โรงเรียนหลังโดนร้องเรียนอาหารกลางวันไม่พอกิน บางวันข้าวแฉะ-อาหารบูดบ้าง
ข่าวเวิร์คพอยท์ 23
อัพเดต 08 ก.ค. 2567 เวลา 08.29 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2567 เวลา 08.29 น. • ข่าวเวิร์คพอยท์จากกรณีที่มีผู้ปกครองโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองสระบุรีลงในสื่อโซเซียลว่า โรงเรียนแห่งหนึ่ง เขตเทศบาลเมืองสระบุรี อาหารกลางวันไม่พอ รับประทาน และสื่อการเรียนไม่เพียงพอต่อนักเรียน พร้อมการเรียกเก็บเงินประกันภัยฯตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
(08 ก.ค. 67) ผู้สื่อข่าวได้เข้าตรวจสอบภายในบริเวณโรงอาหารพบว่า เด็กนักเรียนระดับชั้นประถม กำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่ ซึ่งในวันนี้เมนูอาหารประกอบด้วย ผัดแตงกวาใส่ไข่ ต้มไก่ใส่เห็ด ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น ของหวานจะเป็นเฉาก๊วยน้ำแดง ซึ่งเด็กๆรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย และเมื่อทานข้าวเสร็จมีอาหารเหลือเด็กจะนำมาเทที่กะละมัง และวางถาดหลุมไว้เพื่อที่จะนำไปล้าง ซึ่งจะเห็นว่าเด็กๆทานข้านเหลือกันเป็นจำนวนมาก
ทางด้านนางสาวศรุดา วงษ์มหิง รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน เผยว่า จากกรณีเรื่องอาหารไม่เพียงพอกับนักเรียนกิน ตนเองคิดว่าไม่น่าจะมีมูลความจริง เนื่องจากว่ามีมาตรการตลอดมา และมีครูที่รับผิดชอบดูแลอยู่ ซึ่งทางโรงเรียนก็มีนโยบาย “ไม่อิ่มเติมได้” คือสามารถเติมได้ตลอด ซึ่งจะมีครูดูแลอยู่ตลอด และจะมีเจ้าของโครงการที่รับผิดชอบคอยดูแลให้อยู่
ส่วนเรื่องเด็กนักเรียนที่ครูปล่อยช้าแล้วอาหารหมดนั้น ซึ่งทางโรงเรียนก็เพิ่งรับทราบ แต่ทางเราก็จะมีครูคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา และไม่เคยทราบว่าเกิดเหตุแบบนี้มาก่อน ส่วนเรื่องอาหารที่ว่าบูด เสียนั้น ทางโรงเรียน และทางเทศบาลจะลงพื้นที่ตรวจสอบตลอด
และเรื่องที่ว่ามีการนำอาหารเก่ามาปรุงใหม่ให้เด็กรับประทานนั้นตรงนี้ต้องหาข้อมูลความจริง เพราะว่าทางโรงเรียนก็มีการตรวจรับ และครูจะคอยชิมอยู่ตลอด ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าเอาข้อมูลมาจากไหน ส่วนสื่อการเรียนการสอนที่ว่าไม่เพียงพอนั้น ซึ่งทางวัสดุอุปกรณ์ทางเราจัดซื้อให้อย่างเพียงพอ ซึ่งไม่น่าที่จะไม่เพียงพอ จะคอยมีครูตรวจเช็คอยู่ตลอด และมีการทยอยส่งหนังสือให้เด็กๆอยู่เรื่อยๆ และมีการจัดซื้อให้อย่างเพียงพอในทุกๆปีที่ผ่านมา
ส่วนเรื่องค่าอุปกรณ์การเรียนนั้น เป็นงบจากทางสำนักฯส่งให้มาทางโรงเรียนส่วนเรื่องการประกันภัยฯ ที่เรียกเก็บกับเด็กนักเรียนเป็นจำนวนเงิน 350 บาทนั้น เนื่องจากว่าประกันภัยฯเดิมนั้นมีเด็กเคลม 200% บริษัทเดิมไม่รับเคลมประกันเลย ซึ่งของเก่ายังคงคุมครองได้ถึงเดือน มิถุนายน ทางโรงเรียนจึงได้เปลี่ยน บริษัทฯใหม่ แต่ก็ต้องมีการเช็กประวัติเก่าก่อนว่าต้องใช้เบี้ยประกันเท่าไร และต้องยืนยันว่าเบิกสิทธิ์รักษาเท่าไร ซึ่งถ้าวงเงินรักษา 8,000 เบี้ยประกันก็จะเป็นเงิน 350 บาท ซึ่งตนเองมองดูว่าเด็ก และผู้ปกครองบางคนเงินก็ไม่ค่อยมี จึงได้ลดวงเงินประกันภัยฯลงมาเป็น 300 บาทสามารถเบิกสิทธิ์ได้ 6,000 บาท ซึ่งตนเองก็ได้ชี้แจงให้ผู้ปกครองเข้าใจแล้ว ซึ่งทุกวันนี้ทางผุ้ปกครองก็ยังไม่มีเงินจ่ายแต่ทางโรงเรียนก็ยังช่วยเหลือไปก่อน ซึ่งตอนนี้ทางประกันภัยฯก็เรียบร้อยแล้วคุ้มครองแล้ว
ทางด้านนางสาวศรุดา กล่าวเสริมว่า ต่อจากนี้ก็จะเรียกผู้ปกครองเด็กๆเข้ามาประชุมชี้แจง เพื่อประชุมทำความเข้าใจถึงสาเหตุต่างๆ เพื่อคลายข้อความสงสัย ในทุกๆเรื่องที่เกิดขึ้น