได้รับยาตนรู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หน้ามืด ระหว่างนั้นตนเห็นหน้าจอเครื่องวัดชีพจรกับหัวใจเด็ก ซึ่งแสดงผลเป็นกราฟมีตัวเลขขึ้นลงอยู่ที่ 20 50 100 ซึ่งปกติตัวเลขต้องอยู่ที่ 100 ขึ้นไป

และตนก็ได้ยินพยาบาลคุยกับหมอว่า หัวใจเด็กเต้นแค่นี้เองเหรอ ต่อมาพยาบาลก็ได้มีการติดเครื่องกระตุ้นเด็กในครรภ์ให้ จนเช้าของวันที่ 23 ต.ค. พยาบาลได้เข้ามาสอบถามอาการ ตนบอกว่าไม่ปวดท้องแล้ว แต่รู้สึกท้องแข็งๆ เหมือนเด็กจะไม่ดิ้น พยาบาลบอกว่า น่าจะเป็นผลจากยาที่ได้รับ ซึ่งตอนนั้นตนไม่ได้เอะใจอะไรคิดว่าเดี๋ยวหมอก็คงจะเข้ามาตรวจตามเวลา แต่ก็ไม่มีหมอมาเลย

จากนั้นช่วง 12.00 น. ตนได้ขอย้ายไปอยู่ห้องพิเศษเนื่องจากห้องพักผู้ป่วยรวมอยู่ใกล้กับที่ก่อสร้างทำให้เสียงดังนอนไม่ได้ หลังย้ายไปห้องพิเศษก็ไม่ได้มีการติดเครื่องกระตุ้นเด็กให้อีก ต่อมา 18.00 น. พยาบาลได้เข้ามาดูชีพจร การเต้นของหัวใจเด็ก และใช้มือจับที่ท้องก็พบว่าเด็กไม่มีการตอบสนอง จึงได้พาตนไปอัลตร้าซาวด์ดูเด็กในท้องพบว่ามีความผิดปกติก่อนที่พยาบาลจะไปบอกหมอ จากนั้นได้มีอาจารย์หมอซึ่งเป็นหมอที่ตนฝากครรภ์ด้วยมาบอกกับตนว่า

"เด็กเสียชีวิตแล้ว เป็นความผิดปกติที่จะคลอดก่อนกำหนด" ตนจึงถามว่าเป็นแบบนี้ได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะยาที่ให้แรงไปหรือไม่ แล้วใครจะรับผิดชอบ? หมอตอบว่า "ไม่ควรจะมีใครต้องรับผิดชอบเพราะเกิดจากเด็กเอง ยาที่ให้เป็นยาที่ใช้กันทั่วโลกอยู่แล้ว"

ต่อมา 13.00 น. วันที่ 24 ต.ค. หมอได้ทำการผ่าตัดเอาเด็กที่เสียชีวิตออก โดยตนกับสามีขอให้ทางโรงพยาบาลส่งศพเด็กไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และหมอให้ตนนอนพักฟื้นหลังผ่าตัดที่โรงพยาบาลจนถึงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ก่อนจะกลับบ้านได้ โดยทางโรงพยาบาลออกใบความเห็นแพทย์ระบุ "วินิจฉัยโรค ทารกเสียชีวิตในครรภ์ อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ 4 วัน ช่วงฝากครรภ์อัลตร้าซาวด์พบลักษณะผิดปกติ

"ตนกับสามีหลังทราบว่าตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 เป็นผู้หญิงก็ดีใจกันมาก แม่ดูแลตัวเองอย่างดี สามีพาไปตรวจครรภ์ตามนัดทุกครั้ง ซึ่งลูกก็ปกติแข็งแรงดีมาตลอด แม้กระทั่งเช้าวันที่ 22 ต.ค.ที่ปวดท้องจะคลอดแพทย์ตรวจก็ยังพบว่าเด็กปกติดี ตนกับสามีจึงตั้งข้อสงสัยว่าหลังจากที่หมอให้ยาที่แรงขึ้นอาจจะมีผลต่อเด็กในครรภ์หรือไม่

และระหว่างที่นอนอยู่โรงพยาบาลตั้งแต่ 12.00 น. วันที่ 22 ต.ค.ที่หมอให้ยาแรงขึ้นจนถึงเย็นวันที่ 23 ต.ค. ไม่มีหมอมาดูอาการของตนเลย จนมาทราบอีกทีตอนเด็กเสียชีวิตแล้ว ตนกับสามีต้องมาเสียลูกไปทั้งๆ ที่อุ้มท้องมาจนถึง 8 เดือน จึงอยากจะทราบสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กที่แท้จริง ซึ่งทางโรงพยาบาลก็ยังไม่ได้อธิบายอะไรให้เข้าใจหรือแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด ตนกับสามีจึงตัดสินใจเข้าร้องทุกข์มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยให้ความเป็นธรรมด้วย

ด้านนางปวีณา กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับสองสามีภรรยาที่ต้องมาเสียลูกไปเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจยิ่ง กรณีนี้แม่ไปโรงพยาบาลได้รับการตรวจจากหมอเวร ซึ่งอาจไม่ใช่หมอเฉพาะทาง หรือหมอสูตินรีเวช และการให้ยาที่แรงขึ้นควรจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะเคสที่มีความเสี่ยง

ทั้งนี้จะประสาน พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ อยู่ไพร ผกก.สภ.เมืองชลบุรี และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ พาสองสามีภรรยาไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และส่งศพเด็กไปชันสูตรที่นิติเวช รพ.ตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และประสาน นพ.กฤษณ์ สกุลแพทย์ สสจ. ชลบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ความเป็นธรรมกับพ่อแม่เด็ก โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...